โปรดิวเซอร์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ กับ เส้นทางชีวิตพาให้เขาเปลี่ยนแปลง

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์
โต๋ ศักดิ์สิทธิ์

“เส้นทางชีวิต” พาให้เขาเปลี่ยนแปลง – โปรดิวเซอร์ โต๋ ศักดิ์สิทธิ์

โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร นักดนตรีหนุ่มผู้มุ่งมั่น ดีกรีแชมป์เปียโนระดับโลกและทายาทศิลปินวงแกรนด์เอ็กซ์  วันนี้บทบาทของเขา ฉีกกรอบศิลปินขี้อายที่คุ้นเคย กลายเป็นหนึ่งในกรรมการอารมณ์ดี ผู้มอบพลังบวกให้ผู้เข้าแข่งขันในหลายรายการ ซึ่งสร้างความแปลกใจให้แฟนเพลงอย่างมาก

ซีเคร็ต มีโอกาสพูดคุยกับโต๋อีกครั้ง หลังจากเมื่อหลายปีก่อนเราได้พูดคุยถึงความสำเร็จที่เขาบอกว่า มาจาก “พรแสวง” ไม่ใช่ “พรสวรรค์” เด็กหนุ่มที่เคยมุ่งมั่นจริงจังในวันนั้นแตกต่างจากวันนี้ได้อย่างไร  โต๋บอกว่า ‘เส้นทางชีวิต’ พาให้เขาเปลี่ยนแปลง

จุดเปลี่ยนของไฟฝัน

ตั้งแต่เข้าวงการปี 2003 ผมออกอัลบั้ม 8 อัลบั้ม มีผลงานทุกปี เล่นคอนเสิร์ตใหญ่ และส่วนใหญ่เป็นงานที่โปรดิวซ์เอง เป็นความสำเร็จของเด็กคนหนึ่งที่พยายามพิสูจน์ตัวเอง ทำตามฝันของตัวเอง แต่หลังจากทำเพลงในปี 2011 ผมไม่รู้สึกตื่นเต้นหรืออยากทำเพลงโดยไม่รู้สาเหตุ กลับบ้านไปแต่ละวันก็ไม่อยากเข้าห้องอัด ไม่อยากเล่น เห็นแล้วเบื่อ คิดอะไรไม่ออก ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีไฟในการทำเพลงเหมือนเมื่อก่อน ไม่อยากเขียนเพลงอีกแล้ว

ตอนนั้นผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งความคิดสร้างสรรค์ของเราจะถึงทางตัน  หรือมีวันที่เราหมดไฟ เพราะช่วงที่ทำอัลบั้มแรก ๆ ผมไฟแรง ทำงานเร็วมาก พี่บอย (บอย โกสิยพงษ์) ยังบอกว่า “โต๋ออกอัลบั้มอีกแล้วเหรอครับ ทำไมเร็วจัง ระวังไฟจะมอดนะ” ผมยังคิดไปว่า ไฟจะมอดได้อย่างไร เราไฟแรง ทำได้ทุกอย่าง แต่พอมาถึงจุดนี้ กลับรู้สึกเฮ้ย เราไปต่อ คิดต่อไม่ไหว จึงปรึกษาคุณพ่อขอพักงานก่อน

จากนั้นผมหายไปเลย 3-4 ปี จนกลับมาออกอัลบั้มอีกครั้งในปี 2015 ช่วงนี้เองที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยน เป็นช่วงที่ทำให้ผมค้นพบ และเข้าใจอะไรหลายอย่าง

ช่วงเวลาแห่งการค้นพบ   

ช่วงนั้นผมเลือกใช้ชีวิตปกติเหมือนผู้คนทั่วไป ผมไปท่องเที่ยว  ดูคอนเสิร์ต  ออกกำลังกาย พอเริ่มทำอย่างอื่นก็เหมือนได้ชาร์ตแบตข้างใน แต่ทั้งชื่อเสียงและผลงานที่เคยมีเริ่มเงียบ เพราะไม่ได้ออกอัลบั้ม ไม่ใช่แค่ผมที่เปลี่ยน ตอนนั้นวงการเพลงก็เริ่มเปลี่ยนเป็นยุคดิจิตอล ไม่มีซีดีแล้ว เป็นช่วงในยุคของการเปลี่ยนแปลง ผมก็คิดว่าหรือจะหมดเวลาของผมแล้ว ควรเตรียมตัวไปทำงานเบื้องหลังแล้วหรือเปล่า (หัวเราะ)

ที่ผ่านมา ผมรักงานมาก การโฟกัสเรื่องงานคือความสุข สุดท้ายผมรู้สึกว่า เวลาที่เราเดินตามความฝัน เหมือนกับการเดินขึ้นเขา ทุกคนบอกว่าบนยอดเขามีวิวที่เจ๋งมาก อากาศดี สวยสุดยอด ทุกคนก็เดินขึ้นไป แต่สุดท้ายเมื่อยืนอยู่บนยอดเขาแล้วยืนอยู่ตรงนั้น ผมกลับไม่รู้สึกว่ามันสวย ได้แต่บอกกับตัวเองว่า อ้าวเหรอ มีแค่นี้เองเหรอ และบนนั้นก็อยู่นานไม่ได้ อย่างไรเราต้องเดินลงมา กลายเป็นความรู้สึกว่า “ก็เท่านั้นเอง”

เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรอยู่กับเรายั่งยืน ไม่มีเลย ความสำเร็จก็เหมือนกัน แต่ชีวิตจริงของเราเป็นอย่างไรต่างหากที่สำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่เราควรรู้สึกยินดีในทุก ๆ วันก็คือคนรอบข้าง ครอบครัว ทีมงาน เพื่อน ที่เจอกันทุกวัน แต่เราเคยมองข้าม เพราะคิดว่าอย่างอื่นสำคัญกว่า จนลืมมองว่าเขาอาจหายไปจากเราได้ทุกเมื่อ

คว้า สุขระหว่างทาง

ผมเป็นคนหนึ่งที่เคยพยายามวิ่งไปยืนบนจุดนั้นอยู่คนเดียว  พอพบว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ก็คิดเสียดายว่า ถ้าค่อยๆ เดินมากับเพื่อน ๆ เราน่าจะมีความสุขระหว่างทางมากกว่าจุดที่อยู่ข้างบน  ดังนั้นไม่สำคัญว่าเราเดินขึ้นไปแล้วจะได้เจออะไร แต่สิ่งที่สำคัญคือเราเดินขึ้นไปกับใคร  เราอยากจะเดินขึ้นไปคนเดียว ยืนมองวิวคนเดียว แล้วเดินลงคนเดียว หรืออยากจะขึ้นไปพร้อมเพื่อนฝูงแล้วชวนกันดูว่า เฮ้ย มันสวย ขึ้นด้วยกัน ลงด้วยกัน สนุกกันไปตลอดทาง

จากที่เคยจริงจัง คิดว่าทุกอย่างที่เราทำต้องดี ทุกโชว์ ทุกคอนเสิร์ตต้องออกมาดี จึงจะมีความสุข  และยังรู้สึกว่าผมเป็นลูกของคุณพ่อ เป็นลูกชายวงแกรนด์เอ็กซ์ ต้องมีเครดิต ต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่พอลองทิ้งทุกอย่างลง ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกแล้ว  ผมคิดใหม่ว่า “เราทำให้ดีที่สุด แต่ต้องมีความสุขด้วย” เพราะถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความสุข งานจะออกมาดีในแบบของมันเอง แม้สุดท้ายมันจะออกมาแย่ ไม่เพอร์เฟค แต่เราก็ยังแฮบปี้เพราะตอนที่ลงมือทำเรามีความสุข

เมื่อคิดแบบนี้ทำให้ชีวิตผมเริ่มรีแลกซ์ ผมกลับมาทำงานเพลงชุดใหม่  โดยทิ้งความคิดว่าจะต้องทำงานเอง แต่งเพลงเอง โปรดิวส์เอง พอเปลี่ยนความคิด ผมเดินไปบอกทีมงานเลยว่า ไม่อยากทำงานคนเดียวแล้ว ผมจึงได้ทำงานกับทีมงานหลากหลายมากขึ้น ได้ร่วมงานกับคนเก่ง ๆ ทั้งชาวไทยและโปรดิวเซอร์ต่างประเทศ สบาย ๆ สนุกและมีความสุขมาก

ความคิดที่เปลี่ยนไป

เมื่อก่อนผมขี้อายมาก พูดน้อย เพราะอยู่กับตัวเองตลอดเวลา มักจะสะกดตัวเองว่าฉันจะไม่หลุด ฉันจะต้องทำอันนี้ให้ดี ต้องเล่นเปียโนให้ดี ต้องร้องให้ดี  ไม่กล้าพูดมาก เพราะฝังความคิดตัวเองไว้ว่าเราเป็นนักดนตรี ต้องทำแต่อันนี้ให้ดี ต้องพิสูจน์ตัวเอง

ปรากกฎว่าผมคิดไปเองทั้งนั้น เหมือนเอาแก้วมาครอบตัวเองไว้ พอเอาแก้วออก ก็รู้ว่าเราเป็นอะไรก็ได้ สุดท้ายแล้วคนดูต้องการความสุข ไม่มีใครมาดูเพื่อชื่นชมว่าเด็กคนนี้เล่นเปียโนเก่ง แต่ต้องการความรู้สึกเอนจอยและแฮบปี้กับเรามากกว่า เพราะฉะนั้นเราจึงต้องคอนเนคกับพวกเขาด้วยความสุขให้ได้

พออินเนอร์ผมเปลี่ยน จึงส่งผลไปถึงทุกอย่างของชีวิต ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนรู้สึกว่าโต๋ไม่เหมือนเดิม ไม่เกร็งและขี้เล่นมากขึ้น และทำให้เราสามารถก้าวไปทำรายการ หรืองานอื่นๆ หลากหลายขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้รู้ว่า เราทำแบบนี้ ไปทางนี้ก็มีความสุขได้นี่นา

มีแฟนคลับที่ตามผมมาตั้งแต่อยู่บีไฟว์ ยังบอกผมว่าเหมือนเจอโต๋คนใหม่ ผมถามพวกเขาว่า คิดว่าจะมีวันที่ผมไม่เล่นเปียโนไหม ทุกคนบอกไม่คิด ผมก็ตอบ พี่ก็ไม่คิดเหมือนกัน (หัวเราะ)

เอ๊ะๆ นี่เป็นเพียงบทสัมภาษณ์บางส่วนเท่านั้น ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่คอลัมน์ Idol Secret ฉบับ 225 (10 พ.ย. 2560)

ขอขอบคุณ

เสื้อผ้า : Pinky Tailor โทร. 02 253 6328

สถานที่ :  รัตนศิลป์ศก สตูดิโอ โทร. 081 929 1272


เรื่อง: อุราณี ทับทอง

ภาพ: สุเมธ วิวัฒน์วิชา ผู้ช่วยช่างภาพ: อัญชลี มวยพิมาย

สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

แต่งหน้า ทำผม : ภัทรภร ปวรวรชัย


บทความน่าสนใจ

Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลง” เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ

คนนี้แหละ “รักแท้” ของเจนนิเฟอร์ คิ้ม

keyboard_arrow_up