จะสุขหรือทุกข์ คุณเกิดมาเป็นผู้เลือก อาจารย์ ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์

ป๊อบ ฐาวรา
ป๊อบ ฐาวรา

จะสุขหรือทุกข์ คุณเกิดมาเป็นผู้เลือก อาจารย์ ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์

ราวๆ 10 กว่าปีก่อน ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์ เจ้าของนามปากกา ดร.ป๊อบ (Dr.Pop) เคยโด่งดังจากการเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุด “เดอะไวท์โรด (The White Road)” ซึ่งมียอดขายกว่าหมื่นเล่ม และมีผลงานที่สร้างชื่ออีกหลายเล่มตามมาเรื่อยๆ ไม่กี่ปีหลังจากนั้น เขายังมีบทบาทของนักพูด พิธีกร และล่าสุดคืออาจารย์และเทรนเนอร์ด้านจิตวิทยาการสื่อประสาทเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ที่ประสบความสำเร็จพ่วงมาด้วย ทำให้ “ดร.ป๊อบ” หรือ “อาจารย์ป๊อบ” กลายเป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่หลายต่อหลายคนได้อย่างง่ายดาย

ทว่า คงไม่มีใครคาดคิดว่า ครั้งหนึ่งชายที่มากความสามารถและมีพลังอย่างล้นเหลือคนนี้ จะเคยล้มเหลวในความสัมพันธ์อย่างหนัก ถึงขนาดที่ว่าเคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อน

หากตอนนี้คุณคิดว่าตัวเองกำลังมีชีวิตตกต่ำย่ำแย่ หรือทุกข์อย่างถึงที่สุด ซีเคร็ตเชื่อว่าบทสัมภาษณ์นี้จะทำให้มุมมองความคิดบางอย่างของคุณเปลี่ยนไป

ทุกวันนี้อาจารย์ดูเป็นคนที่เข้าใจคนอื่นได้ดีมาก ใครๆ ก็คงไม่คิดว่า อาจารย์จะเคยมีปัญหาชีวิตมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของอาจารย์มีจุดเริ่มต้นมาจากไหนคะ

ตั้งแต่สมัยเด็ก อาจารย์เป็นโรคหอบโดยกรรมพันธุ์ หอบหนักมาก จนชัก ตัวเขียว ชักจนจะกัดลิ้นตาย ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่หนึ่งเดือน ครั้งนั้นหมอลงความเห็นว่า ถ้าชักแบบนี้ อาจจะตายได้ ต้องกินยากันชักติดต่อกันสองปี ทุกหนึ่งทุ่ม สองทุ่ม ไม่ว่าแม่อยู่ที่ไหนของโลกก็ต้องกลับมาป้อนยา แต่ผลของการกินยากันชักติดต่อกันสองปีมันส่งผลต่อสมองเรา ทำให้ต้องแลกมาด้วยโรคสมาธิสั้น โรคนี้มันมีอยู่สองแบบ คือหนึ่ง สมาธิสั้นแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไฮเปอร์แอคทีฟสุดเหวี่ยง อีกแบบคือมีไฮเปอร์แต่ยังรับรู้ได้ ยังสื่อสารได้ เรียนรู้ได้ พัฒนาตัวเองได้ เวลานั้น แม่ต้องเลือกว่า ถ้าไม่กินยา คือตาย ถ้าเลือกจะให้รอด ก็ต้องลุ้นว่าออกมาเป็นแบบไหน

ช่วงแรกอาจารย์เป็นแบบแรก คือเป็นเด็กพูดมาก พูดเรื่อย ควบคุมตัวเองไม่อยู่ วิ่งพล่านไปหมด จนแม่ต้องฝากฝังกับอาจารย์ให้ดูแลเป็นพิเศษ พอขึ้นชั้น ป.หนึ่ง ก็เริ่มฉายแววว่าเราเรียนรู้ไม่เหมือนเด็กทั่วไป คนอื่นเขาฟังทุกอย่างรู้เรื่อง แต่สำหรับเรามันไม่เข้าหัว การรับรู้ไม่เท่าคนอื่น และก็เริ่มประสบปัญหากับการเรียน

พอเป็นอย่างนั้น เราก็รู้สึกได้เลยว่าเราเรียนช้ากว่าเพื่อน ช่วงที่เรียนชั้นประถมเราก็ถามแม่ว่า ทำยังไงดีป๊อบถึงจะเรียนได้เก่งกว่านี้ แม่บอกว่าอ่านเยอะขึ้นไงลูก แม่ก็ให้ซื้อหนังสือการเรียนประถมมาฝึกทำแบบทดสอบ แม่บอกว่าฝึกทำเลยลูก ข้อไหนทำไม่ได้ อ่านเฉลยเลย แล้วหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเฉลยถึงตอบแบบนี้ พอทำแบบนั้นปรากฏเราก็เรียนเก่งขึ้นมาเลย ได้สี่ทุกวิชาตั้งแต่ประถม  จากที่เราเป็นเด็กที่มีแววว่าจะเรียนไม่ได้ กลับสอบเข้าม.หนึ่งโรงเรียนสามเสนได้ คะแนนก็ดีมาตลอด แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าเป็นโรคสมาธิสั้น เพราะไม่มีใครบอกเราเลย

แล้วไม่สงสัยเลยเหรอคะว่า ทำไมคนรอบข้างปฏิบัติกับเราแตกต่างจากคนอื่น

อาจารย์สงสัยว่าทำไมบางทีเราเข้ากับคนไม่ค่อยได้ ทำไมเราฟังคนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แล้วมันเป็นปัญหามาก คือคนพูดอย่างหนึ่ง แต่เราเห็นเป็นล้านฉาก เราเป็นสมาธิสั้นประเภทจินตนาการเวิ่นเว้อ เวลาฟังอะไรนานๆ เราก็หลุดไปอยู่ในจินตนาการ ตอนนั้นคิดว่าคงไม่เป็นอะไรมั้ง เราอาจจะดูหนังเยอะ อ่านการ์ตูนเยอะ ซึ่งบังเอิญนิสัยแบบนี้มันดันไปเอื้อประโยชน์กับชีวิตเยอะมาก มันทำให้เรามีจินตนาการ เขียนอะไรก็ได้ ทำให้เราวาดรูปเก่ง ทำให้เรามีศิลปะ ทำให้เราสามารถเขียนบทละคร เรียงความ มันกลายเป็นประโยชน์ เรารู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่โทษ แต่มันดันเป็นโทษในเรื่องของความสัมพันธ์มาก

ที่บอกว่าเป็นโทษเพราะเราคุยกับเพื่อน เราเข้ากับเพื่อนไม่ได้เลย เราต้องการให้เพื่อนสนใจแต่เรา เราต้องการให้เพื่อนเห็นในสิ่งที่เราจินตนาการ แต่เขาไม่เห็น อย่างเวลาอาจารย์สั่งให้ออกกำลังกาย ด้วยการเต้นแอโรบิค เราก็ดันเห็นภาพแบบเอ็มทีวีมิวสิคอะวอร์ด แล้วก็ชวนเพื่อนมาซ้อม แต่เพื่อนก็ไม่เข้าใจ ไม่ยอมทำตามเรา เราก็เริ่มสงสัยว่า ทำไมเราพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง ทำไมเขาดูเบื่อ ดูรำคาญ ถึงขนาดที่ว่าเพื่อนที่เราสนิทมากตอน ม.ต้น ทิ้งเราไปเลย แล้วก็แบนเราทั้งห้อง มันเป็นแบบนี้มาตลอด วนลูปอยู่แบบนี้จนกระทั่งตอนโต คือไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กับใคร ตอนแรกจะรักกันมาก ดี เฮฮา แต่มาสักพัก เราจะเกิดคำถามว่า ทำไมเขาไม่เห็นอย่างที่เราเห็น ทำไมเขาไม่ทำอย่างที่เราต้องการ แล้วก็เริ่มมีปัญหา เริ่มงอน เริ่มเหวี่ยง เอาแต่ใจ แล้วก็จบแบบเดิมเสมอ ทั้งกับเพื่อน กับแฟน กับพี่น้องที่เรารัก กลุ่มเด็ก ๆ ที่เราสนิทด้วย เป็นอย่างนี้ตลอด

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เคยพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้บ้างไหมคะ

พยายามแก้แล้ว แต่เหมือนมันฝังหนัก ต้องเล่าก่อนว่า ก่อนหน้านี้เคยคิดฆ่าตัวตาย ช่วงอายุ 29 เรารู้สึกว่า เราเสียๆๆ ไม่จบ จิตตกมาก เลยรู้สึกว่า ไม่เอาแล้ว พอแล้ว เขียนจดหมายลา บอกแม่ว่าขอหายไปนะ แม่ไม่ต้องรู้นะว่าป๊อบไปไหน ป๊อบขอพัก แล้วเราก็ปิดมือถือ หนีออกจากบ้านไปเลย เรากำยาไว้ในมือ กะจะฆ่าตัวตายจริงๆ เอาแน่แล้ว แต่พอจะทำมันมีเสียงบางอย่างในใจ บอกให้เปิดมือถือมาดูก่อนไหม มันน่าจะมีอะไรบางอย่างที่ให้สติมึงนะ ก็ลองเปิดมือถือ ปรากฏว่า มีข้อความคนที่รักเราจริงๆ เยอะมากส่งมาเป็นร้อยเลย มีคนที่เราไม่คิดว่าเขาจะแคร์เราเยอะมากรวมอยู่ในนั้น นั่นเป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกว่าชีวิตเรามีค่าจริงๆ ทำอย่างอื่นเถอะ ไปใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้เถอะ ก็เลยกลับมา

ผมตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ คือ ดร.ศิรินทิพย์ เป็นจิตแพทย์ที่ใช้วิธีสะกดจิตบำบัด หมอบอกว่า “ป๊อบอายุ 30 ปีแล้วนะ คุณจะต้องลงทุนอะไรให้ชีวิตบ้างแล้วล่ะ” ผมก็ตอบไปว่า “ผมไม่เห็นต้องลงทุนเลย ผมประสบความสำเร็จเป็นร้อยล้านแล้ว หนังสือผมก็ทำเงินได้” แต่หมอบอกว่า “คุณต้องลงทุน คุณต้องสร้างธุรกิจ หรือสร้างการลงทุนของตัวเอง” ผมเลยบอกหมอไปว่า “ผมไม่อยากยุ่งเรื่องเงิน ผมไม่ชอบ” แต่หมอกลับตอบมาว่า “ใครบอกการลงทุนต้องเป็นเงินล่ะ ลงทุนทางความรู้สิ เอาความรู้ไปหารายได้ เอาความรู้ไปช่วยโลก” ตอนนั้นเองอยู่ๆ คำว่า NLP (จิตวิทยาการสื่อประสาท) มันก็แว๊บมาในความคิดผม เพราะผมชอบจิตวิทยา ผมพยายามหาทางพัฒนาตัวเองเสมอ  ผมตัดสินใจเลยวันนั้น จองคลาสเรียน NLP กับ จอห์น กรินเดอร์ (ผู้ร่วมให้กำเนิดวิชาภาษาสื่อประสาท NLP จากสถาบัน NLP Academy ประเทศอังกฤษ) ซึ่งพอเรียนจบมาแล้ว ชีวิตผมเปลี่ยนไปเลย  แล้วแม่ก็เพิ่งมาบอกตอนจบคลาสนี่แหละว่า เราเป็นโรคสมาธิสั้น สามสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้เลย แต่พอได้รู้ เรากลับไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันเป็นคำสาป กลับรู้สึกว่า ได้ของขวัญนะเนี่ย เรามีชีวิตมหัศจรรย์ขนาดนี้ทั้งๆ ที่มีโรคนะเนี่ย เรามีหนังสือของตัวเองตั้งแต่อายุ 17 เป็นพิธีกร เป็นอาจารย์ทั้งๆ ที่เป็นโรคนี้ ชีวิตมันมหัศจรรย์นะ ผมขอบคุณโรคนี้ที่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้ เพราะถ้าผมไม่สูญเสียคนเหล่านั้น ไม่โดนทอดทิ้ง ไม่โดนทำร้าย ผมจะไม่มีทางตัดสินใจเรียน NLP เลย นี่คือจุดของชีวิตใหม่จริงๆ ชีวิตผมเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ หลังเป็นอาจารย์

ศาสตร์ด้าน NLP พูดถึงความทุกข์ของคนไว้อย่างไรบ้างคะ อธิบายให้ฟังได้ไหมว่า ทำไมคนเราต้องทุกข์

คนเราจะมีอยู่สามประเภท คือ คนเสกทุกข์ คนเสกฝัน กับคนเสกสุข

ประเภทแรก คนเสกทุกข์คือจมกับความทุกข์ ชอบเล่าเรื่องความทุกข์ให้ตัวเองฟัง ฉันโดนทิ้งมา ฉันโดดเดี่ยว ฉันไม่มีใครรัก ฉันเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย สงสารฉันหน่อย เวทนาฉันหน่อย ให้กำลังใจฉันหน่อย ถ้าคุณเล่าเรื่องแบบนี้ให้ตัวเองฟังเรื่อยๆ ต่อไปคุณจะเป็นแบบนั้นแหละ มนุษย์เป็นอย่างที่เราเล่าเรื่องกับตัวเอง คุณเล่าว่าตัวเองเป็นแบบไหน คุณจะเป็นแบบนั้นเลย เพราะจิตใต้สำนึกมันทำงานกับความทรงจำ ความเชื่อ บุคลิก ทัศนคติ ภาษาและอารมณ์ ถ้าคุณพูดอะไรบ่อย มันจะฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกทันที และมันจะทำงานร่วมกับ RAS (Reticular activating system) ซึ่งเป็นเรดาร์ในก้านสมอง มันตอบสนองภาวะตื่นตัว นั่นแปลว่า คุณตื่นตัวอะไรเป็นพิเศษ คุณพูดอะไรกับตัวเองบ่อยเป็นพิเศษ มันจะยิ่งหาทางทำให้คุณเป็นอย่างนั้น เช่น เมื่อคุณพูดบ่อยๆ ว่าคุณเป็นคนโดดเดี่ยว คุณจะมีความทรงจำว่าคุณเป็นคนโดดเดี่ยว คุณจะเริ่มเชื่อว่าคุณโดดเดี่ยวจริงๆ คุณจะมีบุคลิกแบบคนที่โดดเดี่ยว สีหน้า แววตา ท่าทางไปหมด คุณจะมีทัศนคติต่อโลกว่าฉันเป็นคนโดดเดี่ยว เมื่อคุณโดดเดี่ยวมันจะเป็นพลังงานด้านลบ คุณส่งพลังงานด้านลบไปให้โลก โลกยิ่งเหวี่ยงความโดดเดี่ยวมาให้คุณอีกสิบเท่า คุณจะเจอเพลงที่ทำให้คุณโดดเดี่ยวมากขึ้น หนังที่ทำให้คุณโดดเดี่ยวมากขึ้น ละครที่ทำให้คุณโดดเดี่ยวมากขึ้น นั่นเพราะคุณเลือกเอง ชีวิตคุณ คุณเลือกเอง นั่นคือคนเสกทุกข์ เอาอดีตมาทำให้ตัวเองทุกข์

ส่วนคนเสกฝัน คือพวกอยู่กับอนาคต ฝันเฟื่องว่าฉันจะเป็นอย่างนู้นอย่างนั้น ฝันถึงความสุขที่ยังไม่มี และฝันถึงความทุกข์ที่ยังไม่เกิด ตีตนไปก่อนไข้แล้ว เช่น เพิ่งเริ่มคบกับแฟน ก็คิดไปแล้วว่า ฉันต้องอกหักแน่เลย เขาต้องเหมือนคนที่แล้วๆ แน่เลย ก็คุณเล่าเรื่องแต่อย่างนั้นให้ตัวเองฟัง ความทรงจำก็จะทำงาน อ๋อ มึงเคยโดนทิ้งไง อ๋อ มึงเชื่อแบบนี้ใช่มั้ย นี่บุคลิกมึง บุคลิกของคนที่กลัวโดนทิ้งคือขี้งอน เอาแต่ใจ โทรจิก โทรตาม สารพัด ฟุ้งซ่านคิดมาก RAS ก็จะเอาผู้ชายที่จะทำให้คุณโดนทิ้งมาเจอคุณ นี่คือผลของจิตใต้สำนึก มันจะให้คุณเต็มที่ คุณกลัวเรื่องไหนในอดีต มันจะให้คุณเจอแบบนั้น

ส่วนประเภทสุดท้าย คนเสกสุข คือคนที่อยู่กับปัจจุบัน คนที่บอกตัวเองว่าตอนนี้ผมไม่ได้โดนทิ้ง ตอนนี้ผมไม่ได้ล้มเหลว เมื่อคุณอยู่แค่ปัจจุบัน ตรงนี้ มันไม่ทุกข์ มนุษย์ทุกข์เพราะคิด นี่คือหลักคำสอนของศาสนา ยิ่งคิดยิ่งทุกข์ เพราะเมื่อคุณคิด อดีตกับอนาคตจู่โจมคุณทันที แต่เมื่อคุณตระหนักรู้กับปัจจุบัน รู้ตัว รู้ตื่นและเบิกบานกับปัจจุบัน คุณก็ได้สติแล้ว เมื่อได้สติ ไม่ต้องสนหรอกว่าเกิดอะไรขึ้น ผมไม่แคร์ว่าตอนเย็นนี้จะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่สนด้วยว่าอดีตเกิดอะไรขึ้น ผมรู้แค่ว่าตอนนี้ผมคุยกับคุณอยู่ นี่คือการมีสติอยู่กับปัจจุบัน และปัจจุบันจะทำให้คุณสุขที่สุด นี่คือเพื่อนแท้ของคุณ หมั่นพกกระจกที่มีเพื่อนแท้คนนี้ไปตลอดเวลา ให้เขาสำรวจท่าทางวาจากริยา ถ้าจะคุยกับใครแล้วเริ่มใส่อารมณ์แล้ว ยิ้มเลย ถ้าเริ่มเหวี่ยงแล้ว ทำดีเลย ถ้าเริ่มงอนแล้ว เปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย ถ้าคุณทำได้ คุณก็จะอยู่กับปัจจุบันตลอด มันไม่ทุกข์

ส่วนมากคนที่มาเข้าคลาสกับอาจารย์ เขามีความทุกข์แบบไหนกันบ้างคะ

เยอะ ทุกรูปแบบปัญหา ห้องนี้เคยเป็นที่ของผู้หญิงที่ถูกข่มขืน โดยพ่อตัวเองและพ่อแฟนของตัวเอง ในห้องนี้เคยเป็นที่ของผู้หญิงที่ขี้กลัว จนโดนสามีตบมาตลอดสี่ปี ในห้องนี้เคยเป็นห้องของเด็กผู้ชายคนนึงที่หล่อมาก หน้าตาดีมาก แต่ถูกรุมโทรมข่มขืนโดยเพื่อนห้าคน ในห้องนี้เป็นที่ของคนที่มีปัญหาทุกแบบ คนที่ไม่มั่นใจ คนที่พูดไม่ได้ คนที่มีปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเรื่องความฉลาดทางอารมณ์ บางคนโกรธตลอด วีนตลอด เศร้าตลอด ร้องไห้ตลอด บางคนไม่ได้เป็นไบโพล่าร์แล้วนึกว่าตัวเองเป็นไบโพล่าร์ก็มี

พอเราเจอปัญหาหลายอย่าง เราก็พบว่า มนุษย์สามารถจบความทุกข์ได้ในเสี้ยววินาทีจริงๆ เราสุขได้ตลอดเวลา แต่ที่เลือกจะทุกข์เพราะได้ประโยชน์จากความทุกข์นั้น เช่น เวลาวีน เหวี่ยง โมโห คนรอบกายก็จะคอยโอ๋ เวลาซึมเศร้า พ่อแม่ก็คอยปลอบ เขาเรียกคนเหล่านี้ว่า คนมักง่าย คนมักง่ายจะทุกข์ตลอดเวลา พยายามขวนขวายให้คนคอยปลอบ คอยกอด คอยโอ๋ตัวเอง เพราะคุณรักตัวเองไม่เป็น คุณจะเป็นเหยื่อตลอดไป จะทำตัวอมทุกข์ จะอยู่กับความสุขแบบมักง่าย เรียกร้องความสนใจ การช่วยเหลือ กำลังใจ ถ้าคุณเลือกอย่างนี้ก็แพ้ไป อย่าโทษใคร

คลิกเลข 3 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

อย่างนี้แปลว่า อาจารย์ก็ไม่ทุกข์มานานแล้วใช่ไหม

ยังทุกข์ แต่จบได้ คนสุขไม่ใช่คนที่ไม่ทุกข์เลยนะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อเห็นความทุกข์แล้วจบเลย ปล่อยได้ คนที่สุขไม่ใช่เทพเทวดาร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เทพและเทวดาทุกองค์มีความเป็นปีศาจอยู่ในตัว แต่เขาเลือกที่จะคุมปีศาจตัวนั้น ไม่ให้มันแผลงฤทธิ์ออกมา ต่างจากคนที่เป็นปีศาจ ที่ปล่อยปีศาจออกมา แล้วก็โทษโลกนี้ว่า มึงทำให้กูเป็นปีศาจ เพราะกูอยู่กับครอบครัวนี้ไงกูถึงเป็นแบบนี้ เพราะโรงเรียนกูเป็นแบบนี้ไงกูถึงเป็นคนแบบนี้ เพื่อนกูเป็นแบบนี้ไง ประเทศเลยเป็นอย่างนี้ รัฐบาลเลยเป็นอย่างนี้ เศรษฐกิจเลยเป็นอย่างนี้ โทษตัวเองบ้าง คุณทำอะไร คุณต้องรับผิดชอบตัวเองบ้าง ถ้าคุณบอกว่าอยู่โรงเรียนนี้แล้วมันแย่ ทำไมมีเด็กที่เรียนดีอยู่โรงเรียนนี้ได้ คุณทำอะไรถึงยังดีไม่เท่าเขา ถ้าคุณเลือกจะรับผิดชอบตัวเอง คุณจะคุมปีศาจในตัวเองได้ แล้วคุณจะสุขได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้ ก็ยังทุกข์มาก่อน แต่ท่านรู้หนทางแห่งการดับทุกข์ เห็นทุกข์แล้วจบได้

ปัญหาคือหลายคนไม่จำนนต่อความทุกข์ ไม่ยอมรับว่าตัวเองทุกข์ ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา อย่างนั้นก็อยู่ที่เดิมไปแล้วกัน อยู่เป็นเหยื่อต่อไป นอนจมกับกองอุจจาระตัวเอง แล้วก็อุจจาระเพิ่ม แล้วก็คลุกไปเรื่อย แล้วก็บอกตัวเองว่าเหม็นจังเลย แต่ก็ไม่ล้างตัว เชิญเลยครับ ถ้าคุณเลือกแล้ว คุณสนุกกับมัน เชิญ แต่ผมจะไปว่ายในจากุซซี่ของผม ทุกคนมีทางเลือกเสมอ อย่าบอกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก มันง่ายจะตายชีวิตน่ะ

ฟังๆ ดูแล้ว NLP นี่ก็คล้ายกับหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเหมือนกันนะคะ

มันคือการสรุปศาสนาด้วยภาษาที่ง่าย ถ้าคุณเข้าใจ NLP คุณเข้าใจศาสนาอย่างถ่องแท้ หลายคนเข้าวัด ปฏิบัติธรรม ไปเข้าคอร์สธรรมะ แต่ยังทุกข์ ไปปฏิบัติไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ยังด่าชาวบ้านอยู่เลย ยังเอะอะด่าพ่อด่าแม่ของตัวเองอยู่เลย ยังดราม่าบนเฟซบุ๊ก ยังนินทาคนอื่นอยู่เลย นั่นไม่ใช่ธรรมะ คุณจะด่าได้ก็ต่อเมื่อคุณด่าเพราะสอน ถ้าคุณด่าเพื่อให้เขาได้ดี นั่นไม่เรียกว่าด่า นั่นคือสอน แต่ถ้าคุณด่ากันเพื่อสะใจ นั่นไม่ใช่บุญ

คนเราเข้าใจคำว่า “บุญ” ผิด หลายคนเข้าใจว่าแค่ฉันนำเงินไปทำบุญ ฉันได้บุญ แต่คุณยังว่าคนอื่น ทำร้ายตัวเอง ไม่ตั้งใจทำงาน คุณทำบาปตัวเอง แล้วจะได้บุญได้ยังไง ไม่ได้ คุณสามารถทำบุญโดยไม่ต้องไปวัดก็ได้ แค่พูดดี คิดดีทำดี พัฒนาตัวเองดีๆ ทำเพื่อพ่อแม่ ทำดีเพื่อโลกในแบบของคุณ ไปให้ทาน ไปปลูกต้นไม้ ไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม ไปช่วยคนน้ำท่วม นี่คือโคตรบุญ เป็นมหากุศลมาก

อาจารย์มีกฎข้อไหนที่เป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จไหมคะ

ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ผมแนะนำกฎข้อหนึ่ง ยุ่งเรื่องตัวเองเยอะๆ เลิกยุ่งเรื่องชาวบ้านซะ ความสุขของมนุษย์มีแปดด้านให้คุณต้องยุ่ง ความรัก รักตัวเอง รักคนรัก ความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ การงาน การเงิน สุขภาพ การพัฒนาตัวเอง การพักผ่อน การให้ คือการมอบโอกาส จิตวิญญาณ คือการพัฒนาอารมณ์ จิตใจ พลังใจ ตั้งแปดด้านแหนะที่ต้องยุ่ง ทำไมเอาเวลาว่างไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ทำไมยังมีเวลาว่างดราม่า ถ้าคุณยุ่งกับเรื่องตัวเองจริงๆ คุณไม่มีเวลาดราม่าบนเฟซบุ๊กหรอก เพราะคนที่ยุ่งกับเรื่องตัวเองจริงๆ มันต้องทำให้ตัวเองดีเสมอ ไปเรียนมากขึ้น ไปอ่านหนังสือมากขึ้น อยากสัมมนาที่ไหน ไป อยากเข้าคอร์สที่ไหน ไป อยากอ่านอะไรไปซื้อ อ่านแล้วทำ คนพวกนี้จะอยู่กับการอ่าน เรียน ทำ ส่วนคนที่ไม่ยุ่งกับตัวเองจะตกเป็นเหยื่อ สนใจกูหน่อยสิ ดราม่า คอมเมนต์ปลอบใจกูหน่อย ไลค์กูเร็ว วันเกิดกูแล้วอวยพรกูหน่อยเร็ว ถ้าชีวิตคุณยังอยู่กับการเป็นศูนย์กลางจักรวาล คือการต้องการความรัก ความเห็นใจ กำลังใจจากผู้อื่น คุณจะทุกข์ตลอดไป ทุกข์อย่างไร้ขีดจำกัด

แต่ถ้าอยากสุขอย่างไร้ขีดจำกัด เปลี่ยนมาเป็นผู้ให้ ให้รักกับโลกนี้ ให้กำลังใจ ให้การช่วยเหลือ ให้อย่างไร้ขีดจำกัด คุณจะให้อย่างไร้ขีดจำกัดได้ คุณก็ต้องมีอย่างไร้ขีดจำกัด เงินถ้ามี มันมีจำกัดนะ แต่ความรู้ ถ้ามีมันไร้ขีดจำกัด รู้ให้เยอะสิ แล้วเอาไปใช้ เอาไปช่วย เมื่อคุณให้อย่างไร้ขีดจำกัด นั่นคือคุณโคตรเต็ม คุณจะไม่เป็นศูนย์กลางจักรวาล แต่คุณจะเป็นจักรวาลเอง นี่คือคำว่าจักรวาลที่แท้จริง ไม่ใช่จักรวาลที่มองเห็นด้วยตา จักรวาลที่แท้จริงอยู่ในใจ ร่างกายของเราเป็นที่สถิตของเซลล์ล้านๆ ทุกเซลล์เปล่งประจุไฟฟ้าได้ เมื่อรวมกันแล้วผ่านเครื่องมือที่ถูกต้อง เราให้กำเนิดแสงสว่างได้ แปลว่าล้านๆ เซลล์ในร่างกายถักทอกัน เกิดเป็นจักรวาลอยู่แล้ว ดึงพลังจักรวาลจากภายในส่งให้โลกนี้ซะ คุณจะสุขได้มากขึ้น

ถ้าคุณโฟกัสกับการให้ คือ ให้ตัวเองให้สุด แล้วให้คนอื่นซะ คุณจะสุข

หากคุณอยากเลิกทุกข์ อยากพัฒนาตัวเอง สามารถอ่านเทคนิคดีๆ ได้จากหนังสือ ”ไปใช้ชีวิตซะ”  หนังสือด้านพัฒนาตัวเองด้วยจิตวิทยาการสื่อประสาท หรือ NLP (Neuro-Linguistic Programming) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ทางด้านจิตวิทยาที่ใช้ปลดล๊อคศักยภาพที่ซ่อนเร้นจากจิตใต้สำนึก โดย อาจารย์ ป๊อบ ฐาวรา  สำนักพิมพ์ Amarin How-to

เรื่อง นุ่ม ภาพ ศรายุธ นกแก้ว

keyboard_arrow_up