ความสุขคือการมุ่งไปข้างหน้า ของ อนันดา เอเวอรี่งแฮม

อนันดา เอเวอริ่งแฮม
อนันดา เอเวอริ่งแฮม

ความสุขคือการมุ่งไปข้างหน้า ของ อนันดา เอเวอรี่งแฮม

ว่ากันว่า ความสุขที่แท้จริงคือความเรียบง่ายที่ไม่ต้องอาศัยการปรุงแต่งใดๆ สุขมาจากหัวใจ

สุขมาจากความคิด แม้กระทั่งสุขจากการรับสัมผัสว่า “สายลมกำลังปะทะใบหน้าของเราอยู่” หรือจะเรียกง่ายๆ ตามสำนวนของ อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ว่า “ลมตีหน้า”

อนันดาเป็นหนึ่งในนักแสดงที่ได้ชื่อว่ามีฝีไม้ลายมือทางการแสดงระดับแนวหน้า เพราะไม่ว่าจะได้รับบทบาทใด เขาก็สามารถสื่อสารให้คนดู “เชื่อ” ว่าเขาคือตัวละครนั้นจริงๆ ไม่ใช่นายอนันดาอย่างที่ทุกคนรู้จัก

ในส่วนแง่มุมการใช้ชีวิต อนันดามีวิธีคิดที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดยเฉพาะในมุมมองเรื่องความสุข อนันดาอธิบายว่า เมื่อใดที่รู้สึกว่า“ลมตีหน้า” นั่นหมายถึง ชีวิตเราไม่หยุดนิ่ง แต่กำลังก้าวไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเคลื่อนที่อย่างช้าๆ ด้วยการเดิน เร็วขึ้นอีกนิดด้วยการวิ่ง หรือเร็วขึ้นไปอีกด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์ก็ตาม

อนันดาย้ำว่าความรู้สึกที่ได้ก็ไม่ต่างกัน คือรู้สึกดี ชื่นใจ แม้จะเป็นความสุขง่ายๆ แต่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

โลกนี้ไม่ได้มีแค่ตัวเรา

สมัยอายุ 13 ผมก่อเรื่องแสบๆ เอาไว้เพียบ ไม่ว่าจะโดนไล่ออกจากโรงเรียนหรือว่าเกือบต้องติดคุก! ผมผ่านมาหมดแล้ว เรียกว่าเป็นเด็กแสบใช้ได้เลย

ที่ผมเกือบต้องติดคุก เรื่องมีอยู่ว่า ตอนนั้นผมไปเข้ากลุ่มกับพวกรุ่นพี่ที่ค่อนข้างฐานะดีแต่ซ่าสุดๆ มีการเล่นยากันด้วย วันหนึ่งพี่ๆสั่งผมในฐานะน้องเล็กของกลุ่มให้ไปรับยามาให้ ระหว่างที่เดินทางกลับผมเกิดถูกตำรวจจับได้เสียก่อนและถูกควบคุมตัวไปสถานีตำรวจทันที

พอแม่รู้ก็รีบพาน้องชายมาเยี่ยม วันนั้นแม่เดินมาหาผมที่ห้องขังคนเดียว ส่วนน้องชายแอบไปนั่งหลบมุมอยู่ห่างๆ ผมเรียกน้องอยู่หลายครั้ง แต่เขาก็ยังนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับหรือหันมามองผมเลยสักนิด ท่าทีของน้องทำให้รู้สึกว่าผมเป็นคนเลวร้ายจนไม่น่าเข้าใกล้

ความผิดครั้งนี้มากเกินกว่าที่ผมคิด จากเดิมที่ทำไปแบบไม่คิดอะไรนอกจากเท่ดีและต้องทำให้พี่ๆ ยอมรับผมให้ได้ กลายเป็นว่า “ทำไปทำไม ในเมื่อสิ่งที่ผมทำมันทำให้คนที่รักผมเจ็บปวดเปล่าๆ” แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่เคยคิดขอให้ใครมาช่วย ยอมรับความผิดแต่โดยดีเพราะรู้ว่า “เส้นทางแย่ๆ ของผมสิ้นสุดแล้ว จากนี้ไปผมพร้อมจะกลับตัวเป็นคนใหม่ จะไม่ทำให้ใครเสียใจอีก เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่ตัวผมคนเดียว”

ผมถูกขังอยู่ยี่สิบกว่าวันก็ได้รับการประกันตัว จากนั้นหนึ่งเดือนต่อมาผมก็ได้รับโอกาสให้เข้าสู่วงการบันเทิงอย่างไม่คาดฝัน นั่นถือเป็นเส้นทางใหม่ที่ผมจะเดินต่อไปและมุ่งมั่นจะทำให้ดีที่สุด

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

It’s just a life.

สี่ห้าปีก่อนผมมีปัญหากับการจัดการอารมณ์ตัวเองเยอะมาก เอะอะอะไรก็ใช้อารมณ์นำ ขนาดเล่นหนังเสร็จผมก็ยังเอาวิญญาณของตัวละครกลับบ้านด้วยเลย หนักเข้าก็ฟุ้งซ่านและหมกมุ่นจนนอนไม่หลับ

อาการนอนไม่หลับนี้เคยเล่นงานผมอยู่นานเป็นเดือนๆ จนช่วงนั้นผมเหนื่อยมาก ร่างกายอ่อนเพลียจนแทบไม่ไหวแล้ว ขณะเดียวกันผมก็เริ่มคิดว่า “เราทำได้แทบทุกอย่างในโลก แต่ทำไมแค่การนอนหลับง่ายๆ เรากลับทำไม่ได้”

ผมตัดสินใจไปหาจิตแพทย์ แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายจึงบอกกับตัวเองว่า ถ้านอนไม่หลับก็ไปอ่านหนังสือ เล่นเกม หรือออกวิ่ง วิ่งและวิ่ง ใช้พลังให้หมดกันไปเลย ไม่นอนก็ไม่เป็นไร ผมทำอย่างนี้อยู่สักพักจนเริ่มรู้สึกว่า “ลองเลิกสู้กับร่างกายตัวเองดีไหม ปล่อยไปตามธรรมชาติ แล้วกลับมาดูที่วิธีคิดของเราเองดีกว่า”

ผมค่อยๆ ทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและคิดว่าทางออกที่ดีที่สุดคือ ต้องปิดสวิตช์ตัวเองให้เป็น แยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวให้ออกไม่เอามาปะปนกัน จากนั้นก็ต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง เพราะโลกนี้ไม่มีใครที่จะเพอร์เฟ็คท์ไปทุกอย่าง มีได้บ้างไม่ได้บ้าง ไม่เห็นเป็นอะไร อย่าคิดหมกหมุ่น

หลังจากนั้นไม่ว่าเจอกับอะไร ผมก็บอกกับตัวเองว่า “It’s just a life.” ทิ้งเรื่องยุ่งๆ ไว้ข้างหลังแล้วย่ำไปข้างหน้า ด้วยหลักง่ายๆอย่างนี้ ทุกวันนี้การนอนไม่หลับจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมอีกต่อไป

เปลี่ยนความคิดด้วยโปรเจ็คท์ 99 วัน

ช่วงที่ผมมอเตอร์ไซค์คว่ำ เดินไม่ได้อยู่เกือบ 6 เดือน นอกจากต้องเลื่อนงานทุกอย่างออกไปหมดแล้ว นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่ผมได้อยู่นิ่งๆ โดยไม่มีอะไรทำเลย (ลากเสียงยาว) อีกด้วย

ผมจึงลองเขียนไดอะรี่ดู เขียนในสิ่งที่เราต้องการจะเห็น อยากจะทำ และอยากจะไปหลังจากที่หายดีแล้ว แต่สุดท้ายจากไดอะรี่ธรรมดาๆ ก็กลายเป็นโปรเจ็คท์แรกของผมไปจริงๆ แถมยังเป็นโปรเจ็คท์ที่เล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายที่ผมถ่ายเองด้วยเพราะผมคิดว่าแค่เขียนถ่ายทอดความคิดอย่างเดียวคงไม่ดีพอ

หลังเริ่มโปรเจ็คท์ได้สักพัก สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ

“พอเราเดินทางไปเรื่อยๆ เราจะไม่สามารถกำหนดภาพอย่างที่ต้องการได้ เพราะสิ่งที่มีเสน่ห์ที่สุดไม่ใช่ความคิดเรา แต่เป็นสิ่งที่เราได้เห็นและได้สัมผัส ณ ช่วงเวลานั้นจริงๆ”

เมื่อเป็นอย่างนี้ ผมจึงเปลี่ยนมุมมองให้กว้างขึ้น หันมานำเสนอเรื่องราวของคนไทยทั่วๆ ไปแทน ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมอย่างเดียวเหมือนที่คิดไว้ตอนแรก การได้ถ่ายภาพตามติดผู้คนหลากหลายอาชีพมีผลต่อความคิดผมมากขึ้นไปอีก จากเดิม ที่ผมเคยคิดว่าชีวิตต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น คนทำงานอย่างนี้ ต้องมีบุคลิกอย่างนี้…แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เลย

“เสน่ห์ของชีวิตคือความแตกต่าง” ความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเราจะไม่มีวันรู้เลยถ้าหากไม่ได้สัมผัส

คนคนนั้นด้วยตัวของเราเอง เพราะคนส่วนมากมักตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่เห็น หรือข้อมูลที่รับรู้มา หรือจากความคิดที่ปรุงแต่งเอาเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up