ความฝันสูงสุดของผมแค่อยากเป็น “คนดี” ครับ – โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์

โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์
โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์

ความฝันสูงสุดของผมแค่อยากเป็น “คนดี” ครับ – โตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์

ผมว่า “การทำเพื่อตัวเองไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใดๆ ก็ตาม มันง่ายนิดเดียวครับ”
แต่ถ้าลองกลับกัน เรามาทำเพื่อคนอื่นบ้างอันนี้สิที่ผมว่า “ยากและท้าทายกว่าเยอะ”

โตโน่ - ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ หนุ่มขอนแก่นเจ้าของตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 จากเวที The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 6 กล่าวถึงความฝันสูงสุดในชีวิตของตนเองอย่างมุ่งมั่น

เหตุที่โตโน่บอกว่าการทำเพื่อผู้อื่นเป็นเรื่องยากและท้าทาย นั่นก็เพราะว่า เราต้องเริ่มจากเอาชนะใจตัวเองให้ได้ก่อน จากนั้นเราต้องมีจิตใจหนักแน่น ไม่ยอมแพ้ความยากลำบากหรือสิ่งเร้าต่างๆ แม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม

ทุกวันนี้ผมอาจจะยังไม่ถึงขั้นเป็น “คนดี” แต่ผมจะพยายามครับ และต้องทำให้ได้

ผมจะทำให้ครอบครัว “ยิ้มได้”

ชีวิตวัยเด็กของผมมีความสุขมากครับ ครอบครัวอบอุ่น เรามีพร้อมทุกอย่าง มีกิจการเป็นของตัวเอง แต่เมื่อคุณพ่อเสียชีวิตลงอย่างกะทันหันด้วยอาการเส้นเลือดใหญ่ในสมองแตก ทุกอย่างก็กลายเป็นอดีต

ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่าบ้านเราเป็นหนี้ถึง 10 กว่าล้าน จนกระทั่งมีเจ้าหนี้มาตามในงานศพคุณพ่อ แต่เราก็ไม่มีให้เขา
สถานการณ์ตอนนั้นมันหนักมากจนคุณแม่ต้องขายทุกอย่างที่มีเพื่อใช้หนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสื้อผ้า จนเหลือแค่เสื้อผ้าเก่าๆ พอใส่เท่านั้น และพอตกกลางคืนท่านก็มักจะแอบร้องไห้คนเดียวตลอด

ผมเจ็บปวดมากที่ยังเด็กเกินกว่าจะช่วยคุณแม่ได้ แต่ก็ตั้งใจว่า ผมจะทำทุกอย่างเท่าที่เด็ก 9 ขวบจะทำได้ ขอแค่ให้บ้านผมกลับมาเหมือนเดิมก็พอ ผมจึงเริ่มจากขายของเล่น เทปเพลงที่มีก่อน โตขึ้นมาหน่อยก็ไปแจกโบรชัวร์ เสิร์ฟอาหาร พอเรียนมหาวิทยาลัยก็ไปเล่นดนตรีตอนกลางคืน เปิดร้านนม ฯลฯ

ที่เล่ามานี้ผมไม่ได้ซีเรียส ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตาหรือรู้สึกว่าชีวิตด้อยกว่าคนอื่นเลย ผมทำงานทั้งหมดนี้อย่างมีความสุขและเต็มใจครับ เพราะผมรู้แค่ว่า

“ไม่ใช่เราคนเดียวที่เจอปัญหา ยังมีแม่และน้องสาวด้วย ดังนั้นเราจะยอมแพ้ได้อย่างไร ถึงตอนนี้เราจะจน แต่ก็จะสู้จะหาของเราเอง จะไม่มีวันขอใครกินเด็ดขาด

ทุกวันนี้ผมสู้จนมีงานที่ดีทำ ดูแลครอบครัวได้แล้ว ถึงจะไม่ได้มีมากมาย แต่ผมก็ภูมิใจมากๆ และอยากบอกคุณพ่อบนสวรรค์ว่า “ป๊าครับ ผมทำให้ผู้หญิงที่ป๊ารักกลับมายิ้มได้แล้วนะครับ”

คลิกเลข 2 เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ผมจะทำตามความฝันให้ได้

หลังเก็บเงินได้พักหนึ่ง ผมก็ทำฝันแรกให้เป็นจริงด้วยการไปซื้อ “กีตาร์” ตัวนี้มา (สมัยเรียน ม.ปลาย)

พอผู้ใหญ่ในละแวกบ้านเห็นเข้า เขาก็พูดกับผมตรงๆ ว่า “เท่ดีนะ แต่ไม่มีจะกิน” ถึงจะเสียใจมากที่เขาคิดอย่างนั้น แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่า “ใครจะพูดอย่างไรก็ช่างเขา รู้แค่ว่าเราจะทำอะไรก็พอ”

ผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์จนในที่สุดก็สามารถรับงานเล่นดนตรีตามร้านอาหารได้ รายได้จากการเล่นดนตรีถือว่าน่าพอใจ จนทำให้ผมเริ่มคิดว่า “ดนตรีนี่แหละที่จะเปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นได้”แล้วเวที The Star ก็คือคำตอบนั้น เพียงแต่แรกๆยังไม่กล้าไปสมัครเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะดีพอไหม ผมคิดอยู่นานจนคุณแม่ต้องออกปากว่า “ลองไปสมัครดูสิลูก” ผมจึงค่อยๆ รวบรวมความกล้าไปสมัคร “เอาวะ ไปก็ไป”

จำได้แม่นว่า วันนั้นคนมาคัดเลือกเยอะมากๆ และเก่งๆดูดีทั้งนั้น ทำให้ผมเริ่มคิดว่าตัวเองยังดีไม่พอแน่ๆ แต่ถึงอย่างนั้นพอถึงคิวที่ผมต้องประกวด ผมก็กล้าพอที่จะบอกพี่ๆ กรรมการว่า

“ถ้าให้พยายาม ผมจะไม่แพ้ใคร ให้ทำอะไรก็บอก สอนผมได้ เพราะชีวิตนี้ผมไม่เคยกลัวว่าจะลำบาก”

ในที่สุดผมก็ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จแบบฉิวเฉียด น้ำตาไหลเลยครับ ฝันเป็นจริงแล้ว ส่วนคุณแม่พอรู้ผลปั๊บท่านร้องไห้เลย ท่านมีความสุขมากที่ผมทำได้แล้ว จากนี้ไปถึงจะไม่ชนะก็ไม่เป็นไร

โลกนี้มีคนเก่งกว่าผมมากมาย แต่บางคนกลับ “ไม่กล้า”ลองทำอะไร ทุกวันนี้ผมเห็นว่าเขาก็ยังอยู่ที่เดิม สำหรับผมแล้วไม่เคยคิดว่า ตัวเองทำไม่ได้ ถ้าไม่ได้ลองทำดูก่อน เพราะอย่างน้อยๆ การเริ่มต้นย่อมทำให้เป้าหมายที่เคยอยู่ไกลขยับเข้ามาใกล้ได้มากขึ้น

ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวัง

ชีวิตที่ผ่านมาผมรู้ว่าทำงานต้องได้เงิน แต่เมื่อวันหนึ่งที่ผมได้เข้ามาใช้นามสกุล The Star ถึงได้รู้ว่าโลกนี้มีบางอย่างที่มีค่ามากกว่าเงิน และต่อให้มีเงินเป็นพันล้านก็หาซื้อไม่ได้

ผมกำลังพูดถึง “แฟนคลับ” ของผมครับ พวกเขาเป็นคนที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่กลับเข้ามายิ้มให้ผม มาเชียร์ มาขอผมถ่ายรูป มามีความสุขกับสิ่งที่ผมทำอย่างไม่มีเงื่อนไข
ครั้งแรกที่ผมรู้ว่าตัวเองมีแฟนคลับ ก็แอบคิดว่า “คุณพลาดแล้วที่มาชอบผม เพราะผมเป็นแค่คนธรรมดาๆ ไม่ได้เก่ง ไม่ได้เท่อย่างที่คุณคิด” แต่เมื่อได้สัมผัสความรัก ความทุ่มเทของแฟนคลับ ผมก็เปลี่ยนใจและบอกตัวเองว่า

“ผมจะไม่ทำให้คุณผิดหวังหรืออายที่มาเดินกับผม เรียกชื่อผม แต่จะทำให้คุณภูมิใจ จะต้องพยายามทำให้ได้ ไม่ใช่ว่าคุณรักซูเปอร์สตาร์หรือรักคนดี แต่คุณรักคนธรรมดาๆ นี่แหละ ผมจะจริงใจกับคุณ”

อย่างผ้าพันคอผืนนี้ แฟนคลับก็เป็นคนประมูลไปจากคอของผมด้วยราคา 300,000 บาท ผมยังคิดเล่นๆ เลยว่า ถ้าวันนี้ผมยังเป็นแค่นายโตโน่เฉยๆ ต่อให้ผ้าผืนนี้มีราคาแค่ 300 บาท ก็คงไม่มีใครประมูลแน่ๆ

ผ้าพันคอผืนนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แทนความรักความรู้สึกดีๆที่แฟนคลับมีให้ และยังเป็นเครื่องเตือนใจให้ผมหมั่นทำความดีและพัฒนาฝีมือต่อไปเรื่อยๆ ครับ

keyboard_arrow_up