True Story : เมื่อมรสุมเข้ามาปกคลุมชีวิต

มรสุม
มรสุม

เมื่อ มรสุม เข้ามาปกคลุม ชีวิต

ชีวิตของผมเคยผ่าน มรสุม อุปสรรคมากมาย จากไม่มีก้าวไปสู่ความมั่งคั่ง และจากความมั่งคั่งกลับสู่ความไม่มีอีกครั้ง ประสบการณ์ครั้งนี้ให้บทเรียนชีวิตกับผมอย่างมหาศาล

ผมมีพี่น้อง 3 คน มีพี่ชาย พี่สาว และผมเป็นลูกคนเล็ก ผมเกิดที่จังหวัดชลบุรี แต่พ่อแม่เป็นคนจังหวัด  ศรีสะเกษที่ย้ายมารับจ้างเฝ้าสวนมะพร้าวที่นี่

หลังจากคุณพ่อรับจ้างทำสวนมะพร้าวไปได้สักพัก ท่านก็เปลี่ยนอาชีพมาเป็นนักการภารโรงในวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนคุณแม่ขายลูกชิ้นทอด โดยเข็นรถไปขายที่โรงอาหารในวิทยาลัย พวกเราพักอยู่ในบ้านพักพนักงานของวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่ส่งผมเรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วก็ไม่มีเงินส่งผมเรียนต่อ แต่ผมไม่อยากหยุดเรียน จึงเก็บเงินส่งเสียตัวเองด้วยการเดินสายเตะฟุตบอล เพราะผมเป็นนักกีฬาฟุตบอล พอเตะชนะผมก็จะได้เงินรางวัลอยู่เสมอ โชคดีที่ช่วงนั้นค่าเทอมไม่แพงนัก ทำให้ผมมีโอกาสได้เรียนต่อ

ช่วงมัธยมปลายนอกจากเดินสายเตะฟุตบอลเพื่อหารายได้แล้ว ระหว่างปิดภาคเรียนผมไปทำงานพิเศษที่โรงแรม ขายเสื้อฟุตบอลตามตลาดนัด ขายอาหารทะเลกับเพื่อน บางครั้งเพื่อนไม่ได้ให้ค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ให้อาหารทะเลที่เราช่วยขายกลับมากินที่บ้าน

เมื่อจบชั้นมัธยมปลาย ผมเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยไปอยู่กับเพื่อนในห้องเล็กที่มีคนอยู่ถึง 5 คน เพื่อนออกค่าเช่า ส่วนผมเวลากลับบ้านก็จะนำอาหารจากร้านแม่มาฝากเพื่อนๆ ผมเรียนถึงปี 2 รุ่นพี่ที่ทำงานโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี ซึ่งเล่นฟุตบอลด้วยกัน ชวนผมไปทำงาน ตอนนั้นเพื่อนๆ คนอื่นก็เริ่มหางานทำ เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายเยอะ ผมรู้สึกว่าตัวเองคงไม่ประสบความสำเร็จในการเรียน และต้องการหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เพราะพี่ชายรับราชการแต่มีครอบครัวไปแล้ว และมีภาระในครอบครัวมากมาย ส่วนพี่สาวก็ไปช่วยงานในวิทยาลัยที่พ่อทำงานได้เงินเดือนละ 6 พันบาท ผมตัดสินใจเลิกเรียน แล้วไปทำงานเต็มตัว

ผมทำงานโรงงานได้เงินเดือน 7 พันบาท พอทำถึงปีที่ 5 ได้เงินเดือน 9 พันบาท ถ้ารวมโอทีผมได้เดือนละ ประมาณ 13,000 บาท ตอนนั้นขยันมาก ทำโอทีทุกวัน กว่าจะเลิกงานได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง ที่ทำเพราะพ่อเคยฝันอยากมีบ้าน มีรถ ผมต้องการทำความฝันของท่านให้เป็นจริง และในที่สุดผมก็ทำได้ ผมสามารถซื้อรถ ซื้อบ้าน แม้บ้านกำลังสร้างอยู่ ยังไม่ได้พาคุณพ่อย้ายเข้าไป แต่ผมก็ภูมิใจที่ความฝันสำเร็จมาถึงครึ่งทางแล้ว

คลิกเลข 2 ด้านล่างเพื่ออ่านหน้าถัดไป

ในวันที่ผมมีทุกอย่าง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในช่วงที่ผมทำงานเพื่อเก็บเงิน พี่สาวบอกว่า เธอมีหนี้สินทั้งในระบบ นอกระบบและหนี้ที่ยืมคนรู้จักรวมแล้วประมาณเกือบ 2 ล้านบาท

แม้หนี้จำนวนนี้ จะไม่ได้เกิดจากพี่สาวของผมคนเดียว เพราะเพื่อนของพี่ร่วมกันก่อ ทั้งสองคนจึงต้องร่วมกันใช้หนี้ แต่พี่ผมไม่มีเงินเก็บ จึงเหลือแค่ผมที่กลายเป็นเสาหลักต้องมาใช้หนี้แทน ระหว่างนี้ลูกน้องของเจ้าหนี้นอกระบบแวะเวียนมาหาพี่สาวผมทุกวัน จนผมต้องให้พี่ย้ายไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว ผมเครียดมาก เหมือนความฝันที่ผมเพิ่งทำสำเร็จพังลงต่อหน้าต่อตา เพราะต้องนำเงินเก็บที่มีอยู่ รวมถึงต้องขายรถ และเนื่องจากบ้านกำลังสร้างอยู่จึงขอร้องให้เจ้าของโครงการคืนเงินดาวน์บ้านเพื่อนำเงินมาใช้หนี้ ผมก้มกราบเจ้าของโครงการแล้วเล่าปัญหาให้ฟัง ซึ่งโชคดีมากที่เจ้าของโครงการยอมคืนเงินดาวน์ให้ วันที่ผมใช้หนี้ของพี่สาวหมด ผมสูญเสียทุกอย่าง ผมบอกพ่อว่า

“สิ่งที่เสียไป ผมจะนำกลับคืนมาให้พ่อกับแม่ให้ได้”

คุณพ่อไม่พูดอะไรมาก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเห็นน้ำตาของคุณพ่อ และเพียงพยักหน้าตอบรับคำพูดของผมเท่านั้น

หลังจากให้คำมั่นกับพ่อแล้ว ผมคิดแค่ว่า ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อจะมีรถ มีบ้านเหมือนเดิมให้ได้ ผมทำงานหนักขึ้น เริ่มขายของในโรงงานเพิ่มเติม ทั้งข้าวเหนียวหมูปิ้ง ของเล่นเด็ก หนังสือ ใครต้องการอะไรผมสามารถหามาขายให้ได้ตามต้องการ ทุกคนในโรงงาน รู้จักผม ผมเริ่มเก็บเงินได้มากขึ้นเรื่อยๆ ชีวิตเริ่มกลับมาดีอีกครั้งหลังจากเซไปพักใหญ่ๆ

หลังจากนั้นไม่นานแม่ก็ป่วยเป็นโรคเชื้อราในสมอง โชคดีที่พี่ชายรับราชการ เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ มีส่วนต่างที่ต้องออกเงินเองคือค่ายา แต่ก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงพวกเรานัก ช่วงที่แม่ป่วยหนัก คนรู้จักหลายคนบอกว่า แม่อาจไม่รอด เพราะท่านผอมจนหนังหุ้มกระดูก ผิวดำ กินอะไรไม่ได้ ขยับได้เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ผมคิดว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยบวชให้ท่านเลย จึงตัดสินใจลางานแล้วบวช 1 เดือน ไม่น่าเชื่อว่าพอสึกออกมา ก็ทราบข่าวดีว่า แม่อาการดีขึ้นมาก จนหายเป็กปกติ ผู้ใหญ่หลายท่านที่ทราบข่าวเรื่องแม่ พูดกับผมว่า

“แม่เธอไม่น่ารอดนะ ปาฏิหาริย์มากๆ ที่รอดมาได้”

ผมเชื่อว่าการที่ผมตั้งใจบวชครั้งนี้ อาจเป็นอานิสงส์ให้แม่ผมอาการดีขึ้นตามลำดับ

ผมยังคงทำงานโรงงานเหมือนเดิม ช่วงนั้นได้ยินข่าวเรื่องโครงการการเลี้ยงชีพด้วยเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริของพระบาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมสนใจมาก วันหนึ่งเพื่อนคนหนึ่งมีที่ดินทำการเกษตร 25 ไร่ ชวนผมไปทำเกษตรอินทรีย์ไร้สารพิษ ผมสนใจอยู่แล้ว จึงตัดสินใจลาออกจากงาน แล้วก็มาปลูกผักไร้สารพิษขาย ซึ่งทำรายได้ให้ผมและเพื่อนมีรายได้ดีพอสมควรและมีเงินเก็บ ส่วนฤดูที่ผักเก็บไม่ได้ ผมและเพื่อนไปเก็บมะพร้าวขาย ปรากฏว่ารายได้ดีไม่แพ้กัน

จากแค่เก็บมะพร้าว เริ่มนำมะพร้าวในสวนมาทำกะทิสดขายให้พ่อค้า แม่ค้า จากนั้นผมกับเพื่อนก็คิดกันว่าอยากแปรรูปกะทิมาเป็นขนม เลยคิดถึงขนมทองพับ พอลองทำเอาไปให้เพื่อนๆ ชิม กลายเป็นว่าไม่อร่อย แถมคนที่รู้จักบางคนยังทิ้งคำดูถูกให้เจ็บใจเล่นๆ ว่า

“ทำขนมแบบนี้ไม่เห็นอร่อย จะขายได้อย่างไร”

แม่ของเพื่อนที่สนิทที่ทำงานด้วยกันเห็นถึงความพยายาม ท่านแนะนำให้ไปดูการทำขนมทองพับจากคุณป้าท่านหนึ่งซึ่งมีฝีมือในการทำขนมมาก พอมีโอกาสได้ไปดู ผมกลับมาพัฒนาและดัดแปลงเป็นสูตรของตัวเอง เริ่มทำแจกให้ครอบครัว คนใกล้ชิด และเพื่อนๆ ทดลองกิน  ปรากฏว่ามีแต่คนบอกว่าอร่อย ผมเริ่มขายขนมในหมู่บ้านใกล้เคียงและที่พัทยา ซึ่งก็พอจะขายได้บ้าง แต่ข้อเสียที่ผมพบก็คือ ขนมที่ทำจากกะทิมักเสียไว เก็บได้ไม่นาน และบรรจุภัณฑ์เป็นแค่ถุงใสธรรมดา ไม่สะดุดตา ช่วงนั้นมีภาพยนตร์ Top Secret วัยรุ่นพันล้าน เข้าฉาย แล้วผมมีโอกาสได้ดู จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผม เพราะทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมสาหร่ายจึงเก็บได้เป็นปี ทองพับก็ต้องทำได้เช่นกัน

คลิกเลข 3 ด้านล่างเพื่ออ่านหน้าถัดไป

ผมหาข้อมูลที่จะทำให้ทองพับเก็บได้นานมากขึ้นจากอินเทอร์เน็ต รวมทั้งไปพูดคุยน้องคนหนึ่งที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องโภชนาการอาหาร เมื่อมีงานเกี่ยวกับผู้ประกอบการรายย่อยที่เมืองทองธานี ผมจึงไปเดินดูเรื่องการส่งออกสินค้า รวมถึงเรื่องแนวคิดเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ ผมรวบรวมข้อมูลทั้งหมดและทำทองพับภายใต้แบรนด์ ขนมทองพับ ตราทำเพื่อแม่ ออกวางจำหน่าย

ธุรกิจขนมทองพับของผมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ผมและเพื่อนตัดสินใจกู้เงินธนาคารเพื่อขยายธุรกิจ ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้สวย แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นกับผมอีกรอบก่อนจะได้เงินจากธนาคารเพียงสองวัน พ่อโดนรถชนต้องผ่าตัดสมอง และกลายเป็นว่าท่านจำใครไม่ได้แม้แต่คนเดียว

เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ ผมคิดเยอะมาก เพราะพ่อต้องออกจากงานแน่ๆ ซึ่งต้องออกจากบ้านพักเจ้าหน้าที่ของวิทยาลัย ผมจึงคุยกับเพื่อนที่ทำธุรกิจขนมด้วยกัน ว่าผมคงต้องนำเงินที่ได้จากธนาคารไปสร้างบ้านหลังเล็กๆ สักหลังให้พ่อ ส่วนเงินที่เหลือก็นำไปทำโรงงานขนมขนาดเล็ก เพื่อนไม่ได้โกรธอะไร แต่แค่ถอนหุ้นออกไป ไม่ได้ร่วมทำธุรกิจกับผมต่อ และผมได้ให้พี่สาวที่หนีไปกลับมาช่วยคุณแม่ดูแลคุณพ่อ

ระหว่างนี้ธุรกิจขนมของผมยังคงเฟื่องฟู ภายใน 1 เดือน ผมได้เงินเกือบ 1 แสนบาท และยอดขายขนมยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ผมสามารถทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อได้อีกครั้ง ผมมีบ้าน และซื้อรถเพื่อเอาไว้ส่งขนม แม้คุณพ่อจะจำอะไรไม่ได้ แต่ผมก็ภูมิใจที่ทำตามคำพูดได้สำเร็จ

เมื่อรายได้ยังคงดีอย่างต่อเนื่อง ผมใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ซื้อของเข้าบ้าน ไม่ดูแลครอบครัวเท่าที่ควร ผมถือว่า ผมหาเงินมา ให้ครอบครัวตลอด คือผมให้แต่เงิน แต่ไม่ได้ดูแลเรื่องความอบอุ่น ความใกล้ชิดเหมือนเคย อีกทั้งยังไม่รู้จักการให้กับคนรอบๆ ตัว คิดว่าการมีเงินเยอะๆ คือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต

คลิกเลข 4 ด้านล่างเพื่ออ่านหน้าถัดไป

ชีวิตที่กำลังสวยหรูก็ต้องเริ่มสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อเศรษฐกิจเริ่มซบเซา ยิ่งสินค้าของผมไม่ใช่ของจำเป็น แต่จัดอยู่ในประเภทสินค้าฟุ่มเฟือย ยอดขายลดลงจนน่าใจหาย จากที่เคยขายได้วันละหลายพันห่อ เหลือ 800 ห่อ เงินที่เคยเข้ามามากมายกลายเป็นติดลบ แต่ก็ยังโชคดีที่มีรุ่นน้องและเพื่อนที่รู้จักที่เก่งเรื่องการตลาดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาช่วยระดมทุนกอบกู้ธุรกิจของผม ทำให้ผมผ่านช่วงวิกฤตไปได้โดยไม่ต้องขึ้นบัญชีดำของธนาคาร ผมยังทำธุรกิจต่อแต่ยอดขายก็ไม่ทำเงินเหมือนครั้งอดีต รายได้ที่เข้ามาไม่พอกับรายจ่าย ผมต้องทำงานอื่นเสริมเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่เก็บขยะขาย ช่วยรุ่นพี่ขายก๋วยเตี๋ยว รับจ้างรับ-ส่งลูกของเพื่อน ทำอาหารอีสานเดลิเวอรี่ การที่ผมมีงานทำหลายอย่าง เกิดจากการช่วยเหลือของคนรอบตัว ผมเริ่มรู้ซึ้งถึงการให้ของพวกเขา จึงเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่รู้จักให้คนอื่นบ้าง รายได้จากการขายขนมบางส่วน ผมจะแบ่งให้คนไร้บ้าน วินาทีที่เราได้เป็นผู้ให้ มันมีความสุขมากกว่าตอนที่มีเงินไหลเข้ามาหาผมมากมาย

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ผมได้กลับมาดูแลเอาใจใส่ครอบครัวอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ไม่ได้ให้แต่เงินเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา และเมื่อไหร่ที่ผมท้อ ผมจะนึกถึงพ่อแม่เสมอ เพราะท่านทั้งสองเป็นคนที่ทำให้ผมเกิดมาบนโลกใบนี้  นั่นคือกำลังใจที่ทำให้ผมสู้ต่อไป

แม้วันนี้ผมอาจไม่มีเงินทองมากมายเหมือนวันวาน แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ผมจะสู้ให้ถึงที่สุด และผมจะไม่ประมาทกับชีวิตอีกต่อไปแล้ว     


ความคิดเห็นจากพระดร.นิตินัย อุดมกัน วัดป่าเมตตาวนาราม ห้วยไร่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

ความอดทน มุมานะ ขยัน และรู้จักกตัญญูรู้คุณบิดามารดา ถือเป็นคุณสมบัติของผู้ที่เจริญและมีความรู้ ตลอดจนการเป็นผู้ให้ คือการเสียสละ การแบ่งปันเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ เมตตากรุณาต่อกัน สิ่งเหล่านี้ควรเริ่มจากคนใกล้ตัวคือในครอบครัว แล้วจึงเผื่อแผ่ออกไปสู่สังคมกลุ่มคนรอบข้าง เท่านี้สังคมก็น่าอยู่ขึ้นแล้ว

เรื่องนี้บุคคลใดมีความกตัญญูต่อบิดามารดา ย่อมเจริญ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ และสามารถผ่านเรื่องร้ายๆ ต่างๆ ไปได้


เรื่อง: สมชาย เรียบเรียง: อุรัชษฎา ขุนขำ  

ภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี  สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แบบ: อิฐ

แหล่งที่มา : คอลัมน์ True Story นิตยสาร Secret ปี 2559 ฉบับที่ 196 (26 ส.ค. 59) หน้า 38-41

ภาพและบุคคลในภาพจําลองขึ้นตามเหตุการณ์ในเนื้อเรื่อง
Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

           

keyboard_arrow_up