อยากจะสุขแบบ คริส หอวัง …ต้องคิดแบบบวกๆ

คริส หอวัง
คริส หอวัง

อยากจะสุขแบบ คริส หอวัง …ต้องคิดแบบบวกๆ

“ความรู้สึก”  คงเป็นสิ่งเดียวในโลกที่ไม่มีขอบเขตหรืออยู่ในความควบคุมของใคร นอกเสียจากตัวเราเองเท่านั้นที่จะกำหนดว่า  “แค่ไหนถึงจะสุข  หรือเศร้าแค่ไหนถึงจะพอ” คริส หอวัง หรือ คริส  –  ศิริน  หอวัง  เป็นนักแสดงสาวฉายาหมวยอินเตอร์หรือสาวหมวยร้อยล้าน  ที่แจ้งเกิดอย่างสง่างามจากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง  รถไฟฟ้ามาหานะเธอ  ภาพยนตร์ซึ่งทำรายได้สูงสุดของปี  2552

คริสอธิบายถึงความสุขในแบบของเธอว่า  เป็นความสุขง่ายๆ  ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบัน  เช่น  ดูทีวี  เล่นกับน้องหมาหรือทำอะไรก็ได้  แต่ขอให้อธิบายถึงความสุขในแบบของเธอว่า  เป็นความสุขง่ายๆ  ที่เน้นการอยู่กับปัจจุบัน วันนี้เรา  “ได้ทำ”  ก็พอ  เพราะโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน  วันนี้เป็นอย่างนี้  แต่พรุ่งนี้อาจจะไม่มีอะไรเหมือนวันนี้เลยก็ได้  ถ้ามีโอกาสเข้ามาก็ขอให้รีบคว้า  รีบทำก่อนเลย

นอกจากนี้คริสยังเชื่อในเรื่องการคิดบวก  เพราะไม่ว่าจะต้องเจอกับอะไร  ถ้าเรามองทุกอย่างในทางที่ดี  เราก็จะสามารถ“ตั้งรับ”  กับสิ่งนั้นได้  และ  “มีความสุข”  กับมันได้ไม่ยาก

ยิ่งแข่งยิ่งแพ้…แข่งกับตัวเองดีที่สุด

คริสเริ่มเรียนบัลเลต์ตั้งแต่  5  ขวบ  เพราะได้แรงบันดาลใจจากการดูภาพยนตร์เรื่อง  Flashdance  พอเรียนไปสักพัก คริสเกิดทำคะแนนได้ดี  ได้ที่  1  อยู่บ่อยๆ  เด็ก  5  ขวบอย่างคริสจึงเริ่มรู้สึก  (ไปเอง)  ว่า  “ฉันเก่ง”

แค่นั้นยังไม่พอ  คริสยังรู้สึกว่าจะมีใครเก่งกว่าไม่ได้  เราต้องเป็นที่  1  เท่านั้น    ที่  2  ที่  3  ก็ไม่เอา  ไปๆ  มาๆ  ความรู้สึกแบบนี้ทำให้คริสเริ่ม  “แข่งกับเพื่อน”  โดยไม่รู้ตัว  และเริ่มฝึกซ้อมให้หนักขึ้นเรื่อยๆ  แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คริสเปลี่ยนความคิดและจำได้แม่นไม่มีวันลืม…เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยเรียนมัธยมที่สหรัฐอเมริกา

ตอนนั้นโรงเรียนกำลังคัดตัวนักแสดงละครเวที  เด็ก  ม.  5  อย่างคริสก็ลงคัดเลือกกับเขาด้วยโดยวางเป้าหมายไว้ที่บทเด่นที่สุดของเรื่อง  (ปกติเด็กม.  6  มักได้รับเลือก)  หลังจากพยายามซ้อมด้วยความอดทนและมุ่งมั่น  คริสก็ได้รับเลือกให้เล่นบทนี้สมใจ  นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เท่านั้น เพราะยังมีงานที่หนักกว่ารออยู่ข้างหน้า  นับจากนี้ไปตลอดทั้ง  3  เดือน  คริสต้องฝึกซ้อมอย่างหนักพร้อมๆ  กับรักษาร่างกายให้ดีที่สุด  ไม่อย่างนั้นแล้วตัวสำรองทั้ง  3  คนที่อาจารย์เตรียมไว้ก็อาจขึ้นมาแทนที่คริสได้ตลอดเวลา

แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนได้  เมื่อวันหนึ่งคริสเกิดบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวายขณะฝึกซ้อม  ด้วยความกลัวว่า    “ถ้าแสดงอาการให้คนอื่นเห็น  คริสอาจจะถูกเปลี่ยนตัวได้”  คริสจึงตัดสินใจกินยาแก้ปวดบรรเทาอาการเอง  วันแรกก็แค่  2  เม็ด  วันต่อๆ  มาก็เพิ่มเป็น  4  –  6  –  8  เม็ด  และเริ่มกินแบบไม่นับชั่วโมงเป็นอย่างนี้ทุกวันๆ

ในที่สุด  วันแสดงจริงก็มาถึง  คริสกำลังจะกินยาแก้ปวดตามปกติ  แต่วันนั้นไม่รู้นึกอะไรขึ้นมา ลองนับยาในมือดูและปรากฏว่า    “มีมากถึง  16  เม็ด!” คริสตกใจมากว่าตัวเองเจ็บถึงขนาดนี้เลยหรือ  แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า  ถ้าไม่กินเลยก็คงไม่ไหว  สุดท้ายคริสจึงตัดใจกินยาแก้ปวดแค่  4  เม็ดพอ  (ตลอดทั้ง  8  รอบการแสดง)

แม้ว่าการแสดงจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี  ได้รับคำชมมากมาย  แต่คริสกลับต้องอยู่ในสภาพใช้ไม้เท้าช่วยเดินนานเป็นเดือนๆ  เพราะเอ็นร้อยหวายอักเสบอย่างหนัก  แม้กระทั่งทุกวันนี้อาการก็ยังไม่หายขาด  เวลาหนาวๆ  จะเจ็บแปล๊บขึ้นมาทุกที

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เรื่องนี้ทำให้คริสคิดได้ว่า  สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะตัวคริสแท้ๆที่กดดันตัวเอง  หักโหมเกินไป  สุดท้ายทุกข์ก็ตกอยู่กับคริสคนเดียว คริสเลยบอกกับตัวเองว่า  ต่อไปนี้จะไม่คิดเปรียบเทียบกับใครอีกเพราะถ้ามีการเปรียบเทียบขึ้นเมื่อไร  มันก็ต้องมีแพ้มีชนะตามมาเสมอ ที่ผ่านมาคริสว่าตัวเองออกจะอยู่ในกลุ่มแพ้ซะมากกว่า  แพ้เพราะไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองมี  ยอมรับความจริงไม่ได้

เมื่อได้ข้อคิดอย่างนี้  ชีวิตก็เริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้น  ยิ่งพอเข้ามาทำงานในวงการ  ข้อคิดนี้ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อคริสมาก  มันช่วยเตือนให้คริสรู้ตัวเสมอว่า  คริสไม่ใช่คนสวยที่สุด  หุ่นดีที่สุด  หรือเต้นดีที่สุดร้องเพลงก็ไม่ได้  นั่นหมายความว่า  ในวงการนี้ยังมีคนที่เก่งกว่าคริสอีกเยอะ

ดังนั้น  อย่าคิดไปแข่งกับใคร  ขอให้ดูแค่ตัวเองก็พอ  แล้วพยายามฝึกฝนตัวเองให้ดีที่สุดเพราะสุดท้ายแล้ว    “ผลงาน”  เท่านั้นที่จะเป็น  “เครื่องพิสูจน์”  ความสามารถของเราอย่างแท้จริง

กลยุทธ์รับมือกับปัญหา

คริสโชคดีที่ได้ร่วมงานกับพี่ปิ๊ง  (คุณอดิสรณ์  ตรีสิริเกษม)  ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่องรถไฟฟ้ามาหานะเธอ  เพราะตลอดเวลาที่ทำงานด้วยกัน  คริสได้เรียนรู้หลายๆ  อย่างจากพี่ปิ๊งโดยเฉพาะ  “การแก้ปัญหา”

ความที่เป็นคนคิดเยอะ  เวลาทำงานคริสจะซีเรียส  ตั้งใจเต็มที่  แต่ถ้าทำออกมาแล้วไม่ได้ดังใจก็จะเครียดขึ้นไปอีก  บางทีเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับคริสโดยตรง  แต่ก็แอบเครียดไปกับเขาด้วย  ซึ่งข้อนี้พี่ปิ๊งจะรู้ดีว่าคริสเป็นบ่อย  พอเจออย่างนี้หลายครั้งเข้า  พี่ปิ๊งเลยพูดกับคริสว่า

“จะเครียดไปทำไม  เครียดแล้วปัญหามันแก้ได้หรือเปล่า  หรือถ้าคิดว่าการเพิ่มระดับความเครียดเป็น  20  แล้วจะแก้ปัญหาทุกอย่างได้ก็เพิ่มความเครียดไปได้เลย  แต่ถ้าเครียดแล้วปัญหายังอยู่ที่เดิม  ไม่ได้ถูกแก้ไข  จะเครียดไปทำไมให้เสียสุขภาพ”

คำพูดเหล่านี้ทำให้คริสคิดได้ว่า  โลกนี้ไม่มีใครไม่มีปัญหา  แต่ความเจ๋งอยู่ที่ว่าคนๆ  นั้น  “จะจัดการกับปัญหาอย่างไร”  ความเครียดไม่เคยช่วยใครได้  แต่การมีสติและให้เวลาในการหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อแก้ปัญหาต่างหาก  ที่จะทำให้เราได้ทางออกที่ดีและเหมาะสมที่สุด

 

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up