ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

ณัฐวุฒิ สกิดใจ
ณัฐวุฒิ สกิดใจ

    ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

ณัฐวุฒิ สกิดใจ นักแสดงหนุ่มหน้าคมเข้มคนนี้สามารถครองตำแหน่ง “พระเอก” ทั้งในจอและในใจแฟนละครมานานกว่าสิบห้าปีแล้ว เขาแทบไม่เคยมีข่าวฉาว ตรงกันข้ามเรามักได้ยินแต่เสียงชื่นชมเขา ทั้งในฐานะพี่ชายที่แสนดีของนักแสดงรุ่นน้อง พ่อลูกอ่อนมือวางอันดับหนึ่ง ลูกกตัญญูที่ดูแลคุณพ่อซึ่งป่วยเรื้อรังมานานหลายปีโดยไม่ย่อท้อ และที่สำคัญ เขายังเป็นพระเอกขวัญใจมหาชนที่กวาดรางวัลมาแล้วมากมาย

ทราบว่าพอคุณพ่อ (ไพโรจน์ สกิดใจ – เสียชีวิตเมื่อปี 2556) ป่วย คุณป๋อก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่นั้น

ครับ ผมเหมือนจะเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่ตอนนั้น เพราะมีอะไรทั้งแม่และพี่จะปรึกษาผมก่อน ส่วนใหญ่ผมจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน และคอยดูแลจิตใจของทั้งพ่อและแม่ พ่อป่วยมานานมาก เกือบแปดปีเห็นจะได้ครับ ชีวิตพ่อทั้งชีวิตเปลี่ยนไปหมดทุกอย่าง จากที่เคยเป็นข้าราชการระดับสูง ดูแลที่ดินของอำเภอ ที่ดินจังหวัด มีลูกน้องแวดล้อมมากมาย แต่พอป่วยก็ต้องนอนอยู่บนเตียงเฉย ๆ ทุกวัน ทำอะไรไม่ได้เลย วัน ๆ ได้แต่ดูทีวี รอให้คนมาเยี่ยม นอกจากนั้นแม่จะเป็นคนทำให้พ่อ แม่ช่วยดูแลพ่อทุกอย่าง ผมว่าพ่อทรมานมากนะ ท่านน่าสงสารมาก พ่อเคยสอดปืนเอาไว้ใต้หมอน บอกว่า ถ้าท่านทรมานมากจนทนไม่ไหวจะฆ่าตัวตายไม่อยู่ให้เป็นภาระลูกเมียอีก แต่สุดท้ายพ่อก็ไม่ได้ทำเพราะลูก ๆ ขอไว้

ผมเคยเปิดอกคุยกับพ่ออย่างลูกผู้ชายว่า “ลูกรู้ว่าพ่อทรมานมาก แต่พ่อก็คงรู้ใช่ไหมว่า ไม่มีใครช่วยพ่อได้ พ่อต้องผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ร่างกายหรือโรค แต่เป็นที่ใจของพ่อ วันนี้พ่อต้องพยายามยอมรับให้ได้ว่าชีวิตพ่อไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว พ่อมีแม่คอยดูแล ยังโชคดีกว่าอีกหลายคน แต่ถ้าผ่านเรื่องนี้ไม่ได้ เอาแต่หงุดหงิด ฉุนเฉียว แล้วก็คิดแต่จะฆ่าตัวตาย คนที่แย่ที่สุดไม่ใช่พ่อนะ แต่เป็นแม่…” ผมว่าพ่อฟังผม เพราะตั้งแต่นั้นท่านก็ควบคุมอารมณ์ตัวเองมาตลอดจนวาระสุดท้ายของท่าน

ผมคิดว่าคนสำคัญที่ผมต้องดูแลให้ดีมาก ๆ คือแม่ ท่านคือซูเปอร์ฮีโร่ในสายตาผม คิดดูว่า พยาบาลวัยเจ็ดสิบที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเลย แต่ก่อนแค่เปลี่ยนแผ่นซีดีออกจากเครื่องยังทำไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่พอพ่อป่วย แม่ก็เรียนรู้และลงมือทำทุกอย่างเพื่อพ่อ ทั้งพาไปโรงพยาบาล เดินเรื่องเอกสาร รอรับยา วิ่งวุ่นเข็นรถพาพ่อไปตรวจที่ตึกนั้นตึกนี้อย่างกระฉับกระเฉง แม่เก่งมาก ไม่เคยเรียกร้องให้ลูกช่วยเลย ท่านบอกว่า อยากให้ผมและพี่สาวทำงานอย่างสบายใจ แต่ผมก็จะไปผ่อนแรงแม่และดูแลพ่อตลอดถ้าท่านเข้ามาตรวจในกรุงเทพฯ

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมสงสารแม่มาก หมอบอกเราทุกคนว่าพ่อป่วยเป็นโรคมะเร็ง แต่แม่ขอร้องหมอไม่ให้บอกพ่อ เพราะกลัวท่านจะเครียดและป่วยหนักกว่าเก่า ตอนนั้นแม่กังวลและเครียดมากจนดูเหมือนคนโรคจิต มีเรื่องทะเลาะกับหมอและพยาบาล หวาดวิตกตลอด กลัวว่าพ่อจะรู้ แต่สุดท้ายแม่ก็ต้องร้องไห้ด้วยความน้อยใจที่พ่ออารมณ์เสียใส่ ทั้งที่แม่อดทนทำทุกอย่าง ผมเลยคุยกับท่านว่า

“แม่อย่าโกรธลูกนะ ลูกพูดได้เลยว่า แม่จะเหนื่อยแบบนี้อีกไม่นานหรอก ที่พ่อเขาพูดรุนแรงก็เพราะเขาป่วย อารมณ์ไม่ปกติ อย่าไปถือสาเลย แม่ดูแลพ่อให้เต็มที่เถอะ วันหน้าถ้าพ่อไม่อยู่แล้วแม่จะได้ไม่โทษตัวเอง คราวหน้าถ้าแม่เครียด แม่ต้องหาวิธีผ่อนคลายให้ได้ อาจจะเดินไปคุยกับอาข้างบ้านก็ได้ อย่าเอาแต่ดูแลพ่อหรือคิดแต่เรื่องพ่อตลอดเวลา เดี๋ยวแม่จะพลอยป่วยไปด้วย แล้วใครจะดูแลพ่อล่ะ พ่อต้องการแม่มากที่สุดนะ” พอผมพูดจบแม่ก็ยิ้มได้

 

ดูเหมือนคุณป๋อสนิทกับคุณพ่อคุณแม่มาก ท่านมีวิธีเลี้ยงดูอย่างไรคะ

ผมเป็นเด็กเพชรบุรีที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย เหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไปครับ แต่ผมมีพ่อเป็นไอดอล ผมภูมิใจมากที่พ่อเป็นข้าราชการตงฉิน ท่านมีหน้าที่ดูแลที่ดินจังหวัด อยู่ตรงกลางระหว่างบริษัทเอกชนและรัฐบาล มีการคอร์รัปชันโกงกินกันเยอะมากจนเป็นเรื่องปกติ พ่อถูกบี้ ถูกกดดันจากทั้งสองทาง และถูกโยกย้ายไปต่างจังหวัดบ่อย ๆ พ่อเลยเป็นคนใจแข็ง แต่ก็รู้ว่าตอนไหนควรจะอะลุ้มอล่วย พ่อจะเล่าเรื่องงานให้ผมและพี่สาวฟังแทบทุกวันแล้วก็จะสอนไปด้วย ส่วนแม่เป็นพยาบาลที่รักลูกมาก มีจิตวิทยาในการสอนลูกอย่างแยบยล ยกตัวอย่างเช่น แม่จะชอบเล่าว่า ที่โรงพยาบาลมีคนไข้โรคเอดส์ตายอีกแล้ว เพื่อพวกเราจะได้กลัว ไม่กล้ามีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

ผมเรียนรู้จากพ่อกับแม่เยอะมากจนกลายเป็นพื้นฐานความคิด เป็นตัวตนผมทุกวันนี้ แต่เวลาอยู่โรงเรียน ผมก็เป็นแค่เด็กกลางห้องธรรมดา ๆ เรียนไม่เก่ง แต่ก็ไม่ได้เกเร เรียกว่าไม่โดดเด่นเลย ครูบางคนยังจำผมไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องดีนะ ทำให้ผมเรียนรู้ว่าควรปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนยังไง จนกลายเป็นคนที่มีเพื่อนเยอะมาก เป็นคนกล้ายอมรับถ้าทำผิด และรู้จักที่จะขอโทษคนอื่นจากใจจริงจนทุกวันนี้

 

ณัฐวุฒิ สกิดใจ

 

เพราะอะไรเด็กกลางห้องที่เรียนไม่เก่งคนนี้จึงเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ และจบปริญญาโทจากต่างประเทศ

อย่างที่บอกว่าผมมีเพื่อนเยอะ พอถึงเวลาใกล้สอบ เพื่อนที่เป็นเด็กเรียนจะชวนผมไปติวหนังสือด้วยตลอด พอจบมัธยมปลาย พ่อแม่ก็สนับสนุนให้ผมได้เรียนด้านที่ชอบ ผมได้เรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวะโยธา ที่มหาวิทยาลัยรังสิต พอจบก็คะนอง อยากตามสาวไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็เลยขอเงินพ่อแม่ไปเรียนด้านบริหารธุรกิจ (MBA) พ่อแม่นึกว่าลูกชายขยันก็เลยยอมเอาเงินเก็บมาจ่ายค่าเรียนให้ลูก ผมไปอยู่ที่นู่นได้ไม่นานก็เริ่มสำนึกผิดและไม่ขอเงินพ่อแม่อีก ผมหาเงินด้วยการทำงานพิเศษที่ร้านอาหารหลังเลิกเรียน ชีวิตช่วงนั้นลำบากมาก ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยทำงานหนักขนาดนั้นมาก่อน ต้องขัดห้องน้ำ กวาดถูพื้น ตัดหญ้า ล้างจาน เรียกว่าทำทุกอย่างที่เจ้านายสั่ง แต่ก็โอเคนะ เพราะทำให้ผมมองคนทุกคนว่าเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครสูงหรือต่ำกว่าใคร ทุกคนเป็นคนเหมือนกัน

ผมสามารถยกมือไหว้แม่บ้านได้อย่างเต็มใจ ไหว้ยาม ไหว้แม่ค้า ไปจนถึงคนเก็บขยะผมก็ไหว้ได้หมด เพราะงานที่พวกเขาทำ ผมเองก็เคยทำมาแล้วเหมือนกัน พ่อจะสอนเสมอว่า “ลูกต้องทำตัวเป็นต้นหญ้าที่ลู่ตามลม ต่อให้อยู่สูงแค่ไหนก็จงโน้มกลับลงมาพื้นดินให้ได้ อย่าคิดว่าตัวเองจะต้องอยู่สูงตลอดเวลา ลูกต้องอยู่ต่ำเดินดินให้เป็นด้วย” เพราะคำสอนนี้ผมก็เลยได้เป็น “ป๋อ – ณัฐวุฒิ” ที่มีความสุขเสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เพราะจะมีแฟน ๆ คอยดูแล เอาใจใส่ เหมือนเป็นหมอกหรือไออุ่นบาง ๆ ที่ล้อมรอบตัวผมอยู่ทุกที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับผมครับ (ยิ้ม)

ดูเหมือนชีวิตจะห่างไกลจากวงการบันเทิงมาก  อยู่ ๆ มาเป็นนักแสดงได้อย่างไรคะ

ใช่ครับ  ตอนนั้นผมไม่มีแววว่าจะเป็นนักแสดงเลย  คงเพราะชะตาลิขิต (หัวเราะ) ช่วงนั้นผมอายุยี่สิบห้า  เรียนจบปริญญาโทมาหมาด ๆ  พี่เอ - ศุภชัย เดินเข้ามาหาแล้วชวนผมเข้าวงการ  ผมปฏิเสธทันที  อุตส่าห์ไปเรียนมาตั้งไกล เสียดายวิชา  จากนั้นไม่นานพี่เอก็ชวนอีก  ผมเลยแกล้งพูดว่า“ถ้าอยากให้ผมเป็นดารา  พี่สัญญากับผมสิว่า  ผมจะมีเงินสิบล้านภายในห้าปี  ถ้าพี่หาให้ผมได้  ผมจะเป็น”  พี่เอฟังแล้วอึ้งไปเลย  แต่ก็ตอบอย่างมั่นใจว่า “ได้…พี่ทำได้”

จริง ๆ ในใจผมรู้ว่าไม่มีทางหาเงินมากขนาดนั้นได้หรอก  แต่ที่ขอให้พี่เอสัญญาเพราะผมต้องการบอกพี่เอจากหัวใจถึงหัวใจว่า  พี่ต้องพร้อมทุ่มเทให้ผมอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง  ซึ่งก็ต้องชื่นชมว่าพี่เอทุ่มเทเพื่อผมมากจริง ๆ  เขาพาผมไปพบแต่คนที่ดีที่สุด  ได้รับแต่บทที่ดีที่สุด  เป็นห้าปีที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานของผมเลยนะ  ซึ่งผลสืบเนื่องจากห้าปีนั้นก็ส่งให้ผมเป็นที่รู้จักจนทุกวันนี้  จากคนไม่เคยสนใจการแสดงเลย  ทุกวันนี้ผมกล้าพูดอย่างเต็มปากว่าผมรักอาชีพนักแสดงมาก

 

ตลอดหลายปีในวงการบันเทิง  คุณป๋อได้รับแต่บทเด่นและเป็นบทดีๆ ที่สร้างชื่อมาตลอด  คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จแล้วหรือยังคะ

ผมประสบความสำเร็จแล้วครับ  แต่ผมไม่ได้วัดจากการเป็นพระเอกหรือได้รับบทเด่นดังอะไรหรอก  ผมวัดจากมวลหมอกอันอบอุ่นของแฟน ๆ มากกว่า  แค่นี้ผมก็พอแล้ว  ก่อนหน้านี้ผมก็เคยยึดติดกับบทนะ  จนกระทั่งคืนหนึ่งผมได้รับรางวัลบนเวที  ตอนนั้นผมถือถ้วยเอาไว้ด้วยความรู้สึกภูมิใจมาก  แต่พอเช้าวันต่อมา  ระหว่างที่ผมกำลังก้มหน้าก้มตากินผัดกะเพราของโปรดอยู่  แล้วมองไปเห็นถ้วยรางวัล  วินาทีนั้นผมคิดในใจว่า  “ผัดกะเพราจานนี้สุดยอดกว่า”  แล้วผมก็ไม่ได้สนใจถ้วยรางวัลนั้นอีก

ชีวิตก็เป็นแบบนี้  มีขึ้น  มีลง  มีดังก็ต้องมีดับเป็นธรรมดา  วันนี้ผมอาจจะยังได้เป็นพระเอก  แต่วันหน้าก็จะมีนักแสดงหน้าใหม่ที่หล่อกว่า  สดใสกว่า  และเล่นได้เก่งกว่าเข้ามาแทนที่  เหมือนกับเรตติ้งละครวันนี้ ทองเนื้อเก้า อาจจะเรตติ้งสูงมาก  แต่วันหน้าก็จะมีเรื่องอื่นที่ดังกว่ามาทุบทำลายสถิติไป  ภาษาพระท่านเรียกว่า “อนัตตา” หรือความไม่เที่ยงแท้  ไม่แน่นอน  ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน  สุดท้ายผมก็คิดได้ว่า  อย่าไปยึดติดกับสิ่งที่ได้รับ  แต่ในใจลึก ๆ ผมก็ยังหวังว่า  อนาคตคงจะไม่เลวร้ายนักหรอก  เพราะผมได้วางแผนเอาไว้บ้างแล้ว

 

ณัฐวุฒิ สกิดใจ

 

เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหมคะว่าแผนการที่วางไว้คืออะไร

ง่ายมากครับ  แค่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแค่นั้นเอง  ผมเรียกความสุขทุกอย่างสั้น ๆ ว่า  “สุขนิยม”  ซึ่งก็คือการใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ  ได้กินอะไรที่อยากกินมีครอบครัวที่อบอุ่น  รู้จักเอื้อเฟื้อแบ่งปันให้สังคม  มีอาชีพที่มั่นคง  มีการเงินที่มั่นคงและที่สำคัญคือ  ต้องไม่มีหนี้

จำได้ว่า ตอนเข้าวงการใหม่ ๆ ผมเปิดบัญชีบรรทัดแรกด้วยค่าตัวหมื่นกว่าบาทตอนนั้นคิดอยู่อย่างเดียวว่า  จะไปกินเหล้ากับเพื่อนที่ไหนดีว้า…พอไม่นานผมก็อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง ก็เลยเริ่มคิดได้ว่า  ผมจะต้องเก็บเงิน  ตั้งแต่นั้นผมก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ๆ ๆ  แล้วก็เก็บเงิน ๆ ๆ ลูกเดียวพอหันมาเห็นดารารุ่นน้องซื้อบ้านแซงหน้าไปก่อน  ผมกัดฟันเลยนะ  อดทนลูกเดียวบอกตัวเองว่า เรายังไม่พร้อม  จนผ่านไปแปดปี  ผมตัดสินใจยื่นเรื่องกู้เงินประมาณหกล้านบาทเพื่อซื้อบ้าน  ผมไม่มีความเครียดอะไรเลย  สบายใจมาก  เพราะก่อนหน้านี้ผมทำงานเก็บเงินมาแล้ว  ถึงจะแบ่งไปจ่ายค่าบ้านก็ยังมีเงินสำรองอีกก้อนเหลืออยู่  ผมกลับมาลุยงานต่อและผ่อนหนี้บ้านจนหมดในเวลาเพียงสามปี

ทุกวันนี้ผมไม่มีหนี้สินอะไรเลย  รถก็มีแล้ว  บ้านก็มีแล้ว  ส่วนอาหาร  ผมกินแค่ผัดกะเพราสามสิบบาทก็อร่อย  แล้วถ้าในอนาคตผมไม่มีงานไม่มีเงิน ผมก็อยู่ได้เพราะวันหนึ่ง ๆ ผมใช้เงินไม่ถึงร้อยบาทด้วยซ้ำ  ผมชอบกินผัดกะเพรามาก กินทุกมื้อก็ได้ ไม่มีปัญหา (หัวเราะ)

เพราะนิสัยอดทนและคิดรอบคอบแบบนี้รึเปล่าที่ทำให้คุณป๋อใช้เวลาปลูกต้นรักหลายปีกว่าจะตัดสินใจแต่งงาน

ใช่ครับ  แต่ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่อดทน  เอ๋เองก็ต้องอดทน  ผมว่าเขาอดทนมากกว่าผมซะอีกนะ  เพราะผมเป็นคนเจ้าหลักการมาก  แล้วเอ๋เขายังต้องอดทนกับการถูกแฟน ๆ ของผมแอนตี้  เพราะตอนนั้นเขาเป็นนางร้าย ในขณะที่ผมเป็นพระเอก เราสองคนใช้เวลาคบกันนานสามปีเต็ม กว่าจะกล้าเปิดตัวว่าเราเป็นแฟนกัน สมัยนั้นไม่เหมือนกับสมัยนี้ ที่ดารามีอิสระที่จะคบหาดูใจกันมากขึ้น  และอีกเหตุผลที่ทำให้ผมยังไม่ขอเอ๋แต่งงาน เพราะอยากมั่นใจก่อนว่าเราจะคบกันยืดไหม

ผ่านมาแปดปีเต็ม  ความรักสุกงอมเราสองคนพิสูจน์แล้วว่าคบกันด้วยความรักและเข้าใจจริง ๆ  เราก็เลยตัดสินใจแต่งงานกันนับเป็นการอดทนที่คุ้มค่ามากครับ เพราะวันนี้เราค่อนข้างพร้อม  ยิ่งมีน้องภู ครอบครัวเราก็อบอุ่นและมีความสุขมากขึ้นอีกหลายเท่า

ได้วางแผนชีวิตให้น้องภูด้วยไหมคะ

ก็ไม่เชิงครับ  ผมไม่เคยคิดว่าอยากให้ลูกใช้ชีวิตยังไง  แต่ผมคิดว่า จะสอนให้ลูกเป็นคนนิสัยอย่างไรมากกว่า  ผมแค่อยากให้ลูกเป็นคนดีครับ  สมัยเป็นวัยรุ่นผมคิดแต่เรื่องการแข่งขัน  อยากเอาชนะอยากมี  อยากเป็น  คิดแต่จะเป็นผู้รับมาถึงวันนี้ผมรู้แล้วว่าการเป็นผู้รับไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเพิ่มขึ้นเลย  ดังนั้นเรื่องแรก ๆที่ผมตั้งใจจะสอนลูกคือ  การรู้จักเป็นผู้ให้ใครอยากได้อะไรให้เลย  เอาไป ๆ ๆ ผมมองว่าสังคมทุกวันนี้วุ่นวายก็เพราะมีแต่คนอยากได้มากกว่าคนอยากให้

อีกเรื่องสำคัญที่ผมตั้งใจไว้ว่าจะสอนน้องภูคือ  ผมอยากสอนให้ลูกเป็นที่สองที่สาม  ที่สี่  หรือแม้แต่ที่แปด  อยากให้เขาเรียนรู้ว่าชีวิตไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง  ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขัน  ไม่ต้องพยายามเอาชนะคนอื่น  จงแพ้บ้าง  แพ้แล้วยิ้มสู้กับปัญหาได้ “ไม่เป็นไร  ครั้งหน้าค่อยเอาใหม่”  บอกคำนี้กับตัวเองได้  ผมเชื่อว่า แค่สองสิ่งนี้จะทำให้เขาเติบโตอย่างมีภูมิคุ้มกันและเป็นคนที่มีความสุข

 

ลูกเปลี่ยนชีวิตคุณป๋อไปจากเดิมบ้างไหมคะ

เปลี่ยนครับ  เมื่อก่อนผมเป็นคนไม่ชอบเด็กนะ  อาจเพราะบ้านผมไม่เคยมีใครที่เด็กกว่าผม  ไม่มีน้อง  ไม่มีหลาน  ก็เลยไม่เคยเล่นกับเด็ก  ไม่รู้ว่าต้องเล่นด้วยยังไงกลัวเด็กจะร้องไห้  เดาอารมณ์เขาไม่ถูกแต่พอมีลูกผมกลับชอบแฮะ  ผมรับรู้ถึงความเป็นพ่อคน  รู้สึกอยากปกป้อง  ดูแลลูกให้ดีที่สุด  ผมรักน้องภูมาก  คิดเสมอว่า  ลูกคือความรักที่มีชีวิต  จับต้องได้กอดได้  หอมได้  จากปกติที่ความรักเคยเป็นเพียงนามธรรมเท่านั้น  เขาน่ารักไปหมดทุกอิริยาบถ  ขนาดตดใส่หน้าผม  ผมยังว่าน่ารักเลย  เข้าใจแล้วที่เคยมีคนพูดว่าความรักของพ่อแม่เป็นรักที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก

 

ผู้ชายหัวสมัยใหม่ที่เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างคุณป๋อ  ทำไมจึงยึดพุทธศาสนาเป็นหลักในการใช้ชีวิตคะ

ผมโตมากับการตามแม่เข้าวัดตั้งแต่ยังเด็กครับ  คำสอนของพุทธศาสนาหลอมรวมกับคำสอนของแม่และพ่อจนกลายเป็นนิสัย  เป็นตัวตนผมชนิดแยกกันไม่ออกทั้งที่ผมเป็นคนชอบคิดตามหลักเหตุและผลแต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ผมทำไปโดยอัตโนมัติ  ซึ่งมักเป็นเรื่องที่ดูงมงายด้วยซ้ำอย่างตอนที่เพื่อน ๆ มาบ้านจะชอบแซวกันว่า“ป๋อแก่ว่ะ  สมัยนี้ไม่มีใครเขาสร้างห้องพระกันแล้ว  แต่บ้านเอ็งมีตั้งสองห้อง” (หัวเราะ)ผมก็ยอมรับกับเพื่อนไปตรง ๆ ว่า  “เออ…กูยอมแก่!”

จริง ๆ ผมตั้งใจจะมีห้องพระแค่ห้องเดียวนั่นแหละครับ  ก็เลยสร้างที่ห้องใต้หลังคาชั้นบนสุดของบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล  แต่สุดท้ายก็ไม่ค่อยได้ขึ้นไปกราบไหว้  เพราะบนนั้นร้อนอบอ้าวมากพอไปถ่ายหนังที่บ้าน พี่เอก - สรพงษ์  ชาตรีเห็นว่าพี่เอกอัญเชิญพระพุทธรูปมาไว้ใกล้กับประตูบ้าน  พี่เอกบอกว่า  อัญเชิญไว้ใกล้ตัวจะได้กราบไหว้ท่านทุกวัน  ผมเห็นด้วยก็เลยอัญเชิญพระพุทธรูปมาประดิษฐานไว้ใกล้ประตูบ้านบ้าง  เลยดูเหมือนผมมีห้องพระสองห้อง  แต่ดีนะ ผมชอบ  ได้บูชาพระไว้เหนือหัวที่จุดสูงสุดของบ้าน  แล้วยังได้ไหว้พระสมใจด้วย

ทุกวันก่อนออกจากบ้านผมจะตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ขอให้ท่านปกป้องคุ้มครองให้ผมไม่มีอุปสรรคที่จะออกไปทำความดี”  พอตกเย็นผมก็ไหว้และอธิษฐานว่า  “ผมจะนำแต่สิ่งดี ๆ มีสุขเข้าบ้าน”  รู้สึกเหมือนได้ชำระล้างจิตใจทุกวัน…

 

มองอนาคตไว้อย่างไรคะ

ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขครับ  ทุกวันนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้วนะ  บ้านก็มีแล้วรถก็มีแล้ว  ได้ทำงานที่ผมรัก  ครอบครัวก็อบอุ่น  ผมมีลูกชายที่น่ารักและตั้งใจจะสอนให้เขาเป็นคนดี  แค่นี้พอแล้ว  ชีวิตผมมีความสุขและไม่ต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว

 

ณัฐวุฒิ สกิดใจ

 

ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Secret of life ::: ป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

 ภาพ วรวุฒิ วิชาธร

นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2557


บทความน่าสนใจ

มาริโอ้ เมาเร่อ กับรักแท้ที่ยิ่งใหญ่

“ความสุข” ตัวชี้วัดความสำเร็จของ ฌอห์ณ จินดาโชติ

โจอี้ บอย ผู้ชายมาดร้ายกับ “บางสิ่ง” ที่ซ่อนไว้หลังแว่นดำ

เก่ง ธชย ประทุมวรรณ กับเส้นทางชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

อีกมุมของ เจมส์ มาร์ พระเอกวัยใสหัวใจธรรมะ

พระเอกหน้าตี๋ หัวใจมีธรรมะ เจมส์ มาร์

โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ พร้อมทีมผู้จัด นักแสดง ละครบุพเพสันนิวาส ทำบุญเททองหล่อระฆัง มหาชัยยะมงคล ไร่เชิญตะวัน

ล้วงลึกถึงหัวใจ โป๊บ ธนวรรธน์ อ่านแล้วจะตกหลุมรัก

“บันทึกแห่งความสุขจากการให้” ฝากถึงคุณญาญ่า อุรัสยา

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก

 

 

keyboard_arrow_up