True Story : บันทึกบาป ของผู้หญิงเหลวแหลก

บันทึกบาป
บันทึกบาป

True Story : บันทึกบาป ของผู้หญิงเหลวแหลก

                คุณเคยคิดอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องราวต่างๆ ในอดีตกันบ้างไหม และหากทำได้ คุณอยากแก้ไขเรื่องใดมากที่สุด สำหรับฉัน ถ้าเลือกได้ ก็อยากรีเซ็ตชีวิตใหม่อีกครั้ง

หากจะเล่าย้อนกลับไปถึงภูมิหลัง ฉันเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวที่ไม่ได้สมบูรณ์พร้อมเท่าไรนัก เพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ฉันยังเป็นเด็ก  แม่กลับมาหาฉันบ้างนานๆ ครั้งพอให้จำหน้ากันได้ ส่วนพ่อก็ทำงานหาเช้ากินค่ำ บางวันนึกครึ้มก็เข้าบ่อนเล่นการพนันบ้าง  วันไหนชนะพนันฉันก็ได้กินของอร่อย  วันไหนเสียพ่อก็หงุดหงิดจนเผลอทำลายข้าวของ  ด้วยเหตุนี้ คำว่า “ครอบครัว” ในภาพจำของฉันจึงค่อนข้างเลือนลาง

จำได้ว่าตอนเด็กๆ เวลาครูถามว่าใครคือฮีโร่ เพื่อนส่วนใหญ่มักตอบว่า “คุณพ่อ” แต่ฉันมองไม่ออกว่าพ่อจะเป็นวีรบุรุษของฉันได้อย่างไร เพราะท่านไม่ได้แสดงอะไรให้ฉันเห็นเลยแม้แต่ความรัก กระนั้น ท่านก็ยังเจียดเงินที่จะเอาไปเล่นการพนันมาส่งฉันเรียน แม้บางเทอมจ่ายไม่ตรงเวลาบ้าง แต่ฉันก็ยังได้เรียนจนจบฉันมัธยมปลาย

การที่ฉันถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวบ่อย ๆ   ทั้งยังไม่เคยรับรู้ความรักของบุพการีทั้งสอง ทำให้ฉันเริ่มไขว่คว้าหาความรักจากคนไกลตัว

ฉันมีแฟนคนแรกตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น  เป็นเพื่อนในชั้นเรียนเดียวกัน  เขาเป็นคนไม่รักเรียน หนักไปทางยกพวกตีกันกับเด็กนักเรียนต่างโรงเรียน   เราทั้งคู่พากันโดดเรียนบ่อย ๆ จนกระทั่งครูเรียกผู้ปกครองเข้าไปพบ  ฉันยังจำวันนั้นได้ดี หลังจากที่พ่อเข้าไปคุยกับครูเสร็จ พอกลับถึงบ้าน ฉันก็โดนพ่อตีหลายทีจนเป็นรอยจ้ำเขียว วันนั้นฉันโมโห จนเผลอโพล่งออกไปว่า

“ถ้าการที่มีหนูเป็นลูกมันลำบากมากนัก ก็ไม่ต้องมาเป็นพ่อลูกกัน หนูไปอยู่กับคนอื่นก็ได้”

หลังจากนั้นฉันก็เก็บข้าวของย้ายไปอยู่ที่บ้านแฟน แต่ครอบครัวของแฟนไม่ต้อนรับนัก อาจเพราะฉันยังเด็ก และไม่รู้จะทำตัวอย่างไร จึงได้แต่ขลุกอยู่ในห้องกับแฟน กลางวันไปเรียนด้วยกัน  ตอนกลางคืนก็พากันขี่รถมอร์เตอร์ไซค์ไปตามที่ต่างๆ

ฉันอยู่บ้านแฟนได้ไม่ถึงเดือน  ก็ต้องกลับบ้านเพราะพ่อมาตาม ฉันกลับไปแบบไม่เต็มใจ  และไม่ได้ทำให้ฉันตระหนักรู้ถึงความรักของคนเป็นพ่อ    เราทั้งคู่เหมือนอยู่กันคนละโลก   พ่อก็ทำหน้าที่ส่งเสียให้ฉันเรียนตามหน้าที่ ส่วนฉันก็ไปเรียนเพียงเพราะอยากเจอเพื่อนและแฟน

พอขึ้นชั้นมัธยมปลาย ฉันยังคงหนีไม่พ้นสังคมเด็กเกเรเดิมๆ   ฉันยังคงวิ่งตามความรักจากคนอื่น  พอขึ้นชั้นมัธยมปลายก็เลิกกับแฟนเก่า มาคบรุ่นพี่ที่อยู่ต่างโรงเรียน

รุ่นพี่คนนี้ทำให้ชีวิตของฉันดำดิ่งสู่ด้านมืดยิ่งกว่าเดิม เพราะกลุ่มเพื่อนของเขานอกจากไม่สนใจการเรียนแล้ว ยังติดยาอีกด้วย   แรกทีเดียวฉันพยายามปฏิเสธ เพราะถึงจะเป็นลูกอกตัญญู แต่ก็ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นเด็กติดยา แต่ฝืนขนบของกลุ่มได้ไม่เท่าไร  ก็ถูกเพื่อนบีบคั้นให้เดินทางผิดจนได้

ฉันเริ่มหันมาใช้ยาตามแฟนหนุ่มจนไม่เป็นอันเรียน  ต้องดร็อปเรียนไปหนึ่งปี แม้พ่อจะห้ามจะเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง กระทั่งฉันเสียตัวเพราะฤทธิ์ของยา  โชคยังดีที่ความผิดพลาดในครั้งนั้นไม่ทำให้ฉันท้อง เมื่อพ่อทราบเรื่องพฤติกรรมของฉัน แม้จะไม่ทั้งหมด  ท่านถึงกับหลั่งน้ำตา ภาพของพ่อที่หลบไปร้องไห้ในห้องน้ำยังติดตา  ฉันจึงเริ่มตีตัวออกห่างจากแฟนและเพื่อนกลุ่มนั้น พร้อมกับหันไปตั้งหน้าตั้งตาเรียนจนจบชั้นมัธยมปลาย

พอเข้ามหาวิทยาลัย ฉันก็คบกับเพื่อนกลุ่มใหม่  เพื่อนกลุ่มนี้แต่งหน้าแต่งตาจัด ใส่กระโปรงสั้น ใช้ของแบรนด์เนม  เวลานั้นฉันรู้สึกดีใจที่ได้อยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้ เพราะเป็นคนรักสวยรักงามอยู่แล้ว การอยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ทำให้ฉันรู้สึกด้อยค่า เพราะไม่มีสินค้าราคาแพงใช้อย่างเพื่อนๆ  จึงต้องกระเสือกกระสนหาเงินเพื่อซื้อของใช้แบรนด์เนม ด้วยการไปทำงานที่ร้านอาหารแถวบ้าน งานที่ทำต้องแต่งตัววอบๆ แวมๆ ล่อสายตาผู้ชาย  ซึ่งทำให้ฉันได้รู้จักกับผู้ชายคนหนึ่งที่อายุมากกว่าสิบกว่าปี

เขามาที่ร้านเกือบทุกวัน และให้ทิปฉันมากเสมอ   แม้จะรู้จุดประสงค์ที่เขาให้เงินมากขนาดนั้นแต่ฉันก็เลือกที่จะรับไว้ เพื่อเอาเงินไปซื้อของเบรนด์เนม

นานวันไปความสัมพันธ์ของเราเริ่มเลยเถิด เขาบอกว่ามีครอบครัวอยู่แล้ว แต่รู้สึกถูกชะตากับฉันมากและอยากอุปถัมภ์เลี้ยงดู โดยจะส่งเงินให้ฉันทุกเดือน เพียงแค่ฉันยอมเป็นภรรยาน้อยสนองความต้องการของเขาเท่านั้น เมื่อเห็นว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นงานง่ายๆ แถมยังมีเงินใช้ไม่ขาดมือ จึงยอมตกลง

ความสัมพันธ์ของเราเป็นไปด้วยดี ฉันมีเงินซื้อของใช้สวยๆ งามๆ มากมายจนเพื่อนๆ  เอ่ยปากถามว่าฉันไปรวยมาจากไหน  แม้จะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันทางกาย แต่ฉันกลับไม่เคยรักผู้ชายคนนี้เลยแม้แต่น้อย ทุกการกระทำ และคำหวานหูเป็นไปตามแรงเงินเท่านั้น

เราแอบมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันได้ไม่ถึงปี ก็มีผู้หญิงแปลกหน้าตามฉันมาถึงบ้าน ฉันเห็นเขาคุยหน้าเครียดอยู่กับพ่อ  ก่อนจะเดินมาหาพร้อมกับบอกให้ฉันเลิกยุ่งกับครอบครัวของเธอ  เพราะสามีของเธอไม่ค่อยกลับมาดูแลครอบครัวเหมือนเก่า

เธอพูดพลางร้องไห้ และเอารูปครอบครัวที่อบอุ่นมาให้ฉันดู  ตอนนั้นฉันไม่ได้รู้สึกผิดบาปอะไร เมื่อเริ่มรู้สึกรำคาญจึงตอบปัดๆ ไปว่าจะเลิกยุ่งก็ได้

พอเธอกลับไป พ่อก็พูดประโยคหนึ่งกับฉันโดยไม่มองหน้า

“ระวังเวรกรรมจะตามทัน”

ฉันไม่รู้ว่านั่นคือคำเตือนหรือคำสาปแช่ง เพราะแม้กระทั่งคนบาปอย่างพ่อที่เข้าบ่อนเล่นการพนันยังพูดกับฉันแบบนี้ แต่ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจ ยังคงทำหน้าที่ภรรยาลับ ๆ ของชายคนนั้นต่อไปจนกระทั่งวันหนึ่งฉันได้รู้จักกับผู้ชายอีกคน

เขาเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกัน เรารู้จักกันในสถานเริงรมย์แห่งหนึ่ง เขาเป็นคนหน้าตาดี บุคลิกดี มีวาทศิลป์ เรียกว่าพูดอะไรก็ทำให้สาวๆ รอบข้างอ่อนระทวยได้  ฉันชอบผู้ชายคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น  ฉันจึงเดินหน้าเข้าหาเขาอย่างไม่อายเพราะมั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเอง

พอฉันออกตัวว่าชอบ เขาก็แสดงท่าทีว่ามีใจให้ทันที ความสัมพันธ์ของเราเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเขาไม่รู้ว่าฉันมีอาชีพเสริมเป็นเด็กเสี่ย แต่ด้วยความที่รักเขามากและไม่อยากโกหกชายคนรัก จึงบอกความจริงกับเขา  แทนที่เขาจะโกรธเคืองหรือขอยุติความสัมพันธ์อย่างที่ฉันคิดไว้ เขากลับพูดว่า

“ดีแล้ว เราจะได้มีเงินใช้ไม่ขาดมือ”

เวลานั้นความรักอย่างโง่งมมันบังตา จึงไม่ทันฉุกใจว่าฉันมักเป็นคนออกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้เขา  และไม่ทันมองเห็นว่าคำพูดของเขานอกจากแสดงให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวแล้ว ยังไม่มีศักดิ์ของความเป็นลูกผู้ชายอีกด้วย

เราคบกันได้หนึ่งปี แฟนของฉันก็เริ่มเปลี่ยนไป  ปกติเราตัวติดกันตลอดเวลา แต่ช่วงหลังๆ เขาเริ่มติดเพื่อน หรือบางคืนก็หายไปไม่กลับมานอนด้วยกันเหมือนเก่า ฉันเริ่มหวาดระแวงจนไม่เป็นอันทำอะไร

ส่วนเสี่ยที่ส่งเสียเลี้ยงดูฉัน เมื่อฉันไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้ดีเหมือนเก่า เพราะใจเตลิดเปิดเปิงไปพะวงถึงแต่คนรัก เขาก็เริ่มตีตัวออกห่าง ไม่มาหา ไม่ส่งเงินให้ฉันเหมือนเก่า จนท้ายที่สุด เขาก็ขอยุติความสัมพันธ์ทั้งทางร่างกายและทางการเงิน

เมื่อไม่ต้องไปคอยเป็นทาสกามารมณ์ให้เสี่ยแล้ว ฉันก็เริ่มสืบเรื่องของแฟนฉันอย่างจริงจัง และพบว่าเขามีผู้หญิงอีกคน โดยเอาเงินที่ฉันให้ใช้จ่ายไปปรนเปรอผู้หญิงคนนี้อีกที

ฉันพยายามขอร้องอ้อนวอนให้เขากลับมา แต่เขากลับบอกว่าเลือกผู้หญิงคนนั้น และไล่ฉันออกไปจากชีวิตเขา ฉันตามง้ออยู่เป็นเดือนก็ไม่มีท่าทีว่าความสัมพันธ์ของเราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม จึงได้แต่เพียงทำใจ และเดินออกมาจากชีวิตเขา

เวลานั้น คำพูดเพียงสั้นๆ ของพ่อก็กลับกังวานในความคิด

“ระวังเวรกรรมจะตามทัน”

ฉันกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้า หัวสมองตีบตัน คิดอะไรไม่ออก  รู้สึกท้อแท้หมดหวัง เพราะเงินขาดมือ ทั้งยังสูญเสียความรัก  ฉันหยิบมีดขึ้นมาจะกรีดข้อมือ เพื่อบอกลาโลกที่น่าสิ้นหวังใบนี้ แต่ยังไม่ทันที่คมมีดจะกรีดลงบนเนื้อ พ่อก็เปิดประตูเขามา กอดฉันเอาไว้ พร้อมกับพร่ำบอกทั้งน้ำตาว่า

“พ่อรักลูก พ่อรักลูก”

การกอดและคำบอกรักจากปากพ่อให้ความรู้สึกที่แปลกออกไป เป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดที่ฉันไม่เคยสัมผัสมาก่อน   ฉันร้องไห้โฮ รู้สึกได้ถึงความรักที่ตามหามาทั้งชีวิต

เหตุการณ์ที่ผ่านมาสอนให้ฉันกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ และหยุดไขว่คว้าหาความรักจากคนอื่น เพราะรู้แล้วว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักจากบุพการี และความรักที่ฉันมีให้กับตัวเอง

 

แง่คิดจากพระวิชิต ธมฺมชิโต

ในทัศนะพุทธศาสนา คุณค่าที่สำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์ คือการมีโอกาสพัฒนาชีวิตจิตใจตนให้ดียิ่งๆ ขึ้น  ในขณะที่สัตว์โลกชนิดอื่นที่รวมถึงเหล่าเทพและพรหมนั้น ชีวิตจะดำเนินไปตามแรงบุญหรือกรรมเก่าที่ได้ทำมาเป็นหลัก จะสร้างใหม่หรือพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ยาก

จึงต้องอนุโมทนาอย่างยิ่งกับโยมผู้ซึ่งดำเนินชีวิตพลั้งพลาดจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด  แต่เมื่อได้สัมผัสกับความรักอันท่วมท้นของพ่อที่มีต่อตน ก็ทำให้ได้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา แล้วปรารถนาจะรีเซ็ตชีวิตกลับไปเริ่มคิดทำใหม่แต่ต้นอีกครั้ง

น่าเสียดายที่ไม่มีใครสักคนที่ย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่ หรือแม้แก้ไขกรรมเก่าที่เราทำไปแล้วได้  กับทั้งไม่มีประโยชน์ใดๆ ที่จะเศร้าโศกเสียใจจมอยู่กับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแล้ว  การรีเซ็ตชีวิตที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นชีวิตของเราใหม่ ณขณะนี้ โดยมีประสบการณ์ในอดีตเป็นบทเรียน เพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า  เพื่อไม่ให้ผิดพลาดซ้ำสอง  ทั้งยังไม่ปล่อยใจให้หม่นหมองอยู่กับความทุกข์ระทมในอดีต

แม้กระนั้นก็ต้องเผื่อใจไว้ด้วยว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่ง่าย เรื่องร้ายๆ นิสัยเดิมๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะสลัดทิ้งไปได้ชั่วข้ามคืน การรีเซ็ตชีวิตจึงต้องอาศัยจิตที่เข้มแข็งกล้าหาญ  มีความรักอันไม่มีประมาณของพ่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง อีกทั้งต้องมีคนข้างเคียงเป็นกัลยาณมิตรที่พร้อมจะเดินไปกับเรา

ประสบการณ์ได้สอนโยมไว้ชัดแล้วว่า กัลยาณมิตรนั้นมิใช่แค่เพื่อนสนิท และอย่าไปติดที่หน้าตา แต่ต้องเป็นคนที่กล้าดุ ด่า เพื่อพาเราไปหาสิ่งถูกต้อง ถ้าหาใครไม่ได้จริงๆ สำหรับยุคนี้หนังสือดีๆ  หรือหน้าเพจที่มีสาระ ก็อาจเป็นกัลยาณมิตรของเราได้

ขอร่วมเป็นกำลังใจให้โยมพากเพียร บากบั่น ฝ่าฟันอุปสรรค พัฒนาชีวิตอันมีค่านี้ ให้เติบโตต่อไปอย่างมีความสุข เป็นชีวิตที่มีประโยชน์

เกื้อกูลต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมต่อไป


ที่มา

นิตยสารซีเคร็ตฉบับ 232 True Story

เรื่อง ยิ้ม  เรียบเรียง Issara R.

ขอบคุณภาพ : skeeze on pixabay

 

 

 

 

 

keyboard_arrow_up