ถึง “ไทม์แมชีน” จะมีจริงก็ไม่มีความหมาย : มิค บรมวุุฒิ หิรัณยัษฐิติ

มิค บรมวุุฒิ
มิค บรมวุุฒิ

ถึง “ไทม์แมชีน” จะมีจริงก็ไม่มีความหมาย : มิค บรมวุุฒิ หิรัณยัษฐิติ

อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆ เมื่อพูดถึงการเดินทางไปยังอนาคตหรือย้อนกลับไปในอดีตก็คือเครื่องไทม์แมชีน (Time Machine)ที่ว่ากันว่า ถ้าสร้างได้จริงคงมียอดสั่งจองถล่มทลาย แต่หนึ่งในผู้สั่งจองนั้นคงไม่มีชื่อ มิค บรมวุุฒิ หิรัณยัษฐิติ  รวมอยู่ด้วยเป็นแน่ เพราะสำหรับนายทหารหนุ่มและนักแสดงอารมณ์ดีคนนี้ เขาถือหลักในการดำเนินชีวิตสั้นๆ ว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ทำทุกอย่างให้เต็มที่ เต็มความสามารถ และหลังจากนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรตามมาหรือหากมีใครบันดาลให้ย้อนเวลากลับไปได้ มิคก็ยืนยันไม่ขอย้อนกลับไปแน่นอนเพราะเขาได้ทำอย่างดีที่สุด ณ เวลานั้นแล้ว

ตามรอยเท้าพ่อ

สมัยคุณพ่อไปเป็นทูตทหารประจำประเทศอังกฤษ  ท่านส่งมิคไปเรียนที่โรงเรียนซึ่งท่านเคยเรียนสมัยเด็กๆคือโรงเรียนเอมิสทรี่ (A Mistry School) และเวลลิงตัน (Wellington College) ตามลำดับ

ความประทับใจของมิคไม่ใช่แค่ “ชื่อเสียงของโรงเรียนที่ตกทอดมาเป็นร้อยๆ ปีเท่านั้น”  แต่เป็นเพราะว่าคุณพ่อมิคเคยเป็นประธานนักเรียนทั้งสองโรงเรียนนั้นมาก่อนต่างหาก

ในใจมิคตอนนั้นคิดแต่ว่า  “เราต้องเป็นเหมือนพ่อให้ได้” ประกอบกับคุณแม่เคยขอร้องมิคก่อนมาอยู่ที่นี่ว่า  “ขอให้เรียนและเล่นกีฬาให้เต็มที่ ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์แม่จะให้อิสระมิคเต็มที่เหมือนกัน”

ทั้งสองอย่างนี้จึงผลักดันให้มิคตั้งใจเรียนจนได้เกรดเอทุกวิชาและเล่นกีฬาดีเยี่ยมจนได้รับแต่งตั้งเป็นกัปตันทีมกีฬาแทบทุกประเภทที่มีในโรงเรียน แต่ที่ภูมิใจที่สุดก็คือ“และแล้ววันหนึ่งชื่อของมิคก็ได้รับการจารึกลงบนบอร์ดเกียรติยศของโรงเรียนทั้งสองโรงเรียนในฐานะประธานนักเรียนเช่นเดียวกับคุณพ่อ…เพียงแต่ชื่อของเราอยู่ห่างกันกว่า 20 ปี”

ถึงจะรู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวมิคมากแค่ไหน แต่มิคก็ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะหลังจากจบปริญญาตรีที่เมืองไทย มิคก็ตัดสินใจสานฝันวัยเด็กด้วยการสมัครเข้าเป็นทหารเหมือนคุณตาคุณปู่ และคุณพ่อ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมิคไม่ได้จบโรงเรียนนายร้อยมาโดยตรง แถมยังเป็นลูกนายพลอีกต่างหาก

สิ่งเหล่านี้ย่อมทำให้หลายคนไม่เชื่อมั่นในตัวมิคและจะต้องคิดไปถึงเรื่องเส้นสายแน่ๆ ดังนั้นทางเดียวที่จะทำให้ฝันเป็นจริงและไม่ทำให้คุณพ่อขายหน้าก็คือ “มิคต้องมุ่งมั่นและพยายามทำให้เกินร้อยเข้าไว้”

ในที่สุดมิคก็คว้า “ดาว” มาประดับบ่าได้สำเร็จ สร้างความภูมิใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะคำสั้นๆ 3 คำคือ ความรัก ความมุ่งมั่น และความไม่ย่อท้อ

 

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ประสบการณ์ที่ไม่มีขาย

เดิมทีเดียวมิคตั้งใจว่า จะเรียนปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ต่อที่อังกฤษ แถมยังไปสมัครสอบไว้แล้วด้วย แต่คุณพ่อกลับผลักดัน(กึ่งบังคับหน่อยๆ) ให้มิคลองสอบเข้าคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต ดูก่อน

ทั้งที่ไม่เคยคิดอยากเรียนอะไรแบบนี้เลยแต่มิคก็ตามใจคุณพ่อ ผลปรากฏว่า “มิคสอบติดและได้ทุนหลวงด้วย”มิคจึงจำใจต้องแพ็คของจากอังกฤษกลับมาเรียนคณะนี้…เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่เศร้ามากที่ต้องทนเรียนไป

ไม่นานมิคก็เริ่มโดดเรียน เที่ยว กินเหล้า ฯลฯ ส่อแววว่าอาจจะเรียนไม่รอด โชคดีว่าตอนนั้นมิครู้จักเบนซ์ (พรชิตา ณ สงขลา)แล้ว เบนซ์จึงคอยกระตุ้นสารพัดวิธีให้มิคไปเรียน…จนในที่สุดมิคก็เรียนจบ

วันที่มิครับปริญญานอกจากจะเป็นวันแรกที่มิคสามารถเลือกทางเดินชีวิตต่อจากนี้ได้เองแล้ว ยังเป็นวันที่มิคร้องไห้โฮอย่างไม่เคยร้องมาก่อนอีกด้วย วันนั้นมิคกราบเท้าคุณพ่อคุณแม่พร้อมกับบอกว่า

“ขอบพระคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ทำให้มิคได้เรียนตรงนี้ ไม่อย่างนั้นมิคก็จะไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการแพทย์เลย และก็ขอโทษที่มิคเคยทำตัวไม่ดี เกเร และดื้ออยู่พักหนึ่ง ”

ถึงแม้จะรู้ตัวช้าไปสักนิดจนเกือบทำชีวิตพลาด แต่เมื่อมิคกลับตัวได้ มิคก็ได้รู้ว่า  “การตัดสินใจด้วยอารมณ์ไม่มีประโยชน์เลยต้องมองจากเหตุและผลถึงจะถูกต้อง” เพราะพ่อแม่ย่อมให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเสมอ

เพื่อนไม่ใช่ที่หนึ่งอีกต่อไป

สมัยวัยรุ่นมิคให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก เอะอะอะไรก็ต้องเพื่อนไว้ก่อน ส่วนพ่อแม่ ครอบครัวไว้ทีหลัง

ช่วงกลับมาเมืองไทย กลางดึกของคืนวันหนึ่งมิคนัดกับเพื่อนๆพี่ๆ ออกเที่ยวกันตามปกติ แต่ปรากฏว่า ขับรถออกจากบ้านได้ไม่ถึง10 นาที รถมิคก็เกิดอุบัติเหตุ ไปชนท้ายรถคันหน้าเข้าให้ เพราะเบรกไม่ทัน

ถึงรถจะพังยับเยิน แต่โชคดีว่ามิคไม่เป็นอะไรเลย มิครีบกดโทรศัพท์หาเพื่อนๆ ที่นัดไว้ แต่ไม่มีใครสนใจ มิคจึงลองเสี่ยงโทร.หาคุณแม่แทน (ทั้งที่รู้ว่าท่านหลับไปแล้ว) มิครอสายอยู่ไม่นานก็ได้ยินเสียงคุณแม่ตอบรับกลับมา ทันทีที่ท่านรู้เรื่อง ท่านรีบถามมิคอย่างห่วงใยว่า  “ลูกโอเคไหม เป็นอย่างไรบ้าง”

พอสอบถามจนรู้จุดที่เกิดเหตุเสร็จ คุณแม่กับคุณพ่อก็รีบขับรถมาหามิคทันที ใจมิคตอนนั้นกังวลไปสารพัด ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่พอคุณพ่อรู้ว่ามิคไม่ผิด ท่านจึงแค่คาดโทษมิคไม่ให้ขับรถอีกจนกว่าจะกลับอังกฤษ ส่วนคุณแม่เจ๋งกว่านั้นท่านแนะให้มิครีบไปตามนัดเพราะไม่อยากให้ลูกเสียคน

คุณแม่ขับรถไปส่งมิคเอง แล้วก็นั่งรออยู่ในรถ ส่วนมิคพอเข้าไปเจอเพื่อนๆ ก็ถึงกับอึ้งเมื่อทุกคนเฮฮากันเต็มที่ ไม่มีใครถามถึงเรื่องที่มิครถชนเลย มิคคุยธุระอย่างเร็วแล้วก็รีบกลับบ้านด้วยความรู้สึกหลายๆ อย่างที่ประดังประเดในหัว ทั้งการเสียความรู้สึกเรื่องเพื่อน ทั้งเสียใจที่ตัวเองคิดผิดมาตลอด

เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้มิครู้ว่า  “ใครคือคนที่รักเราจริงและใครที่เราควรให้ความสำคัญ คนคนนั้นไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่รุ่นพี่ หรือแม้แต่แฟน แต่คือพ่อและแม่ของเราเอง”

keyboard_arrow_up