การจากลาครั้งสุดท้ายของน้องชาย เรื่องจริงที่แสนเจ็บปวดเเละยากเกินอภัย

ช่างเป็นเรื่องที่ทำใจลำบาก และ ยากเกินอภัย เรื่องมีอยู่ว่าฉันมีน้องชายที่น่ารักอยู่คนหนึ่งซึ่งฉันเลี้ยงมากับมือตั้งแต่เล็ก ชื่อ “ตุ้ย” เราสองคนรักกันมากแม้ว่าจะเป็นพี่น้องคนละแม่กันก็ตาม…

ตอนที่เขายังเล็ก ฉันมักจะแบกเขาขึ้นหลัง แล้วใช้ผ้ามัดไว้กันน้องตก ฉันไปไหนก็จะเอาน้องไปด้วย แม้ว่าต้องเดินทางไกล ผ้าจะขูดผิวจนผื่นแดงขึ้น ฉันก็ไม่เคยทิ้งน้องให้ต้องลงมาเดินบนพื้นดิน

ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตุ้ยเป็นโรคหัวใจรั่วมาตั้งแต่เกิดร่างกายของเขาไม่ค่อยแข็งแรง ฉันจึงต้องดูแลเขาอย่างทะนุถนอมอีกส่วนอาจเป็นเพราะตัวฉันไม่มีความสำคัญกับใครเลยนอกจากตุ้ย พ่อมีภรรยาเยอะแยะไปหมด  แม่ที่แท้จริงก็ทิ้งฉันไป แม่เลี้ยงซึ่งเป็นแม่ของตุ้ย  ฉันก็ไม่ใคร่จะสนิทนักตุ้ยเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มองเห็น “คุณค่า” ของฉัน

เพราะเหตุนี้ฉันจึงรักตุ้ยที่สุด รักอย่างที่ไม่มีอะไรเทียบได้ เวลาผ่านไปหลายปี ตุ้ยเติบโตขึ้น เป็นเด็กดี ไม่เคยออกนอกบ้านไปเที่ยวเตร่ กินเหล้า หรือสูบบุหรี่ ฉันและแม่เลี้ยงภูมิใจในตัวตุ้ยมาก ฉันเชื่อว่าหากพ่อยังมีชีวิตอยู่ก็คงภูมิใจในตัวตุ้ยไม่แพ้กัน…เราสามคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

จนกระทั่งวันหนึ่งตุ้ยแต่งงานไป และน้องสะใภ้ก้าวเข้ามาความสุขที่เคยก็มีเริ่มจางหาย…

น้องสะใภ้คนนี้มีฐานะดีกว่าเรามาก ครั้งใดที่มาบ้านเราเธอจะไม่ยอมใช้จานข้าวหรือแก้วน้ำร่วมกับใคร ไม่ยอมกินอาหารที่แม่สามีทำเพราะเห็นว่ากระทะไม่สะอาดพอ…นั่งพื้นกระดานไม่ได้ สุนัขในบ้านก็ต้องจับไปขังให้เรียบร้อย เพราะเธอไม่ชอบกลิ่นสุนัข ทุกครั้งที่เธอมา ทั้งบ้านจึงวุ่นวายกันไปหมด

ฉันพยายามช่วยให้น้องมีทุกอย่างทัดเทียมกับภรรยา เมื่อน้องชายอยากขับแท็กซี่ ฉันก็ซื้อรถแท็กซี่ให้เขาคันหนึ่งเพื่อเขาจะได้มีรายได้พิเศษไปเลี้ยงภรรยาให้อยู่สบายขึ้น

วันหนึ่งตุ้ยชวนฉันย้ายไปอยู่ใกล้ ๆ กับเขา ฉันจึงสร้างบ้านใหม่ไม่ไกลจากบ้านน้องมากนัก โดยมีบ้านญาติของน้องสะใภ้อยู่รายรอบ แรก ๆ ก็ดูเหมือนจะดี แต่พอนาน ๆ ไป ญาติของน้องสะใภ้ก็เริ่มหาเรื่องนินทาคนในบ้านว่าลูกของฉันไม่มีสัมมาคารวะบ้างละ แม่เลี้ยงคุยกับคนอื่นเยอะไปบ้างละ น้องสาวของฉันให้ผู้ชายพามาส่งบ้านบ้างละ ไล่ไปจนถึงเรื่องหมาเห่าเสียงดัง…

ตุ้ยกับฉันเริ่มขัดใจกันบ่อยครั้งเข้า ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจอพยพครอบครัวออกมาเช่าอพาร์ตเมนต์อยู่แทน…หลังจากนั้นไม่นาน ตุ้ยก็แวะไปหาแม่ในช่วงที่ฉันไปสอนหนังสือที่โรงเรียนแล้วถามว่า “แม่อยู่นี่สบายดีไหม” พอแม่ตอบว่าสบายดีตุ้ยก็ยิ้มกว้าง “อย่างนั้นตุ้ยก็ไม่ต้องห่วงแม่แล้วนะ” พูดจบเขาก็นั่งพับเพียบพร้อมกับกราบลงบนตักแม่

ก่อนกลับ ตุ้ยขออนุญาตขึ้นไปนอนบนเตียงของฉัน แม้จะรู้ดีว่าฉันไม่ค่อยชอบให้ใครมายุ่มย่ามกับเตียงนอน เพราะกลัวจะเลอะเทอะ แต่วันนั้นไม่ทราบเขานึกอะไรขึ้นมา

บางทีเขาอาจต้องการบอกลาฉันเป็นครั้งสุดท้ายกระมัง!

ผ่านไปไม่กี่วัน ฉันนัดตุ้ยให้มารับเงินก้อนหนึ่งที่บ้านแต่รอแล้วรอเล่าเขาก็ยังไม่มา ฉันนั่งทำงานรอไปเรื่อย ๆ พลางนึกว่า “เดี๋ยวดึก ๆ ค่อยโทร.ไปตามก็แล้วกัน” เวลาผ่านไปจนค่ำ จู่ ๆ ฉันเกิดฉุกใจคิดถึงน้องขึ้นมาอย่างประหลาด แต่ก็บอกกับตัวเองว่า “สงสัยตุ้ยคงอยู่บ้านเมียละมั้ง…เดี๋ยวคงโทร.มาเองแหละ” คิดแล้วฉันก็ผล็อยหลับไปบนโต๊ะทำงานนั่นเอง

วันต่อมา ขณะที่ฉันกำลังเดินเข้าโรงเรียน เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น…

“พี่…ตุ้ยตายแล้ว” น้องสะใภ้บอกฉันด้วยน้ำเสียงปกติแต่ฉันฟังแล้วแทบล้มทั้งยืน น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว…ฉันรีบลางาน ก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ก้าวเข้าประตูบ้าน ฉันก็แทบช็อก เมื่อเห็นภาพน้องชายผูกคอตายอยู่ตรงหน้า!!…ฉันรีบวิ่งฝ่ากลุ่มตำรวจเข้าไปกอดร่างน้องที่ห้อยอยู่กับขื่อ ก่อนจะเดินวนหาเก้าอี้เหมือนคนบ้าฉันพยายามปีนเก้าอี้ขึ้นไปเพื่อช่วยน้อง วินาทีนั้นฉันยังมีความหวังว่าลมหายใจสุดท้ายของเขาจะยังไม่ขาดห้วงลง ตำรวจหลายนายดึงแขนฉันไว้แล้วลากฉันออกไป ฉันกรีดร้องทั้ง ๆ ที่น้ำตานองหน้า สะบัดแขนสุดแรงเพื่อให้หลุดพ้นจากการเกาะกุม

ช่วงเวลานั้นฉันควบคุมสติไม่อยู่แล้ว  พอหลุดมาได้  ฉันก็วิ่งมากอดร่างน้องอีกครั้ง  เนื้อตัวเขายังคงอุ่น  หน้าตาดูสงบ  มือไม้ก็ยังนิ่ม ไม่ซีดขาว ร่างกายก็ยังไม่แข็งเกร็ง ไม่มีอาการลิ้นจุกปากหรือตาถลน…ดูราวกับว่าเขาแค่นอนหลับไปเท่านั้น

เวลานั้นทั้งน้องสะใภ้และญาติที่อยู่ใกล้ ๆ พากันมายืนออด้วยท่าทางรังเกียจและหวาดกลัวตุ้ยอยู่หน้าบ้าน ไม่มีใครเข้าไปช่วยเอาตุ้ยลงจากขื่อเลยสักคน

“ทำไมเลวอย่างนี้…พวกเธอทำอะไรน้องฉัน…ทำไมไม่เอาเขาลงมา ปล่อยให้เขาอยู่แบบนี้เป็นชั่วโมงได้ยังไง” ฉันตะโกนว่าเสียงดังเหมือนคนเสียสติ ใจนึกสาปแช่งคนพวกนี้ให้ตายตกตามตุ้ยไป

ลูกชายของฉันเองก็โกรธคนพวกนั้น เขาเอาโทรศัพท์ของตุ้ยมาให้ฉันดู ในกล่องข้อความมีแต่คำว่า “ที่รักลาก่อน” เป็นสิบ ๆ ข้อความ หลานชายของน้องสะใภ้มากระซิบเล่าให้ฉันฟังภายหลังว่า “น้าตุ้ยทะเลาะกับเมีย เมื่อวานญาติทุกคนรุมด่าน้าตุ้ยกันหมด…น้าตุ้ยเลยขับมอเตอร์ไซค์ตากฝนมาบ้านนี้” …อย่างนี้เอง…ตุ้ยคงน้อยใจมาก เรื่องเศร้าสลดแบบนี้จึงเกิดขึ้น

ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงทำกับน้องฉันแบบนี้  ตุ้ยดีกับทุกคนมาตลอด ญาติเขาจะไปไหนมาไหน ตุ้ยก็ขับรถไปส่งให้ ญาติคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็ง ตุ้ยก็พาไปโรงพยาบาลทุกครั้ง ไม่เคยรังเกียจ แล้วทำไมพวกเขาถึงจงเกลียดจงชังน้องชายฉันนักหนา ฉันไม่เชื่อว่าน้องจะฆ่าตัวตาย เพราะตุ้ยเคยบอกฉันเสมอว่า คนฆ่าตัวตายคือคนบ้า ถ้าไม่ทุกข์ใจแสนสาหัสจริง ๆ เขาคงไม่ทำแบบนี้

หลังจากเจ้าหน้าที่นิติเวชชันสูตรศพแล้ว ฉันก็จัดงานศพให้ตุ้ยอย่างดีที่สุด โดยที่น้องสะใภ้ไม่เคยแม้แต่จะชำเลืองมองสามีของเธอ อย่าว่าแต่จะเข้าไปบอกลาเขาใกล้ ๆ เลย แม้น้ำตาสักหยดฉันก็ไม่เคยเห็น และยังไม่ทันจะจบงานศพน้องสะใภ้ก็จัดแจงขายแท็กซี่ซึ่งเป็นชื่อของฉันไป ก่อนจะถามว่า “บ้านกับรถอีกคันจะขายเลยไหม บ้านพี่ พี่ขายให้หนูราคา 50,000 ก็แล้วกัน หนูจะซื้อต่อ…” ฉันได้แต่มองหน้าผู้หญิงใจร้ายโลภมากคนนี้ด้วยความคั่งแค้นใจเพื่อนของน้องชายคนหนึ่งเล่าให้ฉันฟังว่า “ตุ้ยมันน่าสงสาร โดนใช้ตลอด บางทีคุย ๆ กันอยู่ก็บอกว่า เฮ้ย! กูต้องรีบกลับไปซักผ้าให้เมีย”

วันที่เขาเปิดโลงให้ฉันได้ดูหน้าน้องเป็นครั้งสุดท้าย ฉันลูบผมน้องเบา ๆ ด้วยความอาลัย ญาติฝ่ายน้องสะใภ้พยายามเอาแว่นตาดำมาใส่ให้ตุ้ยด้วยท่าทีรังเกียจ ฉันกระชากแว่นตาออกแล้วบอกกับร่างไร้วิญญาณของตุ้ยว่า

“ใครทำอะไรไว้ก็มองให้เต็มตา ดูซะว่าเขาทำกับตุ้ยยังไง…ตอนตุ้ยมีชีวิตอยู่ ตุ้ยดีกับเขา แต่วันนี้เขาเป็นยังไงก็ดูเอาเถอะ” ทุกคนที่ได้ยินต่างทำหน้าหวาดกลัว ฉันเองได้แต่นึกเข่นเขี้ยวอยู่ในใจว่า…ถ้าไม่ได้ทำผิดอะไร จะกลัวทำไม

หลังจบงานศพ ฉันเอาอาหารไปวางไว้ตรงที่ที่ตุ้ยชอบนั่งพร้อมกับจุดธูปบอกกับน้องเสียงดังว่า…

“ใครทำอะไรกับน้องฉันไว้ ใครให้ร้ายน้องฉัน ฉันขอแช่งให้มันอยู่ไม่ได้ ต้องตายตกตามตุ้ยไปทุกคน”

วันหนึ่งฉันได้ข่าวว่าญาติของน้องสะใภ้จะนิมนต์พระมาไล่วิญญาณออกจากบ้าน ฉันจึงนำรูปของตุ้ยไปวางไว้ในห้องส่วนตัวของฉัน พร้อมกับพูดกับน้องว่า “อยู่ห้องนี้นะตุ้ย…จะไม่มีใครมาทำอะไรน้องได้”

การสูญเสียน้องชายเปลี่ยนฉันจากคนที่เคยสนุกสนานให้กลายเป็นคนอมทุกข์ ฉันไปโรงเรียนด้วยดวงตาแดงช้ำเพราะร้องไห้ทุกวัน เมื่อมีคนถามถึงตุ้ยก็เหมือนมาสะกิดแผลในใจฉัน หลายคนหาว่าฉันบ้า…บางคนถามว่าทำไมฉันถึงไม่ปล่อยวางฉันอยากตอบกลับไปว่า ฉันพยายามแล้ว…พยายามแล้วจริง ๆ แต่ฉันทำไม่ได้!

การบอกข่าวร้ายกับแม่เป็นความหนักใจอย่างที่สุด แม้งานศพจะผ่านพ้นไป ฉันก็ยังไม่กล้าบอกแม่ว่าตุ้ยจากไปแล้ว เพราะแม่รักตุ้ยมาก ฉันบอกแม่เพียงว่า ตุ้ยไปทำงานต่างประเทศช่วงแรก ๆ ก็พอหลอกแม่ได้ แต่นาน ๆ เข้าแม่เริ่มจับสังเกตได้เพราะเห็นฉันร้องไห้ตลอด ฉันจึงต้องบอกความจริงและนำรูปตุ้ยมาวางเคียงข้างรูปพ่อ

เวลาอยู่กับฉัน แม่มักทำตัวเป็นปกติเพื่อไม่ให้ฉันเป็นห่วงแต่พอฉันออกไปทำงาน  แม่ก็จะนั่งมองรูปลูกชายแล้วน้ำตาไหลอยู่คนเดียวเสมอ…ฉันคิดว่าแม่คงตรอมใจ  เพราะหลังจากน้องจากไปไม่ถึงหกเดือน แม่ก็เริ่มป่วย  เรียกหาแต่ตุ้ย

“แม่ไม่ไหวแล้ว แม่ไม่อยากอยู่อีกต่อไปแล้ว แม่คิดถึงตุ้ยจะไปอยู่กับตุ้ย”

และเพียงไม่นาน แม่ก็จากไปอีกคน ทิ้งฉันไว้คนเดียวฉันได้แต่นั่งมองรูปของคนที่รักทั้งสามคน พ่อ แม่ และตุ้ยที่อยู่เคียงข้างกันบนหิ้งทุกวัน แล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นมาทุกครั้ง…ฉันเฝ้าถามทั้งสามคนเสมอ ๆ ว่า

“เมื่อไรฉันจะได้ไปอยู่กับพวกเขา…ช่วยมารับฉันไปอยู่ด้วยที”

จนถึงวันนี้ฉันก็ไม่เคยย่างกรายเข้าไปที่บ้านหลังนั้นอีกเลยเพราะเข้าไปครั้งใด ภาพที่ตุ้ยแขวนคอกับขื่อก็ยังคงแจ่มชัดทุกครั้ง ฉันไม่ได้กลัว แต่เสียใจและคิดถึงน้องจนไม่อาจทนอยู่ในบ้านหลังนั้นได้

นานนับปีกว่าฉันจะหยุดร้องไห้ได้เวลามีใครพูดถึงตุ้ยแต่กระนั้น ทุกครั้งที่นึกถึงเขา น้ำตาก็ยังรื้นขึ้นมาเสมอ

สำหรับคนที่ฉันเคยสาปแช่งไว้ ฉันได้ยินมาว่าญาติฝ่ายน้องสะใภ้หลายคนป่วยมาก ตัวน้องสะใภ้เองก็เป็นไทรอยด์ตัวซูบผอม ผมร่วงเกือบหมดศีรษะ

ทุกวันนี้ฉันคลายความโกรธแค้นที่มีต่ออดีตภรรยาของน้องชายและญาติ ๆ ของเธอลงแล้ว ฉันคิดว่า ใครทำกรรมอะไรไว้ ก็คงหนีกรรมของตัวเองไปไม่พ้น

ความตายของตุ้ยส่งผลให้ฉันเริ่มกินเจ สวดมนต์ และปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอ ฉันเคยได้ยินพระท่านบอกว่าการฆ่าตัวตายเป็นกรรมหนัก ดังนั้นหากบุญกุศลนี้จะช่วยน้องได้ ฉันก็ยินดีทำ

…หลับให้สบายนะน้องรัก พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้วิญญาณของน้องไปสู่สุคติ…


พระไพศาล วิสาโล

การที่ “ครูเจ” ผู้เป็นเจ้าของเรื่องนี้คลายความโกรธแค้นต่อภรรยาของน้องชายและญาติ ๆ ของเธอนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อาตมาขออนุโมทนาด้วย เพราะความโกรธแค้นนั้นมีแต่จะเผาลนจิตใจ ทำให้มีความทุกข์ยิ่งขึ้น ลำพังการสูญเสียน้องชายก็ทำให้ทุกข์มากพอแล้ว จึงไม่ควรซ้ำเติมตนเองด้วยการเก็บความโกรธเอาไว้ อันที่จริงยิ่งครูเจมีความโกรธมากเท่าไร ก็ยิ่งทำใจได้ยากกับการจากไปของน้องชายมากเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจให้ถูกต้องก็คือ การฆ่าตัวตายนั้นมิใช่ “กรรมหนัก” กรรมหนักหรือครุกรรมฝ่ายอกุศลนั้น ได้แก่ อนันตริยกรรม 5 คือ ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ทำร้ายพระพุทธเจ้า และทำให้สงฆ์แตกแยก จริงอยู่การฆ่าตัวตายนั้นเป็นบาป กล่าวคือเกิดจากจิตที่เป็นอกุศล แต่ก็ยังบาปน้อยกว่าการฆ่าผู้อื่น…อย่างไรก็ตาม การที่ครูเจหมั่นทำบุญสร้างกุศล เช่น กินเจ  สวดมนต์ และปฏิบัติธรรมเพื่ออุทิศส่วนบุญให้แก่น้องชายนั้น เป็นสิ่งที่ควรแก่การอนุโมทนาเช่นกัน จากที่เล่ามา น้องชายเป็นคนที่ใฝ่ดี ไม่ประพฤติตนในทางชั่ว บุญที่ได้บำเพ็ญเหล่านี้ย่อมอำนวยอวยผลให้เขาไปสู่สุคติในที่สุด


เรื่อง : คุณสุกาญจนา  ไทยวัฒนา  หรือครูเจ (เจ้าของเรื่อง“ลาก่อน…น้องรักของพี่”)

เรียบเรียง : ณัฐนภ ตระกลธนภาส

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up