“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองพิการ” เจษฎา เทพบันเทิง

เจษฎา เทพบันเทิง
เจษฎา เทพบันเทิง

“ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองพิการ” เจษฎา เทพบันเทิง

เจษฎา เทพบันเทิง เกิดมาพร้อมเนื้องอกในโพรงกระดูก ต้องผ่าตัดและฉายรังสีตั้งแต่อายุสองขวบ เขาใช้ชีวิตอยู่กับเสื้อเกราะเพื่อป้องกันกระดูกโค้งงอซึ่งเป็นผลจากการรักษา แต่ไม่เคยรู้สึกแตกต่างจากเด็กทั่วไป เขาเรียนหนังสือ ถอดเสื้อเกราะวิ่งเล่น เป็นนักกีฬา จนถึงวันที่เขาเดินไม่ได้อีกต่อไป

“ประมาณช่วง ม.3 กำลังจะข้ามถนนกลับบ้าน อยู่ดี ๆ ขาก็ไม่มีแรงแล้วค่อย ๆ ล้มลง ตอนนั้นผมคิดเองว่าคงเหนื่อย เพราะเพิ่งซ้อมกีฬามา ก็เลยลุกขึ้นกลับบ้านปกติ ต่อมาผมล้มอีก คราวนี้นั่งพับเพียบลงไปเลยจนรู้สึกผิดปกติ คุณหมอบอกว่าเป็นผลมาจากกระดูกที่โค้งไปทับเส้นประสาทส่วนล่าง

“ตอนนั้นผมไม่คิดอะไรมาก แค่รู้สึกหงุดหงิดที่ทำอะไรได้ช้ากว่าปกติเท่านั้น ผมฝึกใช้ไม้เท้าและอุปกรณ์พยุงเดิน จนกระทั่งช่วง ม.ปลาย ผมก็เดินไม่ได้ต้องนั่งรถเข็นอาจเป็นความโชคดีที่ว่ามีเวลาค่อย ๆ ทำใจไปเรื่อย ๆ แต่วันที่เดินไม่ได้ผมก็ยังทำใจด้วยวิธีปัญญาอ่อน คือผมเอาโซ่หมารัดตัวเองแล้วนั่งตากแดดหน้าบ้านอยู่สามวัน คิดว่าเคยวิ่งได้ ปั่นจักรยานได้ ทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยทำอะไรโง่ ๆ จนวันที่สามรู้สึกว่าร้อน เข้าบ้านดีกว่า” เขาเล่าไปหัวเราะไปอย่างอารมณ์ดี

นับแต่นั้นเขาหันมาอ่านหนังสือเตรียมสอบเอนทรานซ์ย้อนหลัง 10 ปี จนสามารถสอบเทียบเข้าเรียนปริญญาตรีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สำเร็จเขาใช้ชีวิตบนวีลแชร์กระทั่งเรียนจบ พยายามหางานทำกระทั่งได้เป็นนักออกแบบและโปรแกรมเมอร์เว็บไซต์จนถึงปัจจุบัน

เจษฎาค้นหาวิธีช่วยเหลือตนเองเพื่อพึ่งพาคนอื่นให้น้อยที่สุด ศึกษาการดัดแปลงรถยนต์และฝึกฝนจนสามารถขับรถได้เอง เรียนดำน้ำ เดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศคนเดียวโดยไม่สนใจข้อจำกัดที่มี นอกจากนี้ยังทำงานเพื่อสังคมมาโดยตลอด เช่น อาสาช่วยเหลือผู้ประสบภัย สอนหนังสือเด็กด้อยโอกาส ร่วมงานวิ่งมาราธอนเพื่อสาธารณกุศล และปันรายได้ของตัวเองให้มูลนิธิและองค์กรผู้ยากไร้อย่างสม่ำเสมอ

“ผมใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป พยายามทำให้ตัวเองเหมือนคนปกติที่สุด เพราะผมไม่เคยคิดว่าตัวเองพิการ เพียงแต่เราอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางที่ยากกว่าคนอื่นเท่านั้น ผมเป็นคนไม่คิดมาก ไม่ใช่ว่าเราเป็นอย่างนี้แล้วต้องทำตัวน่าสงสาร แต่หาข้อที่ได้เปรียบในการทำงาน คิดด้านบวกเสมอ และดูแลตัวเองให้ได้

“ตอนแรก ๆ ผมยังต้องพึ่งคนอื่นมาก เพราะยังไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง เหมือนเรากำลังเปิดโลกตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง จากที่เคยเดินได้ ทำอะไรได้ กลายเป็นมีข้อจำกัดที่แคบลง เราก็หาวิธีขยายข้อจำกัดของเราไปเรื่อย ๆ

“หนึ่งบวกหนึ่งไม่ได้เป็นสองเสมอ สามลบหนึ่งก็ได้สองเหมือนกัน ถ้าเราไปทางตรงไม่ได้ก็แค่อ้อมหน่อย แต่ก็ถึงจุดหมายเหมือนกัน เราต้องหาโอกาสให้ตัวเอง คนที่ให้โอกาสที่ดีที่สุดก็คือตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น คนอื่นเป็นแค่ส่วนหนึ่ง โอกาสไม่ได้มาหาเราบ่อย ๆ เราต้องขวนขวายหามันแล้วก็พยายามหาวิธี ไม่ได้วันนี้ พรุ่งนี้อาจจะได้ มะรืนอาจจะได้ หรืออีกสิบปีก็อาจจะได้ แค่อย่าถอดใจ ท้อแท้อย่าเพิ่งวางมันง่าย ๆ ค่อย ๆ หาวิธีไป

“เมื่อก่อนนี้ผมไม่เคยมองว่าคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพราะคิดแค่อยากทำอะไรก็ทำตามความรู้สึกตัวเองเท่านั้น วันหนึ่งขณะที่ผมขึ้นลิฟต์ไปดูหนังที่โรงหนังซึ่งไปเป็นประจำ มีน้องคนหนึ่งทำงานยกของที่นั่น เขาบอกผมว่า พี่เป็นไอดอลของผมเลยนะ เวลาเหนื่อยผมจะคิดถึงพี่ หรือแม้แต่ไปวิ่งที่งานต่าง ๆ เจอแม่ค้าเขาก็บอกว่าเราทำให้เขามีกำลังใจ นั่นทำให้ผมเข้าใจว่า แค่เราออกไปใช้ชีวิตก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้อื่นได้แล้ว เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง

“ทุกวันนี้ผมไม่ได้คิดไกลถึงขั้นวางแผนอนาคต คิดแค่ว่าปัจจุบันจะทำประโยชน์ให้คนอื่นอย่างไรให้มากที่สุดตอนเด็ก ๆ หมอบอกว่าผมจะมีอายุถึงแค่ 7 ขวบ มาถึงตอนนี้ 39 ปีแล้ว ก็ถือว่าเป็นกำไรของชีวิตแล้ว ทำอะไรก็ได้ที่มีความสุขหรือเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น

“เท่านี้ก็ถือว่าผมใช้ชีวิตคุ้มแล้ว”

เรื่อง: อุราณี ทับทอง  ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

ที่มา: นิตยสาร Secret

บทความน่าสนใจ

วัลลี 2 อดีตเด็กหญิงผู้เอาชนะลิขิตฟ้า ด้วยมานะและความกตัญญู

แม้ล้มกี่ครั้งก็ลุกได้ ด้วยใจที่เข้มแข็ง อากี  ลี เหว่ย กี (Lee Wai Kei)

นักเขียนผู้ใช้ “ใจ” มองโลก พลอย – สโรชา กิตติสิริพันธุ์

มหัศจรรย์แห่งการอ่าน เจ๊ะหัน ยะลา

ปลายเข็มแห่งการ “ให้” อันยิ่งใหญ่แพทย์จีน สุเชาว์ ถาวรวงศ์

ชีวิตหลังการอุทิศตนให้กับพุทธศาสนา ของ ดุ๊ก ภาณุเดช วัฒนสุชาติ

keyboard_arrow_up