“Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลง” เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ

เบน-ชลาทิศ
เบน-ชลาทิศ

“Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อร้องเพลง” เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ

เบน-ชลาทิศ ตันติวุฒิ นักร้องเสียงดี  เปิดใจเล่าเรื่องราวชีวิตให้ Secret ฟังว่า

“โชคดี” ผมขอเริ่มต้นเรื่องราวชีวิตของผมด้วยคำคำนี้ก็แล้วกันครับ

ผมโชคดีที่รู้ว่า “ชอบร้องเพลง” มาตั้งแต่เด็กๆ นั่นจึงทำให้ผมมุ่งมั่นและฝึกฝนในด้านนี้มาตลอด ทั้งที่ตอนนั้นตัวผมเองก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า “สุดท้ายแล้วจะโชคดีได้ทำในสิ่งที่รักไหม”

ความรักในเสียงดนตรีและการร้องเพลงของผมเริ่มจากครอบครัวครับ เวลามีปาร์ตี้ทีไรครอบครัวของผมจะชอบร้องเพลง เล่นดนตรีเป็นที่สุด พอมาถึงยุคคาราโอเกะเฟื่องฟู บ้านเราก็พลอยฮิตไปกับเขาด้วยนั่นทำให้เด็กชายชลาทิศชอบร้องเพลงไปโดยปริยาย ถึงขนาดว่าเวลาไปโรงเรียนก็อยากจะออกไปยืนร้องเพลงหน้าชั้นเรียนให้เพื่อนๆ ฟัง

คุณแม่เห็นว่าลูกชอบก็สนับสนุนเต็มที่จัดให้ผมขึ้นเวทีประกวดร้องเพลงตั้งแต่อนุบาลเสียเลย แต่ผลที่ได้กลับผิดคาดเพราะพอผมออกมาหน้าเวทีแล้วเห็นคนเป็นร้อยๆ รอดูอยู่ ผมก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น จนคุณครูต้องพาลงจากเวที พี่เลี้ยงก็เข้ามาแซวว่า “น้องเบนไม่เห็นเก่งเลยเอาแต่ยืนเฉยๆ ไม่ยอมร้องเพลง” แทนที่จะรู้สึกอาย แต่ผมกลับรู้สึกว่า

“เออ เราไม่เก่งจริง ๆ ทำไมเราถึงไม่ร้องนะ ถ้าร้องเราต้องได้ที่หนึ่งแน่ๆ เลย”

จากนั้นมาผมก็ลบความอาย ความไม่กล้าทิ้งไป ไม่ว่าโรงเรียนจะจัดประกวดร้องเพลงกี่รายการ ผมก็ลงสมัครหมดนอกจากจะคว้ารางวัลที่หนึ่งมาได้เป็นว่าเล่นแล้ว ผมยัง “มีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลง” อีกด้วย ยิ่งถ้าร้องแล้วมีคนร้องคลอ โบกมือ หรือปรบมือตามไปด้วยผมก็ยิ่งมีความสุข

หลังจบชั้นมัธยมหกผมตัดสินใจบอกคุณแม่ตรงๆ ว่า หลังจากนี้ผมจะไปเล่นดนตรีแทน คงไม่เรียนต่อแล้ว เพราะไม่มีสาขาวิชาไหนที่ผมสนใจเลย คุณแม่คงเป็นห่วงอนาคตผมไม่น้อย ท่านจึงพยายามทำการบ้านอย่างหนักจนพบว่า มีสาขาวิชาขับร้องคลาสสิก วิทยาลัยดุริยางคศิลป์มหาวิทยาลัยมหิดล นี่แหละที่น่าจะ “ตรง” กับผมมากที่สุด!

คำแนะนำของคุณแม่ทำให้ผมเปลี่ยนความคิดทันที แม้จะไม่รู้มาก่อนว่า การขับร้องเพลงคลาสสิกคืออะไรก็ตาม ร้อนถึงคุณแม่ที่ต้องดั้นด้นไปหาอาจารย์มาติวเข้มการขับร้องคลาสสิกที่ถูกต้องให้ผม ผมต้องพยายามท่องเนื้อร้องเพลงภาษาอิตาลี เพลงฝรั่งเศสฝึกแล้วฝึกอีก จนในที่สุดผมก็ร้องได้และสามารถสอบเข้าสาขาวิชานี้สำเร็จ

การเรียนที่นี่ทำให้มุมมองเรื่องการศึกษาของผมเปลี่ยนไป จากเดิมที่ไม่ชอบทำการบ้าน ไม่อยากเรียนวิชาอื่นเลยนอกจากดนตรี แต่พอมาอยู่ในบรรยากาศของคนที่รักดนตรีเหมือนๆ กัน ผมก็พลอยมีความสุขและสนุกกับการเรียนไปด้วย ด้วยเหตุนี้จึงเข้าเรียนทุกวิชาไม่เคย ขาด อาจารย์ให้ท่องให้จำอะไรก็ทำหมด แถมยังชอบมาคณะทุกวัน พอจบเทอมแรกปั๊บ เกรดเฉลี่ยจึงออกมาแตะระดับสามกว่าๆ สูงเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่เรียนหนังสือมา นั่นทำให้ผมรู้เลยว่า

“ถ้าเราได้ทำในสิ่งที่รัก เราก็จะทำได้ดี แล้วก็จะพลอยทำเรื่องอื่นๆ ได้ดีตามไปด้วย”

หลังจากนั้นพอขึ้นปี 2 ผมก็มีโอกาสได้ทำเพลงกับกลุ่มเพื่อนๆ ที่รักดนตรีเหมือนกัน โดยรับหน้าที่เขียนเนื้อร้องและร้องนำ พอส่งเพลงไปยังคลื่นวิทยุแล้วพี่ดีเจเอามาเปิดจริงๆ วินาทีแรกที่ได้ยินผมรู้สึกเลยว่า “ความฝันของผมบรรลุแล้ว” ยิ่งเพลงไต่อันดับขึ้นชาร์ตไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งดีใจ และยิ่งดีใจสุดๆ เมื่อเพลงขึ้นถึงอันดับหนึ่งได้สำเร็จ

ความสำเร็จในวันนั้นเหมือนประตูพาผมก้าวเข้าสู่โลกดนตรี ผมเริ่มรู้จักพูดคุยกับพี่ๆ นักดนตรีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งสัมผัสวงการนี้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมั่นใจว่า “ผมสามารถร้องเพลงเป็นอาชีพ” ได้แน่ ๆ

หลังจากนั้นไม่นาน พี่บอย โกสิยพงษ์ ก็ชวนผมมาร่วมงานกับเบเกอรี่มิวสิกความรู้สึกในวันนั้นบรรยายไม่ถูกจริงๆ ครับ เพราะนอกจากอาชีพนักร้องจะเป็นสิ่งที่ผมฝันมาตลอดชีวิตแล้ว ผมก็ยังจะได้ร่วมงานกับพี่บอย พี่สมเกียรติ พี่สุกี้ ที่ล้วนเป็นไอดอลทางดนตรีของผมทั้งนั้น! มันสุดยอดจริงๆ

แม้ชีวิตการเป็นนักร้องของผมจะเริ่มด้วยการร้องเพลงโฆษณา หรือไม่ก็ไปร้องแจมกับนักร้องท่านอื่นๆ แต่หลายๆ เพลงก็ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทำให้มีโปรเจ็กต์ร่วมกับศิลปินอื่นๆ ตามมาอีก เรียกว่าเป็นช่วงขาขึ้นของผมเลย ขณะเดียวกันอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรกในชีวิตของผมที่ตั้งใจร้องแบบสุดๆ ก็เสร็จแล้ว รอแค่การโปรโมตเท่านั้น แต่แล้วฝันของผมก็สะดุดหยุดลงแค่นั้น เมื่ออยู่ๆ ค่ายเบเกอรี่มิวสิกก็ถูกเทคโอเวอร์…แผนการตลาดทุกอย่างจึงถูกระงับทันที!

ผมทั้งเสียใจทั้งผิดหวังที่ทุกคนทิ้งผมและทิ้งงานของผม โชคยังดีที่ตอนนั้นธุรกิจคอนเสิร์ตในเมืองไทยกำลังเฟื่องฟู ผมจึงถูกดึงไปขึ้นคอนเสิร์ตหรือไม่ก็โชว์ตัวร่วมกับศิลปินอื่นๆ อยู่ตลอด (ต้องขอบคุณมาในที่นี้ด้วยครับ) การที่ยังมีงานทำอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งหล่อเลี้ยงหัวใจผมได้เป็นอย่างดีเพราะนั่นทำให้รู้สึกว่า

“ผมยังมีคุณค่า เพราะผมยังมีที่ยืนในวงการเพลง ยังมีคนต้องการฟังผมร้องเพลง แม้ว่าจะแทบไม่มีใครรู้จักเพลงของผมจริงๆ เลยก็ตาม เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมก็ยังจะร้องเพลงไปเรื่อยๆ ไม่ท้อแน่นอน”

วันหนึ่งโชคชะตาก็พาให้ผมได้กลับมาทำอัลบั้มเดี่ยวอีกเป็นครั้งที่สอง ทุกอย่างกำลังจะเข้าสู่ขั้นตอนโปรโมต (อีกแล้ว) อยู่ๆ ฝันร้ายเดิมๆ ก็ตามมาหลอกหลอนผมอีก เมื่อค่ายเพลงใหม่นี้ถูกเทคโอเวอร์อีกครั้ง! กลายเป็นว่าอัลบั้มเดี่ยวของผม“พัง” ถึงสองครั้งติดๆ ถึงจะเสียใจ แต่ผมก็ไม่นอยด์เท่าครั้งแรก ตัดสินใจทำงานที่มีต่อไปให้ดีที่สุด อะไรจะดีไปกว่าการที่เราได้ทำสิ่งที่รักในทุก ๆ วันไม่มีอีกแล้วไม่ต้องมีเพลงของตัวเองก็ได้

ทุกครั้งที่ผมร้องเพลง ผมจะคิดเสมอว่า ผมอาจไม่ใช่นักร้องดังที่มีคนมารอดูเป็นร้อยๆ แต่ผมก็จะร้องเพลง จะทำโชว์ให้ดีที่สุด ซื่อสัตย์กับคนฟัง เพราะอย่างน้อยถ้ามีคนฟังเพลงที่ผมร้องแล้วรู้สึกมีความสุขเพียงแค่คนเดียว ก็ถือว่าผมประสบความสำเร็จแล้ว

ผมทำงานแบบนี้มาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้แม้เวลาจะล่วงเลยมา 8 – 9 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่กล้าทำอัลบั้มที่สามตามมา จะเรียกว่า “เข็ด” ก็คงไม่ผิดนัก หลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสทำคอนเสิร์ตเดี่ยวเป็นครั้งแรกในชีวิตเสียที (Born To Be Ben ฉันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้!) นั่นหมายความว่า ความฝันสูงสุดในการเป็นนักร้องที่มีมาตั้งแต่เด็กของผมสมบูรณ์แบบแล้ว

ชีวิตต่อจากนี้คือ “กำไร” ฉะนั้นอะไรจะเกิดขึ้นอีก ผมก็ไม่สนใจ

ทุกวันนี้ผมตั้งใจจะร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะร้องไม่ได้จริงๆ เพราะการร้องเพลงคือชีวิตของผม แล้วคุณว่า “ผมโชคดีไหมครับที่ได้ทำในสิ่งที่รัก และได้บรรลุทุกความฝันที่วางไว้”

Secret Box

ผมอาจไม่ได้ร้องเพลงดีที่สุด แต่ทุกครั้งที่จับไมค์ ผมจะ “ซื่อสัตย์” กับหน้าที่ให้มากที่สุด

เบน – ชลาทิศ ตันติวุฒิ

ที่มา: คอลัมน์ Turning Point นิตยสาร Secret

บทความน่าสนใจ

“หนุ่ม กะลา” เปิดหมดใจ จากวันที่ทุกข์ ถึงวันที่ซึ้งในธรรม

บทเรียนชีวิตลูกผู้ชาย ต๊ะ บอยสเก๊าท์ (วินรวีร์ ใหญ่เสมอ) ตอน 1

keyboard_arrow_up