ความปรารถนาอันสูงสุดของ ป๊อป – อารียา สิริโสดา

ความปรารถนาอันสูงสุดของ ป๊อป – อารียา สิริโสดา

เมื่อลูกนกรู้สึกว่าตัวเองปีกกล้าและขาแข็ง นกน้อยจึงสยายปีกและโบยบินออกจากรังไปสู่โลกกว้าง…คุณ ป๊อป – อารียา สิริโสดา ก็ไม่ต่างกัน เมื่อเรียนจบ เธอก็โผออกจากรังที่สหรัฐอเมริกา มุ่งหน้าค้นหาอนาคตด้วยสองขาของตัวเอง จนกลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย…ทิ้งครอบครัวอันอบอุ่นไว้เบื้องหลัง

   กระทั่งราว 20 ปีต่อมา เส้นทางชีวิตของเธอและครอบครัวจึงได้วนกลับมาบรรจบกันอีกครั้ง เมื่อ คุณแม่ปทุมวรรณ ชุมสาย ป่วยด้วยโรค Ataxia หรือสมองน้อยฝ่อ ส่งผลให้ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลงเรื่อย ๆ ในขณะที่แพทย์ก็บอกได้แต่เพียงว่า “ยังไม่รู้สาเหตุ ยังไม่มีวิธีรักษา และไม่มีทางหาย” คุณแม่ปทุมวรรณจึงต้องกลับมารักษาตัวที่เมืองไทย และอาศัยอยู่กับลูกสาวคนโตในบ้านบรรยากาศร่มรื่นย่านชานเมือง “เมื่อก่อนบ้านหลังนี้ทำเป็นโปรดักชั่นเฮ้าส์ ชื่อ Pig-O-Nine Production ที่ตั้งชื่อนี้เพราะเราเกิดปีหมู เวลาสามทุ่ม เป็นหมูนอนกิน หวังว่าจะเป็นอย่างนั้น (หัวเราะ) ทำอยู่ที่นี่เป็นสิบปี จนแม่ไม่สบายกลับมาอยู่เมืองไทย เลยต้องย้ายโปรดักชั่นเฮ้าส์ไปอยู่อีกซอยหนึ่ง ส่วนที่นี่ก็เปลี่ยนเป็นบ้านพักคนชรา” คุณป๊อปเริ่มต้นเล่าพร้อมกับหัวเราะอย่างเบิกบาน

ต้องดูแลคุณแม่แบบนี้ คุณป๊อปยังไปทำงานต่างจังหวัดนานๆ ได้อยู่หรือเปล่าครับ

อิสระแบบนั้นหายไปนานแล้วค่ะ (ยิ้ม) ตอนนี้ไม่ว่าจะไปออกค่าย ไปดูโขนหรือไปต่างจังหวัด ก็พาแม่ไปด้วย อย่างตอนไปถ่ายสารคดีภาคเหนือ ตอนนั้นแม่ยังเดินได้อยู่ เขาก็ดูสนุกสนานดี แต่อาการจะแย่ลงประมาณ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ตอนนี้ก็เลยค่อนข้างแย่ เมื่อก่อนนี้ตอนเขายังเดินได้ แม่เดินรอบสระน้ำในหมู่บ้านระยะทางสักครึ่งกิโลได้เป็นสิบรอบ หลัง ๆ ลดลงมาเหลือ 5 รอบ และเหลือ 2 รอบ จนเดี๋ยวนี้แม่ให้เราขับรถรอบหมู่บ้านอย่างเดียวพอ ไม่ลงจากรถแล้ว สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นความสามารถของแม่ที่ลดลงไปเรื่อย ๆ 6 เดือนที่ผ่านมา แม่แทบจะไม่ได้ออกจากบ้านเลย หลังจากที่ทำกายภาพบำบัดตอนเช้าเสร็จแล้ว เขาก็จะนั่งเล่นไอแพ็ด ดูข่าว เขาติดละครมาก ถ้า สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ยังไม่จบ จะไม่ยอมออกจากบ้าน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ไม่ต้องชวนไปไหนเลย (หัวเราะ)

ขอถามเรื่องธรรมะบ้างนะครับ ในเมื่อคุณป๊อปโตที่ต่างประเทศ ไม่ทราบว่าได้รับการปลูกฝังเรื่องนี้บ้างไหมครับ

คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างเข้มงวดเรื่องธรรมะมากเลยค่ะ แม่เป็นสาวอยุธยาเต็มตัวที่มุ่งมั่นว่า ชาตินี้ฉันต้องสร้างวัด ต้องสะสมบุญเพื่อชาติหน้า ตอนเด็ก ๆ ที่มิชิแกนยังไม่มีวัด แต่บ้านเราจะรวมตัวกับคนไทยที่นั่นประมาณ 30 – 40 ครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณหมอที่ได้ทุนไปเรียนต่อแล้วมาปฏิบัติธรรมด้วยกันเป็นประจำ นิมนต์พระมาทุกเดือน เดือนนี้มาจำวัดที่บ้านคนไทยคนนี้ เดือนต่อมาไปที่บ้านคนไทยอีกคนหนึ่ง จำได้ว่าเคยนิมนต์ท่านปัญญา นันทภิกขุ มาด้วย แล้วด้วยความที่มีไม่กี่ครอบครัวที่พูดภาษาไทยได้ ส่วนใหญ่จึงเป็นป๊อป เป้ (น้องชาย) แล้วก็อีก 2 – 3 ครอบครัวที่รับหน้าที่แปลความหมายที่พระท่านเทศน์ให้คนไทยที่นั่นฟัง จนกระทั่งช่วงหลังนี่เองถึงได้มีวัดแบบเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งก็ได้แม่นี่แหละเป็นประธานจัดหางบประมาณมาสร้างวัดปากน้ำมิชิแกนขึ้นมา

ส่วนพ่อ ตอนป๊อปอายุ 4 ขวบ เขาเคยไปบวชกับท่านพุทธทาส จำได้ว่าพอกลับมา พ่อเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งเลย จากคนที่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ชอบเที่ยวเตร่ ก็เลิกทุกอย่าง กลายเป็นคนที่ไม่แต่งตัว ไม่เต้นรำ แล้วก็ให้ลูก ๆ สวดมนต์ก่อนนอนตั้งแต่ตอน 6 – 7 ขวบ แล้วก็ให้นั่งสมาธิตอน 8 – 9 ขวบ สวดอะระหังสัมมากันทุกคืน ตอนเด็ก ๆ ป๊อปค่อนข้างดื้อ ไม่อยากทำ นั่งแล้วรำคาญ ถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีก ทำไมต้องมาทำสมาธิตอนนี้ อยากดูการ์ตูนมากกว่า เพิ่งมาเห็นค่าตอนอายุสัก 13 ขวบ ช่วงใกล้สอบ (หัวเราะ) เฮ้ย! แปลก พอนั่งสมาธิก่อนอ่านหนังสือแล้วข้อมูลกลับเข้าสมองได้ดีขึ้น แถมยังนอนหลับลึกได้เร็ว ตื่นเช้ามาก็สดชื่น สมองเราก็สดใสขึ้น การนั่งสมาธิจึงเหมือนกับเราได้ล้างสมอง คล้ายฟองน้ำที่บีบน้ำเก่าออกไปจนหมด ทำให้ดูดซับน้ำได้ดีขึ้น ถือเป็นตัวช่วยที่ทำให้อ่านหนังสือได้ดีขึ้นมาก

 

พอโตขึ้นล่ะครับ ธรรมะช่วยในการใช้ชีวิตได้อย่างไรบ้าง

ช่วยเยอะค่ะ โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องเผชิญปัญหา อย่างช่วงที่แม่ป่วย แรก ๆ ก็ท้อเหมือนกัน เพราะถึงเราจะได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า คนเราต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ถ้าโชคดีก็จะมีวงจรชีวิตครบทั้งหมดนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเครียดว่าทำไมวงจรของแม่ถึงเร็วขนาดนี้ แม่อายุแค่ 60 ต้น ๆ เอง แต่พอมาย้อนคิดดู คุณตากับคุณยายก็เสียตอน 60 กว่า อายุราว ๆ นี้เหมือนกัน ดังนั้นต้องทำใจ แต่สิ่งที่แม่ทำใจลำบากที่สุดคือ ตอนที่รู้ว่าต่อไปอาการจะเป็นอย่างไร…นอกจากแย่ลงเรื่อย ๆ แล้ว ยังไม่มีวิธีรักษาด้วย กว่าจะทำใจจนถึงขั้นยอมรับได้ ต้องผ่านหลายขั้นตอนและใช้เวลานานมาก ๆ

แรก ๆ เริ่มจากแม่รู้สึกว่าไม่เชื่อ ไม่จริง ตามด้วยช่วงที่โทษหมอ โกรธ อึดอัด รำคาญ จะสู้มัน พอสู้เสร็จก็มีการต่อรอง แม่จะพยายามทำบุญใส่บาตร ปล่อยปลา ทำนั่นทำนี่เพื่อต่อรองให้ตัวเองหาย รวมทั้งพยายามรักษาทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะทำพลาสมา แม่ต้องขายที่นา เพื่อจะเอาเงินไปทำทรีตเมนต์ทีละสองแสน แต่ก็ยังไม่หาย บินไปฉีดสเตียรอยด์ที่อเมริกา ก็ปรากฏว่านอกจากจะไม่หายแล้ว ยังตัวบวมอ้วนขึ้นมาอีก สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น จนถึงขั้นซึมเศร้า หลายครั้งที่แม่ตื่นมาร้องไห้แล้วก็เอาแต่คร่ำครวญว่าทำไมต้องเป็นฉัน หรือไม่ก็พยายามเปิดเทปธรรมะของท่าน ว.วชิรเมธี ของอาจารย์กำพลจนลั่นบ้าน เวลานอนเขาก็จะละเมอชกซ้ายป่ายขวาต่อยใครก็ไม่รู้ แล้วก็จะร้องกรี๊ด ๆ ๆ ขึ้นมากลางดึกโดยไม่รู้ตัว คล้ายกับมีหลายสิ่งหลายอย่างอัดแน่นอยู่ในสมองของเขา

ตลอดเวลาที่แม่เป็นอย่างนี้ ป๊อปมองแม่ด้วยความรู้สึกเหมือนเห็นคนกำลังจมน้ำ แล้วช่วยอะไรเขาไม่ได้เลย ซึ่งมันทำให้หัวใจของเราทั้งคู่แตกสลาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ถึงสเต็ปสุดท้าย เราต้องยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ เราเองก็ไม่รู้ว่าควรจะให้แม่มีความหวังต่อไปอีกหรือเปล่า เพราะถึงตอนนี้มันก็ผ่านมาหลายปีแล้ว และโลกของเขาก็จะค่อย ๆ แคบลง ๆ ๆ เหมือนติดอยู่ในคุกของตัวเองเลยก็ว่าได้ ช่วงเป็นใหม่ ๆ เวลาไปไหนที เขาจะหงุดหงิดมาก อย่างป๊อปถามเขาว่า เดี๋ยวไปกินไอติมกันไหม เขาก็จะตะคอก “เธอไม่เห็นหรือว่าฉันพิการอยู่น่ะ ฉันเดินไม่ได้” หรืออย่างเมื่อต้นปี เขางอแง ไม่ชอบแม่บ้านที่จ้างมาดูแล ก็โวยวาย เคยหนีออกจากบ้าน จนเราต้องเอากุญแจไปแอบไว้ข้างบน แต่แม่ก็ยังพยายามจะหากุญแจให้ได้ เราก็ถามว่าจะไปไหนเหรอ เขาก็ตะคอกว่า “ฉันไม่อยู่แล้ว ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกแล้ว” เราก็ต้องพยายามคุยกับเขาดี ๆ ว่า “โอเคจ้ะ ๆ ได้ ๆ” คือ เรารู้อยู่แล้วว่าแม่ค่อนข้างจะเป็นคนอารมณ์แรง แต่ขึ้นเร็วแล้วหายเร็ว ก็ต้องพยายามทำให้เขาใจเย็นลงเสียก่อนแล้วค่อยพูดกัน

 

คุณป๊อปมีวิธีดูแลสภาพจิตใจของคุณแม่อย่างไรครับ
     สิ่งที่แม่เผชิญอยู่ทำให้เขาคิดในทางลบตลอดว่า ที่เป็นอย่างนี้เพราะกรรมของเขา ผิดกับพ่อที่จะเป็นคนที่มองโลกแง่บวกมาก เวลามาเยี่ยม พ่อก็จะพูดกับแม่ทำนองว่า “แค่ครอบครัวเราไม่มีใครมีหนี้มีสิน เท่านี้ก็ถือว่าโชคดีแล้วนะ” ป๊อปเองพยายามคิดในทางบวก แล้วบอกแม่ว่า แม่ไม่ต้องคิดมากนะ การได้ดูแลแม่ก็เหมือนแม่เปิดโอกาสให้หนูได้ทำบุญ เห็นไหมว่าตอนนี้หนูมีงานมากขึ้น มีคนติดต่อให้สอนโยคะ มีงานโฆษณาเข้ามา ทั้งหมดนี้ก็เพราะหนูได้ทำบุญกับแม่ พอได้ยินแบบนี้เขาก็โอเคขึ้น แล้วไม่รู้ว่าเพราะเราไปออกรายการโทรทัศน์กันมาหรือเปล่านะคะ คือ พิธีกรเขาถามในรายการว่า ทุกวันนี้ต้องการอะไรที่สุด ป๊อปก็ตอบไปว่า ตั้งเป้าไว้แค่ว่า อยากทำให้แม่ยิ้มได้ทุกวัน ซึ่งหลังจากออกรายการ เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของแม่อย่างชัดเจนเลย คือ จากที่เป็นคนหงุดหงิด โวยวาย ก็เปลี่ยนไป เริ่มนิ่งลงมาหน่อยนึงแล้วก็พยายามที่จะร่าเริงและยิ้มให้เรา (ยิ้ม)

 

 แต่กว่าจะถึงขั้นนี้ได้ คนที่ดูแลก็ต้องเข้มแข็งมากๆ เลยนะครับ

      คงไม่ใช่ความเข้มแข็งหรือมีอีคิวดีอย่างเดียวหรอกค่ะ แค่ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นให้ได้ก็เท่านั้น บางทีเครียดมาก ก็จะเขียนระบายในสมุดบันทึกเอา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ ก่อนที่เราจะไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำอยู่ เราต้องว่ายน้ำให้เป็นเสียก่อน ไม่ใช่ว่าว่ายน้ำไม่เป็นแล้วไปช่วยคนอื่น การดูแลที่ดีไม่ใช่การทุ่มเทดูแลจนตัวเองไม่เหลืออะไรเลย แต่เราต้องรู้จักรักษาสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรง และต้องมีเวลาให้ตัวเองบ้าง ตอนเช้า ๆ ระหว่างที่แม่ทำกายภาพบำบัด ป๊อปจะขี่มอเตอร์ไซค์ไปเล่นเทนนิส เล่นเสร็จ ขี่ไปซื้อกับข้าวแล้วค่อยกลับมากืนข้าวกับแม่ที่บ้าน หรือไม่ป๊อปก็จะเล่นโยคะ ซึ่งช่วยได้เยอะมากเลย ช่วยได้ทั้งเราแล้วก็ช่วยแม่ด้วย

ตอนนี้ป๊อปเพิ่งเริ่มเปิดคลาสสอนโยคะที่บ้าน เพราะด้วยความที่แม่เป็นอย่างนี้เลยเหมือนถูกบังคับให้อยู่แต่ในหมู่บ้านไปไหนไกลไม่ได้ กลายเป็นว่ามีคนในหมู่บ้านมาเคาะประตูให้สอนที่นี่แทน ทำให้มีคนมาบ้านเราเป็นประจำ แม่เลยไม่เหงา และด้วยความที่เขาเป็นวิศวกรคอยตรวจสอบรถยนต์มาทั้งชีวิต พอได้ดูลูกสอนโยคะ เขาเลยมาจับผิดคนแทน ว่าคนนี้เก่ง คนนั้นขี้โกง ทำขาไม่ตรง แล้วเขาก็จะนั่งหัวเราะอยู่คนเดียว บ้านก็เลยกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง พอได้สอน เราก็มีความสุข แม่มานั่งดูก็แฮ็ปปี้ที่มีคนมาเยี่ยม เพราะจริง ๆ แล้วแม่เป็นคนที่ชอบสังคม ชอบให้คนมาเจ๊าะแจ๊ะกับเขา ตอนอยู่อเมริกา เขาก็มีสังคมที่มั่นคงเหนียวแน่นของเขาอยู่แล้ว แต่พอป่วย ก็ต้องย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย เหมือนเอาปลาออกจากน้ำมาอยู่อีกที่หนึ่ง แม่เลยค่อนข้างเหงา นาน ๆ ทีถึงจะมีคนจากมิชิแกนแวะมาเยี่ยม จนตอนหลังเขามีไอแพ็ด เลยมีทางออกมากขึ้น เขาก็เล่นสไกป์ คุยกับเพื่อน ๆ ที่อยู่อเมริกาบ้าง คุยกับหลวงพี่ที่วัดปากน้ำมิชิแกนบ้าง

 

ถึงวันนี้คุณป๊อปคาดหวังกับอาการของคุณแม่อย่างไรบ้างครับ

ตอนนี้เป้าหมายของชีวิตป๊อปก็คือ การที่ได้เห็นแม่ยิ้มมีความสุข ยิ่งเขาหัวเราะได้เนี่ย ใจมันเบิกบานมากเลยนะ ไม่ได้คิดไกลไปกว่าการทำให้ดีที่สุดในทุก ๆ วัน เพราะไม่มีใครรู้หรอกว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายหรือเปล่า การที่คิดได้แบบนี้ทำให้เราเห็นคุณค่าของช่วงเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียใจทีหลัง ว่าวันที่เขายังอยู่ เราไม่ได้ทำเต็มที่

นอกจากนั้นป๊อปคิดว่า อย่างน้อยการที่แม่ป่วยก็ทำให้เราได้กลับมาสนิทกันมากขึ้น ปมที่เราเคยมีต่อกันก็ลดลงไปเยอะมาก หลังจากห่างกันไปยี่สิบกว่าปี ไม่ว่าจะเป็นปมที่ไม่ใช่ลูกคนโปรดหรือปมที่เป็นลูกคนโต จนกระทั่งได้มาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ตลอดเวลาสองปีกว่าที่แม่ป่วย ทำให้เราได้เข้าใจผู้หญิงคนนี้เพิ่มขึ้นมาก รวมทั้งได้เรียนรู้ว่า ความรักคือการให้อภัยและความเข้าใจ ซึ่งทำให้เราเดินหน้าต่อไปได้

เดินหน้าต่อไปโดยเห็นคุณค่าของเวลาที่เรายังได้อยู่ด้วยกัน

 

ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Secret of Life :::

ป๊อป – อารียา กับความปรารถนาอันสูงสุด…

นิตยสาร Secret ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2556

เรื่อง พีรภัทร โพธิสารัตนะ www.facebook.com/peerapat.secret

ภาพ วรวุฒิ วิชาธร


บทความน่าสนใจ

เพราะรักมากจึงทุกข์มาก ไม่ปล่อยวางจึงไม่หลุดพ้น ข้อคิดตัวอย่างจากผีการะเกด

วิธีค้นหาความสุข ได้ง่ายๆ จากการนับถือตัวเอง

จงปล่อยวาง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะสอนใจ จากพระไพศาล วิสาโล

keyboard_arrow_up