เลือกทาง “สุข” บนโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนทุกวัน ของ กันต์ กันตถาวร

กันต์ กันตถาวร
กันต์ กันตถาวร

เลือกทาง “สุข” บนโจทย์ชีวิตที่เปลี่ยนทุกวัน ของ กันต์ กันตถาวร

กันต์ กันตถาวร เคยเป็นทั้งนายแบบ ดีเจ นักแสดง แต่บทบาทที่โดดเด่นที่สุดในเวลานี้คือ การเป็นพิธีกรมาดทะเล้นแห่งค่ายเวิร์คพอยท์ กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องของ โชคชะตา แต่เป็นเพราะเขาเลือกตอบโจทย์ชีวิตในแบบของตัวเอง

อดีตเด็กเสเพล เกเรแต่รับผิดชอบ

ผมเรียนมัธยมที่โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 เป็นเด็กเกเร มักชกต่อยกับเด็กโรงเรียนอื่นตามประสาวัยรุ่น เพื่อนเจ็บฉันเจ็บ พี่เจ็บน้องเจ็บ ผมไม่มีความสุขเวลานั่งเฉย ๆ ในห้องเรียน คิดเสมอว่าเรียนเพื่ออะไร เมื่อมีคำถามอยู่ในหัวจึงทำอะไรแบบไม่เต็มใจ อย่างวิชาเลข ไซน์คอสแทนคืออะไร ผมยังไม่เคยเห็นใครสั่งแมคโดนัลด์ด้วยไซน์คอสแทนเลย ผมเป็นลูกชายที่ค่อนข้างดื้อ ส่วนน้องสาวผมเป็นเด็กเรียนเด็กเก่ง ซึ่งแตกต่างกับผมอย่างชัดเจนเหมือนขาวกับดำ

แม้ตอนนั้นจะเกเร ไม่ชอบเรียน แต่โจทย์ของผมคือต้องเรียนให้จบและอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะคุณพ่อคุณปลูกฝังให้ผมมีความรับผิดชอบ โดยสร้างแรงจูงใจในแบบที่เหมาะกับผม เช่น คุณพ่อสอนว่าถ้าต่อยก็อย่าแพ้ และอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน ถ้าโดนเรียกเข้าห้องอาจารย์ฝ่ายปกครองคุณพ่อจะโกรธมาก เคยดุว่า “เฮ้ย ไหนว่าแน่ไงถ้าคุณริจะทำแบบนี้ ต้องไม่ส่งผลให้คนอื่นเดือดร้อนสิ นี่ฉันต้องมาจากที่ทำงาน เพื่อมาฟังครูฝ่ายปกครองบรรยายว่าลูกฉันทำอะไรไม่ดีบ้าง”

ช่วงนั้นผมอยากเล่นบาสเกตบอล ซึ่งต้องกลับบ้านดึก คุณพ่อบอกว่าถ้าได้เกรด 3.5 จะเล่นก็เล่น ผมก็ต้องทำให้ได้ ท่านสอนให้ผมรู้ว่าต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเองก่อนที่จะได้บางอย่างมา ไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากมหาวิทยาลัย

หลังเรียนจบมัธยม ผมติดหญิง จะตามแฟนไปเรียนที่ ABAC โดยไม่มีจุดมุ่งหมายในการเอนทรานซ์เลย ผมไม่เข้าใจว่าการเอนทรานซ์จะเปลี่ยนชีวิตอย่างที่ใคร ๆ พูดอย่างไร เห็นเรียนมหาวิทยาลัยเอกชนกันเต็มไปหมด คุณพ่อบอกว่าอยากเรียนอะไรก็ตามใจแต่ต้องเอนทรานซ์ และถ้าเอนท์ไม่ติดต้องหาเงินเรียนเอง ผมจึงต้องสอบและเตรียมตัวในแบบของผม คนอื่นอ่านหนังสือทั้งวันทั้งคืนแต่ผมอ่านแค่ 2 - 3 ชั่วโมงก็หยุด เพราะไม่สามารถอ่านไปเรื่อย ๆ ทั้งวันได้ อ่านเสร็จไปฟิตเนส เตะบอล เล่นบาส ผมเป็นคนความจำสั้น แต่ถ้าเข้าใจแล้วคือเข้าใจเลย ผมเลือกคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอันดับ 1แล้วก็ฟลุคสอบติดในคะแนนต่ำสุดของคณะ

เด็กจุฬาฯในความเข้าใจของผมตอนนั้นคือ ต้องเป็นเด็กเรียน ชวนกันเข้าห้องสมุดซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ จำได้ว่าเข้าไปห้องสมุดครั้งแรกห้องสมุดเต็ม ผมเริ่มวิเคราะห์ตัวเองแล้วว่าจะไหวไหม หรือจะซิ่วดี แต่ก็บอกตัวเองว่า เฮ้ยไม่ได้ เดี๋ยวเสียฟอร์มกับคุณพ่อคุณแม่ ต้องได้สิวะ บังเอิญโชคดีที่เจอกลุ่มเพื่อนนิสัยคล้าย ๆ กันซึ่งหาได้ยากมาก คือเกเรพอกัน แต่รับผิดชอบ เช่นไม่เข้าเรียนในวิชาที่ไม่รู้จะเรียนไปทำไม แต่พอตอนสอบทุกคนก็รวมหัวกันติวหนังสือเต็มที่ ผลัดกันติวในวิชาที่ถนัด ทุกคนมีจุดประสงค์เดียวกัน คือไม่อยากได้เกียรตินิยมแต่อยากเรียนจบ ทุกคนจบด้วยเกรดใกล้กันหมดเลย คือ 2.8 และ 2.7 (หัวเราะ)

สำหรับผม การเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำให้เราฉลาด แต่ทำให้เราอยู่ในสังคมได้ และเป็นผู้เป็นคน สิ่งที่ผมได้จากมหาวิทยาลัยคือเพื่อนแท้ วันนี้สมมุติว่าถ้าเพื่อนมายืมเงิน 2 ล้าน ผมโอนให้แบบไม่ถามเลย หรือถ้าเพื่อนกลุ่มนี้ไม่สบายผมยกกองละครเลย ถ่ายต่อไม่ได้ ผมต้องไป ขอโทษจริง ๆ ค่าเสียหายเท่าไหร่ ผมยอมจ่าย ผมต้องไป แล้วไม่ใช่แค่ผมที่ทำแบบนี้กับเพื่อนเพื่อนก็ทำแบบนี้กับผมเช่นกัน ผมถือว่าเราต้องแคร์คนที่ควรแคร์ก่อน เพื่อนกลุ่มนี้ทำให้ผมรู้สึกแบบนั้น

จาก Top Model สู่ชีวิตหลังไมค์ 

ผมเริ่มงานในวงการบันเทิงตั้งแต่เรียนปี 1 ด้วยการเป็นนายแบบสายแฟชั่น พูดตรง ๆ ว่าไม่ชอบเลย เพราะขี้อาย ไม่ชอบให้คนมองหรือมาวุ่นวายกับเรามาก แต่ทำเพราะได้ค่าขนม และไม่ใช่งานที่ต้องทำอะไรกับผู้คนเยอะ ก็เลยโอเค ผ่านไปสักพักก็กลายเป็นอาชีพ วงการแฟชั่นเมืองไทยมีนายแบบไม่กี่คน เจอกันซ้ำ ๆ นับได้ไม่เกิน10 คน จนผมกลายเป็น Top Model ของผู้ชาย จริง ๆ แล้วอย่าเรียกอย่างนั้นเลยเพราะวงการมีคนแค่นี้ (หัวเราะ)

วันหนึ่งผมนั่งคุยกับเพื่อนอยู่หลังเวทีโปรดิวเซอร์ของ Atime ได้ยินน้ำเสียง จึงเดินเข้ามาชวนผมไปเป็นดีเจ อาชีพนี้ไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะมีประกาศรับสมัครและไปยื่นได้ง่าย ๆ ผมจึงลองไปทำเดโมอยู่ 1 เดือนจนได้เป็นดีเจคลื่น 94 EFM

เป็นดีเจได้ 2 ปี ก็เริ่มมาเล่นละครจากการชักชวนของพี่ไก่ (วรายุฑ มิลินทจินดา)ซึ่งสนิทกับคุณพ่อ พี่ไก่ขอให้ไปเล่นละครตั้งแต่เรียนอยู่ปี 2 แล้ว แต่ผมปฏิเสธมาตลอด สุดท้ายจึงรับเล่นละครเรื่องแรก “ดาวจรัสฟ้า” ด้วยความเกรงใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าได้บทเด่น ผมเล่นเป็นตัวสี่ตัวห้า ซึ่งบอกเลยว่าเล่นได้ทุเรศมาก คือเล่นไม่เป็นจริง ๆ ไม่ได้เรียนการแสดง ไม่รู้วิธีอ่านบทหรือการทำงานเลย การเล่นละครเรื่องแรกของผมเหมือนเป็นโรงเรียนสอนวิธีทำงานมากกว่า

หลังจากนั้นพี่นิด (อรพรรณ วัชรพล)เห็นผมจากหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง จึงชวนให้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดโพลีพลัส ผมจึงได้เล่นละครมาเรื่อย ๆ อีก 6 ปี ก่อนออกมาเป็นฟรีแลนซ์ กระทั่งปัจจุบันมาอยู่เวิร์คพอยท์

กดเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

“ครู” ที่ไม่เคยสอน

อาชีพพิธีกรของผมเริ่มต้นตั้งแต่เป็นดีเจผมมีอาจารย์ที่ไม่เคยสอน แต่เกิดจากการฟังการเห็น การใฝ่รู้ของเราเอง ผมเรียนรู้จากอาไก่ (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) อาตุ่ย (พุทธชาดพงศ์สุชาติ) พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุลณ อยุธยา) พี่อ้อย (นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล)พี่เอก (เอก กฤษณาวารินทร์) พี่เชา(ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม) พี่โป้ง (ณัฏฐพงษ์สมรรคเสวี) พี่ปอ (วรฐก์ ปิฏกานนท์) คือเทพอยู่ในนั้นหมดแล้ว ผมค่อย ๆ เก็บสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ จากพวกเขา จนได้รู้ว่าเวลา1 นาทีที่เปิดไมค์จะพูดอย่างไรให้จบประโยคได้สวยโดยไม่มีสคริปต์ พูดอย่างไรให้ฟังดูละมุน ผมสังเกตวิธีของแต่ละคน จนเข้าใจว่าเขาใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปอย่างไร

จากวิชาที่ Atime ทำให้ผมรู้ตัวว่าอยากเป็นพิธีกร แต่ตอนนั้นอาชีพนักแสดงเข้ามาก่อน จึงตั้งใจทำงานแสดงให้ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าผมไม่ใช่คนหล่อ ถ้าละครเรื่องหนึ่งจะเลือกพระเอกหล่อ ๆ สักคน กันต์ไม่ใช่ตัวเลือกแน่นอน เนื่องจากผมจบมาร์เก็ตติ้งเพราะฉะนั้นโจทย์ของผมคือ ต้องวางโพซิชันนิ่งของตัวเอง ถ้าคิดว่าจะทำงานบันเทิงเป็นอาชีพก็ต้องมีจุดเด่น คือถ้าหล่อไม่ได้ก็ต้องเก่ง ทำอย่างไรให้เก่ง ก็ต้องเรียนรู้ใฝ่รู้ ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้งานละเอียดกว่าคนอื่น เมื่อเรียนรู้มากขึ้นก็เริ่มรัก พอรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่เรารัก ก็ต้องทำให้ดี จะได้ไม่มานั่งเสียใจทีหลังว่า โอ้โห รู้อะไรไม่สู้รู้อย่างนี้

เพราะฉะนั้น เวลาทำงานผมจึงเต็มที่แล้วผมจะไม่เสียใจ ต่อให้วันนี้คุณบอกว่า“ดาวจรัสฟ้า” ผมเล่นไม่ดี ผมก็ไม่เสียใจเพราะวันนั้นผมทำดีที่สุด ณ ขณะนั้นแล้วด้วยวิธีคิดแบบนี้จึงสร้างนิสัยให้ผมใส่ใจรายละเอียดทำการบ้านก่อนเสมอ และตรงต่อเวลา ผมรู้สึกว่าอาชีพนักแสดงมีเสน่ห์มาก จะมีใครสักกี่คนที่ได้เป็นคนอื่นแบบที่ชีวิตจริงไม่ได้เป็นแน่ ๆ เมื่อผมชอบงานนี้จึงพยายามทำให้ดีที่สุด อย่างถ้าต้องเล่นบทแอ๊คชั่น ผมก็จะไปเรียนวิธีแสดงของผมเองว่าต้องจับปืนอย่างไร ใส่กระสุนแบบไหน โดยไม่ต้องมีใครบอกให้ทำ

งานรุ่ง แต่ชีวิตพัง

เวลานั้นคือวัยที่ผมอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน คิดเองว่าผมทำได้ทุกอย่างเป็นไปตามเป้าที่ต้องการ ผมคิดเสมอว่าต้องเก่งกว่านี้ อยากเก่งกว่านี้ จนกลายเป็นคนบ้างาน ผมเล่นละคร 3 เรื่องพร้อมกันทำงาน 7 วัน มาตลอด 3 ปีไม่มีวันหยุดเลยขณะที่มีธุรกิจส่วนตัวอีก 5 บริษัทที่ต้องดูแล

แม้จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแต่ชีวิตพัง ผมมาถึงจุดที่เพื่อนไม่ชวนไปสังสรรค์ เพราะชวนแล้วผมไม่เคยไป ไม่ค่อยได้กินข้าวกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่ได้ไปไหนกับแฟน เขาเข้าใจนะว่าเราทำงานหนัก จนวันหนึ่งผมเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว สมมุติวันนี้ผมอยากไปกินข้าวเย็นกับครอบครัว หรือวันพรุ่งนี้อยากไปเที่ยวกับแฟน ทำไมผมต้องถามกองละครก่อนว่าผมไปได้ไหม ผมว่ามันไม่ใช่แล้ว

ผมคิดจนตกผลึกว่าเราจะไม่ทำงานเยอะเพราะงานเยอะกับงานดีไม่เหมือนกัน ต่อให้เรารู้สึกว่าเราทำได้ดีที่สุด ณ ขณะนั้นแล้วแต่สุดท้ายร่างกายเราไม่ไหวก็ไม่ดี เช่น วันนี้เรามีฉากที่ต้องสนุกมาก ๆ แต่เมื่อคืนเลิกกองตอนตี 3 เราจะสนุกได้แค่ไหนกันเชียว แววตาก็ไม่ได้แล้ว เราใช้สมองเล่นอย่างเดียวไม่ได้ต้องใช้ใจเล่นด้วย

ผมวางแผนชีวิตใหม่ รับงานละครครั้งละเรื่อง แล้วคุยกับกองถ่ายเรื่องเวลาให้ชัดเจนว่าบทเสร็จเมื่อไหร่ เริ่มเมื่อไหร่ ปิดเมื่อไหร่ เอากี่คิว คุณได้คิวผมทุกคิว ผมไม่ไปไหนเลย แต่ถ้าเกินแม้แต่คิวเดียว ถ้าเป็นวันที่ผมจะไปกินข้าวกับคุณพ่อคุณแม่นั่นเป็นสิทธิ์ของพ่อแม่ผม คุณต้องรอแต่ใน 100 คิวของคุณนั้นผมจะไม่มีทางไปรับอีเว้นต์ที่ไหน เพราะถือว่าผมให้เวลากับคุณแล้ว แต่ถ้าเวลาของคุณหมดก็เป็นเวลาของผมแล้วนะ เราคุยกันจบแต่แรก

ผลที่สะท้อนกลับมากลายเป็นว่า คนที่ทำงานกับผมทำงานง่ายกว่าเดิม เพราะเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ บางทีนักแสดงร่วมลืมบท ผมจำได้ก็ช่วยบอกเขาด้วย เห็นเสื้อนักแสดงหลุด ผมก็บอกฝ่ายคอสตูม ผมไม่ได้เหวี่ยงนะถ้าใครไม่ทำการบ้าน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นวัฏจักรที่ส่งไปถึงทุกคนว่าต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง และผมไม่ชอบคนดูถูกคนทุกคนเท่ากัน ผมกินอะไรทีมงานผมต้องกินแบบนั้น ทีมงานมาก่อนผมอีก ยกไฟ ยกกล้อง เหนื่อยจะตาย ตังค์ก็ได้น้อยกว่าฉะนั้นต้องเบรกพร้อมกัน อย่ามาเบรกให้นักแสดงกินก่อนแล้วทีมงานกินทีหลัง ผมไม่โอเค

ไม่มีใครเก่งตั้งแต่วันแรก ผมก็เช่นกันแล้ววันนี้ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าผมเก่ง แค่รู้สึกว่าดีสุดแล้ว ณ วันนี้ สิ่งที่ดีที่สุดของผมคืองานต่อไป เพราะต้องเรียนรู้เพิ่มขึ้น กว่าจะคิดอะไรแบบนี้ได้ มันต้องใช้เวลาซึ่งเกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง จนตกผลึกมาเป็นตัวเราเอง ไม่มีใครทำสำเร็จไปหมดทุกอย่าง ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่เราคาดเอาไว้ เราจะได้กลับมารีเช็กอีกทีว่าเกิดจากอะไร ถ้าเป็นเรื่องที่ควบคุมได้แปลว่าผิดที่เรา ก็ต้องแก้ไขถ้านอกเหนือการควบคุมก็ช่างมัน ปล่อยไป

อาจมีนอยด์บ้าง แต่ถ้ามัวหมกมุ่นอยู่กับความผิดพลาดก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น ผมได้เรียนรู้ตลอดเวลาจากข้อผิดพลาดของตัวเองไม่ใช่คนเก่ง แค่มาถูกที่ ถูกเวลา

กดเลข 3 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

ความสำเร็จในรายการ The MaskSinger 

ไม่ใช่เพราะผมเก่ง ผมแค่เป็นคนที่มาถูกที่ถูกเวลา ถูกคอนเทนต์ เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ว่าผู้ใหญ่จะโยนรายการอะไรมาให้บ้าง และคอนเทนต์รายการที่เห็นก็เป็นที่ชื่นชอบของคนดู นอกจากนั้นยังถูกเจเนอเรชันและถูกจังหวะ เพราะพิธีกรที่คนนึกถึงในยุคนี้มีเพียงไม่กี่คน รุ่นอายุ 30 เท่าผมแทบไม่มีผมมาในช่วงจังหวะเวลาที่มันใช่ เมื่อทุกสิ่งลงตัว ผมก็ต้องทำสิ่งที่คอนโทรลได้ คือทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ดังนั้น ความสำเร็จจึงเกิดจากการทำงานหนักกันทุกฝ่าย

ก่อนรับงานพิธีกร ผมเคยปรึกษาทั้งเพื่อน ผู้จัด ผู้กำกับ หรือใครก็แล้วแต่ทุกคนตอบเป็นเนกาทีฟว่า อย่าเพิ่ง ผมต้องเป็นพระเอกและนักแสดงไปก่อน จะเป็นพิธีกรอีกสัก 10 ปี อายุ 40 ก็ยังไม่สายผมรู้สึกว่า ถ้าเป็นแบบนั้น เท่ากับเราถูกสิ่งแวดล้อมกำหนด พูดง่าย ๆ คือให้ผมเป็นพระเอก 10 ปี ก็เล่นไม่ได้แล้ว เพราะแก่จนต้องผันไปทำอย่างอื่น แบบนั้นเราไม่ได้เลือก

เพราะฉะนั้น วันนี้ผมเลือกได้ ผมก็จะเลือก แล้วจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมสามารถเป็นทั้งนักแสดงและพิธีกรได้ แม้จะต้องทำงานหนักและทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ หลายคนบอกว่าผมเป็นพี่ตา ปัญญา 2 ผมเป็นเขาไม่ได้ เพราะพี่ตาคือพี่ตา

วันนี้ต้องเกิดภาพจำใหม่ คนก็ต้องจำว่านี่คือกันต์ ไม่มีใครจำนักบอลว่าเป็นเปเล่ 2 เปเล่คือเปเล่ มีแต่โรนัลโด้ มีเมสซี่ เพราะเขาได้สร้างเส้นทางของเขาขึ้นมาเองแล้ว เพราะฉะนั้น ผมต้องเรียนรู้อย่างละเอียดแบบที่หลายคนอาจตกใจรายการแรกที่ผมเป็นพิธีกร คือ Big Ben Show แทบไม่มีใครรู้จัก เพราะมันไม่ได้ถูกคอนเทนต์ ถูกที่ ถูกเวลา แต่นั่นคือโรงเรียนในการเรียนรู้รายละเอียดงานพิธีกรของผม

โปรเจ็กต์ถัดมาเจอรายการ I Can See Your Voice คิดหนักเลย เพราะต้นฉบับที่เกาหลีดังมาก ถ้าพังในมือผม ชีวิตกันต์จบละต้องบอกว่าโชคดีที่ได้ทำกับพี่ลิง (สมเกียรติจันทร์พราหมณ์) เขาเป็นอาจารย์ภาคสนามของผม

ต่อมาคือรายการแฟนพันธุ์แท้ เป็นรายการที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิต เพราะผมชอบมาตั้งแต่เด็ก มันยิ่งใหญ่มาก เป็นตำนานของเมืองไทย ผมนั่งดูตั้งแต่เอพิโสดแรกที่พี่ตา(ปัญญา นิรันดร์กุล) เป็นพิธีกร จนถึงเอพิโสดสุดท้ายที่พี่กฤษณ์ (กฤษณ์ ศรีภูมิเศรษฐ์)เป็นพิธีกร ช่วงแรกเปิดด้วยสปอนเซอร์อะไรช่วงหลังสปอนเซอร์อะไร ผมจำได้หมดเลยพิธีกรแต่ละคนมีข้อดีต่างกัน มีคาแร็คเตอร์ที่ชัดเจน แล้วกันต์ล่ะต้องทำอย่างไร เป็นโจทย์ที่หนักมาก ผมต้องทำการบ้าน หาข้อดีดูจังหวะ วิธีการเดิน จำฟอร์แมต สุดท้ายเป็นตัวเอง

นอกจากนี้ยังมีรายการ Bao Young Blood ในแต่ละรายการคาแร็คเตอร์พิธีกรต่างกัน แต่ทั้งหมดคือตัวผม เพียงแต่เลือกดึงบางมุมมาใช้เท่านั้น ทุกสิ่งเกิดจากการเรียนรู้หรือแม้แต่ทีมงาน ผมก็ใช้วิธีเดียวกับงานละคร คือต้องรู้จักทีมงานทุกคน ถ้าทุกคนสามารถเรียกไอ้กันต์ได้ จะทำงานสนุกมากผมเชื่อในทีมเวิร์ค ไม่เชื่อว่าใครเก่งคนเดียวจะทำให้งานรอด มันต้องไปด้วยกันทั้งหมด ตัวตนที่แท้จริง

ผมคิดว่าคนดูจำกันต์ในแบบพิธีกรได้เพราะไม่เคยเห็นมุมนี้ของผมเลย เคยเห็นกันต์เป็นคนอื่นมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าผมเป็นคนกวน ๆ ไม่เคยรู้ว่าผมเป็นคนหยาบคาย เพราะผมไม่ต้องเฟค เป็นตัวเอง และสนุกมาก ตอนเป็นนักแสดงมีคนจ้างให้ผมเป็นฃคนอื่น แต่เป็นพิธีกรมีคนจ้างผมเป็นตัวเองทุกวัน ผมแค่เลือกบางมุมของตัวเองออกมาฃใช้ รู้สึกเหมือนอยู่ในสนามเด็กเล่นของผมฃและสุดท้ายคนจำได้เพราะกันต์เป็นตัวกันต์เอง

ส่วนจุดหมายที่จะบอกได้ว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ผมไม่รู้ เพราะคนที่ตัดสินไม่ใช่ผม แต่คือคนดู คือคนที่เราร่วมงานด้วย เขาแฮ็ปปี้ เราก็แฮ็ปปี้ จุดมุ่งหมายแต่ละคนไม่เหมือนกัน เคยมีคนพูดถึงพี่กฤษณ์ว่า โห พี่กฤษณ์หายไปเลย กันต์มาแทนหรือเปล่า บอกเลยว่าไม่ ผมมาทำงานที่เวิร์คพอยท์ เพราะผมปรึกษาพี่กฤษณ์ฃแล้ว พี่กฤษณ์เป็นคนชวนผมมา เราสนิทกัน

ปัจจุบันเขาเลือกที่จะไม่ทำ เพราะตอนนี้จุดหมายของเขาเปลี่ยนไป ความคิดคนเราเปลี่ยนได้ทุกวินาที วันนี้พี่กฤษณ์ไม่ได้อยากมีรายการ 10 รายการ เขาอยากทำ MAYA\Music Festival ของเขา เขาไม่อยากทำงาน 7 วัน แต่อยากไปเที่ยว เขาก็มีความสุขดี ก็เหมือนกับผม วันนี้ผมไม่ได้รู้สึกว่าผมเท่กับการทำงาน 7 วันอีกแล้ว ผมอยากทำงานแค่ 3 วัน แต่เป็นวันที่มีประสิทธิภาพแล้วอีก 4 วัน ผมได้อยู่กับคุณพ่อคุณแม่ ได้อยู่กับแฟน ได้อยู่กับหมา ได้นอนนวดอยู่บ้าน นี่คือชีวิตที่แฮ็ปปี้สำหรับผมในปัจจุบันความสมดุลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

กดเลข 4 เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>

ความภูมิใจภายใต้เรตติ้ง รายการ The Mask Singer 

รอบตัดสินเป็นรายการสดที่มีคนดูใน Facebook ถึง 1ล้านวิว เกิดเป็นกระแสระดับโลก Twitter ติดเป็นอันดับ 2 ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทุกคนที่มาออกรายการแฮ็ปปี้หมดชีวิตเปลี่ยนกันหมด นั่นคือสิ่งที่ผมภูมิใจมาก

แต่สิ่งที่ผมภูมิใจที่สุดก็คือ รายการ The Mask Singer เป็นรายการที่ทำให้คน กลับมาดูทีวีอีกครั้ง เป็นจุดมุ่งหมายที่เราไม่คาดคิดมาก่อน รายการนี้ทำให้สถาบันครอบครัวได้กลับมาดูทีวีด้วยกันอีกครั้งแทนที่พ่อจะดูบอล แม่จะดูทีวี ลูกจะดูการ์ตูน แยกกันดู หรือคนนี้ดูไอแพด อีกคนเล่นไอโฟน กลับเป็นว่าทุกคนมานั่งอยู่หน้าจอเพื่อดูถ่ายทอดสดด้วยกัน สมมุติรายการมีเซ็นเซอร์คำหยาบคาย ลูกก็จะถามพ่อว่าเขาพูดอะไร ทำไมเป็นเสียงตู๊ด พ่อก็จะอธิบายว่า เป็นคำหยาบลูก พ่อแม่สอนลูกเกิดปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว แม่สนุก พ่อสนุก ผมมีคนที่ติดตามผลงานที่ไม่ใช่แค่แฟนละคร ทั้งคุณป้า คุณยาย ซึ่งทำให้เกิดความปลื้มปีติบางอย่างในใจผม

ส่วนคำว่าประสบความสำเร็จในชีวิตผมมองว่าแต่ละคนมีความหมายต่างกันเหมือนกับคำว่ารวย บางคนมีเป็นหมื่นล้านยังไม่คิดว่ารวยเลย ผมไม่ใช่คนรวยมากที่สุดในโลก แต่เชื่อว่าผมเป็นหนึ่งในคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก เพราะผมรู้ว่าผมทำอะไรอยู่ ผมดูแลคุณพ่อคุณแม่อย่างดี ดูแลคนรักของผมอย่างดี ดูแลน้องหมาของผม5 ตัวอย่างดี ดูแลตัวเองอย่างดี และมีงานที่ไม่รู้สึกว่าผมทำงาน

ผมไม่ได้บอกว่าตัวเองรวย แต่มันคืออิสรภาพทางการเงินและอิสรภาพทางความคิดผมเลือกและกำหนดชีวิตตัวเอง ผมแคร์คนที่ควรแคร์ สำหรับผมวันนี้ ตอนนี้ ผมมีความสุขที่สุด แต่ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันสุดแล้วหรือยัง เพราะความคิดของเรามันเปลี่ยนทุกวัน โจทย์ชีวิตของเราเปลี่ยนทุกวัน จุดมุ่งหมายของเราเปลี่ยนทุกวัน ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อก่อนผมแต่งตัวแฟชั่นมาก แต่ปัจจุบันคือเนี่ย (ก้มมองตัวเองที่สวมเพียงเสื้อยืดกางเกงยีน)

ทุกอย่างที่มีในวันนี้ คือความสุขที่สุดแล้ว 

ขอขอบคุณ

เสื้อผ้า : bro, Greyhound

สถานที่ : สตูดิโอเวิร์คพอยท์

เรื่อง อุราณี  ทับทอง

ภาพ สุเมธ วิวัฒน์วิชา ผู้ช่วยช่างภาพ ชุติมา มลิชัยศรี, วรวุฒิ วิชาธร, รหัท วิวัฒน์วิชา

สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แต่งหน้า - ทำผม ภูวดล คงจันทร์


อ่านเรื่องราวชีวิตของตั๊ก ศิริพร อยู่ยอดได้ที่ >>>

ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ของ ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด (ตอนที่ 1)

ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี ของ ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด (ตอนที่ 2)

ตั๊ก ศิริพร อยู่ยอด กับ ชีวิตที่เชื่อมั่นในความดี (ตอนจบ)

keyboard_arrow_up