อีกมุมของ เจมส์ มาร์ พระเอกวัยใสหัวใจธรรมะ

เจมส์ มาร์
เจมส์ มาร์

อีกมุมของ เจมส์ มาร์ พระเอกวัยใสหัวใจธรรมะ

เจมส์ มาร์ พระเอกวัยใสหัวใจธรรมะ

ธรรมะ เป็นเรื่องของคนแก่ ธรรมะเป็นเรื่องเข้าถึงยาก ความเชื่อเหล่านี้ยังเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย  และหากตอนนี้ใครที่ยังมีความเชื่อแบบนี้อยู่

Secret อยากให้ลองทำความรู้จักกับพระเอกหนุ่มคนนี้ เจมส์ มาร์ แล้วคุณจะรู้ว่า ธรรมะ เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย

ซึมซับธรรมะเมื่อครั้งยังเยาว์

ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวใหญ่ มีคุณพ่อซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีน คุณแม่เป็นคนฮ่องกง มีน้องสาว และมีคุณอาอีก 7 ครอบครัว เพราะอากง อาม่า มีลูกเยอะ เราจะมีวันครอบครัว ก็คือจะมากินข้าวด้วยกัน ดูทีวีด้วยกัน อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา เป็นครอบครัวที่อบอุ่นครับ

คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงผมแบบให้อิสระ ปล่อยให้ใช้ความคิดของตัวเอง มีความฝันได้ แต่ก็ยังคอยเตือนให้ผมอยู่ในกรอบใหญ่ๆ ที่วางไว้ คุณพ่อจะสอนให้ผมจริงจังกับทุกสิ่งที่ทำ ให้รู้ตัวอยู่เสมอว่ากำลังทำอะไรอยู่ หรือถ้าผิดให้ยอมรับผิด และถ้าทำดีอยู่แล้ว ก็ให้ทำดีต่อไป ส่วนคุณแม่มักจะสอนว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ทุกอย่างที่ทำต้องใช้ความตั้งใจ คุณแม่จะให้ดูอากงทั้งฝ่ายคุณพ่อ และฝ่ายคุณแม่เป็นตัวอย่าง กว่าจะมาถึงวันที่ท่านสบายได้ ท่านตั้งใจทำงาน และทำงานหนัก ผมจึงจำคำสอนของคุรพ่อคุณแม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตจนถึงทุกวันนี้

ส่วนเรื่องธรรมะ คุณพ่อปลูกฝังผมตั้งแต่เด็กๆ ตอนผมอยู่ฮ่องกง ก็จะไปไหว้พระ บางครั้งก็จะไปวัดไทยที่อยู่ไกลมาก ต้องขึ้นเขาไป แตที่วัดไทยจะมีพระไทยทั้งหมดครับ และก่อนนอนคุณพ่อก็จะฝึกให้ผมสวดมนต์จนเป็นนิสัย ทำให้ผมรู้สึกว่า ธรรมะอยู่ในชีวิตผมตลอด พอโตขึ้นเวลาที่ผมจะเดินทางไกล เดินทางไปต่างประเทศผมก็จะสวดมนต์ก่อนไปเพื่อความอุ่นใจในการเดินทาง

ตำแหน่งทูตพระพุทธศาสนา เผยแผ่พระพุทธศาสนาเนื่องในวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา 2556

สำหรับตำแหน่งทูตพระพุทธศาสนา สภาศิลปินส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยฯ อาจจะเห็นว่าผมคลุกคลีอยู่กับธรรมะ แล้วก็มีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาพอสมควร แต่ผมก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องธรรมะกับสื่อ บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมเป็นพุทธ ก็รู้สึกภูมิใจและเป็นเกียรติมากครับสำหรับตำแหน่งนี้

มุมมองของเจมส์ที่มีต่อพระพุทธศาสนา

ผมเชื่อว่าการที่เรามีพระอยู่กับตัว มีศาสนา มีคำสอนให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้เราสบายใจ ผมไม่ได้ศรัทธาศาสนาตามแฟชั่น หรือว่าทำตามคนอื่น ส่วนเรื่องการทำบุญ บางคนอาจจะคิดว่าทำบุญเพื่อให้ได้บุญ ซึ่งเขาไม่ผิด คุณได้จริงๆ แต่ผมมองอีกมุมหนึ่ง ผมเอาความสบายใจเป็นที่ตั้ง เจอพระก็ไหว้พระ มีเวลาว่างจะทำบุญก็ทำ ผมสบายใจที่จะทำแบบนี้ครับ ผมอาจจะรู้เรื่องของศาสนาประมาณหนึ่ง ผมไม่ได้รู้ทุกอย่าง ผมไม่ได้ปิดกั้น และพร้อมจะเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ตอนนี้ผมยังเด็ก ผมทำได้เท่าที่ใจเราศรัทธาที่จะทำ ถามว่าผมสวดมนต์ได้ทุกบทไหม ไม่ได้ขนาดนั้นครับ ก็สวดนะโม ตัสสะฯ แล้วก็บทบูชาหลวงปู่ทวดครับ

ผมอยากเห็นคนในสังคมเข้าใกล้ศาสนามากกว่านี้ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ล่าสุดผมไปงานบุญกฐินงานแรก ซึ่งเป็นงานบุญกฐินรักบ้านเกิดของพี่เอ (ศุภชัย ศรีวิจิตร) มีคนมาร่วมงานเยอะมาก ผมดีใจที่คนใส่ใจศาสนาเยอะขนาดนี้

 

ชีวิตสายกลางและศีล5

พระพุทธศาสนาสอนให้เราเดินทางสายกลาง ไม่มีอะไรเยอะหรือน้อยเกินไป ผมว่าทางสายกลางเป็นสิ่งที่เราควรจะยึดไว้ เช่น ถ้าเรากำลังไม่พอใจอะไรบางอย่าง อย่าพยายามเลือกทางซ้ายหรือขวา แต่พยายามคุมตัวเองให้อยู่ตรงกลาง หรือผมเองชอบเล่นเกมส์ บางทีผมเล่นเกมส์ทั้งวัน ถึงเช้าก็ยังได้ ซึ่งมันไม่ดีครับ มันต้องอยู่ตรงกลาง ต้องรู้จักคุมเวลาในการเล่น และเมื่อก่อน ผมเป็นบุคคลที่เรียกว่า ทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ การเป็นแบบนี้ทำให้ผมเครียดง่ายมาก แค่มีใครติเรานิดเดียว เราก็หงุดหงิดแล้ว ไม่ได้หงุดหงิดที่เขาว่าเรานะครับ แต่หงุดหงิดที่ทำไมเราทำออกมาได้ไม่ดีพอ เราใช้แต่สมองทำงาน ทำไมถึงทำไม่ได้ เราไม่อยากให้งานเขาเสียเพราะเราตั้งใจ แต่พอทำงานมา 3-4 ปี ทำให้ผมเข้าใจว่า การทำงานมันต้องมีตรงกลางระหว่างสมองและความรู้สึก เราใช้สมองมากไปก็ไม่ดี ต้องใช้ความสุขทำงานด้วย การเป็นคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในการทำงานเป็นเรื่องที่ดี เพราะหมายความว่าเราใส่ใจกับงาน แต่ต้องใส่ความเป็นศิลปินลงไปด้วย ใช้อารมณ์ที่ดี ใช้ความสุขในการทำงานผสมผสานลงไป แล้วงานจะออกมาดีครับ

นอกจากชีวิตของผมจะเน้นทางสายกลางแล้ว คุณพ่อพยายามสอนผมให้เข้าใจถึงพระพุทธศาสนาแล้วนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ ที่สำคัญเลยคือ ศีล5 ซึ่งผมทำได้ครับ ข้อ1 ห้ามฆ่าสัตว์ เราไม่ฆ่าสัตว์อยู่แล้ว ฆ่าสัตว์แล้วบาป ถ้าเผลอตบยุง แค่เผลอนะครับ คุณพ่อให้ไหว้ขอโทษเลย ข้อ 2 ห้ามขโมยของ เราไม่ขโมยอยู่แล้ว มันไม่ใช่ของๆ เรา ก็ไม่เอา คุณพ่อจะสอนเพิ่มเติมว่า ถ้าเราอยากได้อะไร อย่าขอ รอให้ผู้ใหญ่เป็นคนให้เอง ข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม เราไม่ได้ไปแย่งแฟนคนอื่นอยู่แล้วครับ (หัวเราะ) ข้อ 4 ห้ามโกหก ตอนเด็กๆ คุณพ่อจะขู่ว่า ถ้าโกหกจะโดนตำรวจจับ ผมก็ไม่ทำ ข้อ 5 ห้ามดื่มสุรา ผมไม่ดื่มเหล้า เมื่อก่อนผมเคยดื่มแต่พอรู้ว่าไม่อร่อย ผมก็ไม่ดื่มอีก มีคนบอกผมว่า ดื่มเหล้าแล้วทำให้ชิลล์ สนุก ผมก็เมาดิบไดนะโดยไม่ต้องดื่มเลย(หัวเราะ) เวลาผมไปงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือคอนเสิร์ต ผมก็สนุกได้ครับ

เรียนรู้เรื่องสมาธิ

ผมเริ่มนั่งสมาธิตั้งแต่อายุ 10 ขวบ แต่ก็ยังไม่ได้ลึกซึ้งอะไร เพราะยังเด็กมาก และผมก็เป็นเด็กที่สมาธิสั้น พอมาเรียนการแสดงกับครูเงาะ (รสสุคนธ์ กองเกตุ) ครูจะให้เรานั่งสมาธิ ครูเงาะแนะนำวิธีการนั่งสมาธิว่า สมมุติว่าเรานั่งอยู่แล้วคันบนใบหน้า ให้เราเหมือนถอดจิตออกมาเพื่อเป็นผู้ดู มองเข้ามาที่ตัวเรา มองในความคัน คันหรือ แล้วยังไง คันก็รู้ว่าคัน สุดท้ายก็จะหายคันเอง หรือว่าเรากำลังคิดอยู่ ก็ให้รู้ว่านี่เรากำลังคิด ฟุ้งซ่านก็ให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน เพราะยิ่งห้ามว่า อย่าคิด มันยิ่งคิด คือให้เรารู้ทันตัวเองตลอดเวลาครับ

ผสานสมาธิสู่ชีวิต

สำหรับผม สมาธิจำเป็นมากในชีวิต อย่างเรื่องเรียน เวลาจะอ่านหนังสือสอบเราต้องมีสมาธิในการอ่าน ต้องนิ่ง อย่าไปคิดแต่ว่า จำไม่ได้หรอก ทำไม่ได้หรอก อ่านหนังสือสอบจนถึงตี 5 แล้วต้องไปสอบ 7 โมงเช้า แต่ในหัวก็ยังมีแต่คำว่าจำไม่ได้ ทำไม่ได้ ถ้าคิดแบบนี้ สมาธิเราก็จะไปจมอยู่กับคำเหล่านี้ สุดท้ายก็จะจำไม่ได้ ทำไม่ได้ ที่ผมพูด เพราะผมลองทำแล้ว แต่ถ้าเราจดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือ อ่านอย่างมีสมาธิและตั้งใจ เข้าไปในห้องสอบ ตอบคำถามตามโจทย์ที่ได้รับมาอย่างมีสติ สุดท้าย เราก็จะทำได้ หรือแม้แต่เรื่องการแสดง เวลาถ่ายละคร ต้องไม่ส่งจิตออกนอก ถ้ามัวแต่ไปจดจ่อว่าทำไมร้อนจัง ทำไมช้าจัง พอสมาธิไปอยู่กับความคิดเหล่านั้นงานก็จะเสีย ฉะนั้นเรื่องสมาธิสำคัญมากครับ ถ้าจดจ่อให้ถูกเรื่อง เราก็จะทำสิ่งๆ นั้นออกมาได้ดี

ฝึกสมาธิจากกีฬากอล์ฟ

ผมชอบเล่นกอล์ฟ เพราะมันเป็นการทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งใคร ตีไม่ดีก็โทษตัวเอง แล้วก็ได้ฝึกสมาธิด้วย เพราะในขณะที่เล่นกอล์ฟ ถ้าเรามัวไปคิดถึงสิ่งภายนอก เราจะแย่ เราต้องรวบรวมสมาธิ จดจ่ออยู่กับการเล่นอาจจะ 10 วินาที 20 วินาที หรือ 1 นาที ซึ่งในช่วงเวลาสั้นๆ พวกนี้ เราต้องพุ่งสมาธิไปที่กอล์ฟให้แรงที่สุด และต้องได้สมาธิที่ยาวที่สุด แล้วเราจะตีได้ดี ผมจึงได้ฝึกสมาธิไปในตัวในขณะที่ผมเล่นกอล์ฟ ผมว่าแค่นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วสำหรับเด็กคนหนึ่งที่เมื่อก่อนไม่มีสมาธิเลย

ดับทุกข์ด้วยธรรมะ

คนเรามีความทุกข์ทุกวันครับ มันไม่มีอะไรได้ดั่งใจทุกวันหรอก เมื่อก่อนผมเคยอกหัก คุณพ่อบอกผมว่า เวลาร้องไห้เสียใจให้ไปนั่งในห้องพระ เราก็ไปนั่งร้องไห้ในห้องพระ นั่งเฉยๆ เลย ใจเราก็เย็นลงเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย ทุกวันนี้เวลามีเรื่องเสียใจผมก็ยังทำอยู่ อาจจะไม่ใช่การดับทุกข์ด้วยธรรมะเสียทีเดียว แต่ผมคิดว่า เป็นการดับทุกข์ด้วยสิ่งแวดล้อมทางพระพุทธศาสนา สิ่งนี้ทำให้คนหายทุกข์ได้จริงๆ แค่เรานึกถึงพระ นึกถึงพ่อแม่ จะทำให้เราสำนึกอะไรได้หลายๆ อย่าง และปัญหาที่มีก็จะเบาลง หรือเวลาที่เรามีเรื่องผิดหวังมากๆ คุณพ่อก็จะสอนให้ผมกลับมาตรงทางสายกลาง อาการผิดหวัง หรือเสียใจ มันคือสิ่งที่ไม่ใช่ทางสายกลาง มันสุดไปด้านใดด้านหนึ่ง พอเราประสบกับความรู้สึกเหล่านั้น เราก็ต้องกลับมาอยู่ในที่ที่เราเคยอยู่ กลับมาตรงทางสายกลาง

เกิดมาเพื่อสร้างความสุข

ผมเชื่อว่าเราเกิดมาเพื่อทำให้คนที่เรารักมีความสุข คนที่เรารักมีหลายคน มีตัวเรา เรารักตัวเอง ถ้าเราไม่รักตัวเอง ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะไม่มีความสุข มีคุณพ่อ คุณแม่ คนรัก พี่น้อง ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง แฟนคลับ ทำอะไรก็ได้ให้พวกเขามีความสุข ทุกวันนี้ที่ผมทำงานเหตุผลข้อที่หนึ่งคือ ผมชอบ ข้อที่สองคือ ผมอยากให้สิ่งที่ผมทำ ทำให้คนดูละครดูแล้วมีรอยยิ้ม ผมเล่นเก่งหรือไม่เก่ง ผมไม่รู้ แต่ผมอยากให้ทุกคนมีความสุข คุณอาจจะเขียนแสดงความคิดเห็นในพันธ์ทิพย์ หรือไม่ต้องเขียนแสดงความคิดเห็นก้ได้ พอเจอหน้าผม บอกผม ดูละครสนุกดีนะ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว จริงๆแค่เราคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองก้เป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้วครับ

มาถึงตรงนี้ คุณยังคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องเข้าถึงยากอยู่หรือเปล่าคะ

เรื่อง: อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ: ปัณณวัชญ์ รุ่งพิบูลโสภิษฐ์

สไตลิสต์: ธันวดี จุฑาวรากุล ผู้ช่วยสไตลิสต์: ศราวุฒิ ลาปะ, กาญจนา เสมอ

ทำผม: รัชดา พ่วงพวงงาม แต่งหน้า: นฤชาติ เจตนาวิไลย

เสื้อผ้า: จั๊มเปอร์และกางเกง Greyhound เชิ้ตและสูท Poem แหวน: Ake Ake


บทความน่าสนใจ

เมื่อเจมส์ มาร์ พูดเรื่องศาสนา วัยรุ่นยุคใหม่ต้องให้ได้อย่างนี้!

เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปียร์ กับชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา”

keyboard_arrow_up