ความรัก ความไว้ใจ ใช้ไม่ได้กับชายขี้สงสาร เรื่องจริงจาก “บ้านที่หนึ่ง”

ในอดีต ดิฉันและสามีไม่ได้มีฐานะดีนัก แต่เราทั้งคู่ก็ช่วยกันสร้างเนื้อสร้างตัวจนพอมีเงินเก็บ จึงเดินทางมาตั้งรกรากในเมืองกรุง และหาซื้อบ้านหลังเล็กๆ น่ารักเพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่นอยู่ด้วยกัน ไม่เคยคิดเลยว่าต่อมาบ้านหลังนี้จะกลายเป็น “บ้านที่หนึ่ง” โดยที่ดิฉันไม่ทันได้ตั้งตัว!

 

สามีของดิฉันเป็นคนค่อนข้างหน้าตาดี ดูภูมิฐาน แต่เขามีอาชีพที่ต้องเดินทางตลอด จะกลับบ้านอาทิตย์ละสองวันเท่านั้นบางครั้งจึงมีเสียงลือเรื่องผู้หญิงแว่วมาเข้าหู แต่ดิฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะสามีเคยให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ “ยุ่ง” กับใคร

ดิฉันเองก็ถือว่า เมื่ออยู่ในบ้าน สามีคือของเรา แต่พอออกนอกบ้าน เขาก็เป็นของคนอื่น เราจะไปตามเช็กเขาตลอด 24 ชั่วโมงคงไม่ได้ จึงได้แต่เพียง “ไว้ใจ” เขาเท่านั้น

เวลาผ่านไป เราสองคนมีลูกสาวและลูกชายที่น่ารัก ดิฉันเฝ้าดูลูกๆ เติบโตขึ้นอย่างชื่นใจ จนกระทั่งสังเกตว่าร่างกายตัวเองเริ่มมีอาการแปลกๆ จึงไปหาหมอ

“คุณติดโรคทางเพศสัมพันธ์นะครับ” คำพูดของชายในชุดกาวน์ตรงหน้าทำเอาดิฉันสะอึก พลางนึกสงสัยว่าตัวเองจะติดโรคได้อย่างไร ในเมื่อเรามีสามีเพียงคนเดียว

แต่ผลที่ออกมาทำให้คำตอบคงเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจาก…สามีไม่ได้มีเราเพียงคนเดียว!

การกระทำของเขาทำให้ดิฉันเจ็บปวดมาก แต่ดิฉันก็ยอมยกโทษให้ เพราะเชื่อมั่นในความรักที่เราบ่มเพาะกันมานานกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ดี หลังจากครั้งนั้นสามีดิฉันก็ยังคงทำตัวเป็น “คนขี้สงสาร” เหมือนเดิม ด้วยการรับเลี้ยงดู “ผู้หญิงที่น่าสงสาร” คนแล้วคนเล่า…ไม่เคยพอ

จากความอดทนเริ่มกลายเป็นความชินชา ดิฉันคิดแค่ว่าตราบใดที่เราแม่ลูกไม่เดือดร้อน ก็ปล่อยให้เขาทำตามใจต่อไปเพราะดิฉันก็ยังอยากให้ลูกได้มี “พ่อ”

แต่เมื่อใดที่ครอบครัวเราเริ่มได้รับความกระทบกระเทือนดิฉันก็จะกอดทะเบียนสมรสเดิน “บากหน้า” ไปขอความ “เมตตา” จาก บ้านที่สอง…สาม…สี่…

…ได้จดทะเบียนเป็นเมียหลวงแล้วอย่างไร…เป็นบ้านที่หนึ่งแล้วได้เปรียบคนอื่นตรงไหน…

ดิฉันได้แต่นึกสงสัย…นอกจากศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่พังยับเยินเพราะผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี…ดิฉันก็ไม่เห็นจะได้อะไร นอกจากกระดาษแผ่นหนึ่งที่ลงชื่อของดิฉันและสามีไว้ใกล้ๆ กัน

“ช่วยเห็นใจฉันและลูกด้วยเถอะ” ทันทีที่ได้เจอ “เด็กๆ” ของสามี ดิฉันก็ได้แต่ขอร้องพวกเธอทั้งน้ำตา และจะด้วยความสงสาร รำคาญ หรือเวทนาก็ตามที พวกเธอมักจะยอมหลีกทางให้แต่โดยดี

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อดิฉันได้ยินประโยคนี้…ความอดทนก็สิ้นสุดลง!

“พี่อยากพาน้องคนหนึ่งมาอยู่บ้านของเรา น้องจะอนุญาตให้พี่พาเขามาอยู่ด้วยได้ไหม”

ราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า ผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็น “สามี” ของฉันกำลังเอ่ยปากขอพาผู้หญิงอีกคนเข้ามาอยู่ในบ้าน “ของเรา”!!!

ดิฉันพูดอะไรไม่ออก ปฏิเสธไปทันทีว่า จะไม่ยอมให้ผู้หญิงอายุคราวลูกคนนั้นก้าวเข้ามาในอาณาเขตบ้านหลังนี้เป็นอันขาด

สามีของดิฉันจึงเป็นคนก้าวออกไปเอง!

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

จากที่กลับบ้านอาทิตย์ละ 2 ครั้ง เขาก็เริ่มไม่กลับบ้านลูกๆ ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นเริ่มถามหาและพยายามจะโทร.หาพ่อแต่พอได้ยินเสียงลูก คนเป็น “พ่อ” ก็ตัดสายทิ้งทุกครั้งทั้งที่ยังไม่ได้คุยกันเลยสักคำ แล้ววันหนึ่งก็มีเสียงปริศนาตอบกลับมาว่า “พ่อเขาไม่รักลูกแหง่แบบแกหรอก!” วันนั้นดิฉันเห็นลูกสาวนั่งสะอื้นจนตัวโยนอยู่ข้างโทรศัพท์

บ่อยครั้งที่สามีของดิฉันเป็นฝ่ายโทร.มาตำหนิดิฉันว่า “เธอไปด่าน้องเขาทำไม…ทีหลังอย่าทำอีกนะ!” ได้ยินแล้วดิฉันก็ได้แต่สะอื้นอยู่ภายในใจคนเดียว

ครั้งหนึ่งผู้หญิงคนนั้นจ้างเด็กผู้ชายให้โทรศัพท์มาหาลูกชายของดิฉัน ทันทีที่ลูกชายรับโทรศัพท์ ฝ่ายนั้นก็ทำเสียงล้อเลียนว่า “…พ่อมึงไม่สนใจเด็กอย่างมึงแล้ว…ไอ้เด็กพ่อทิ้งๆๆ” มือข้างที่ถือโทรศัพท์ของเขากำแน่นจนเห็นเส้นเลือด ตาเขาแดงก่ำ ทั้งโกรธและเสียใจ

ทันทีที่วางโทรศัพท์ลง ลูกชายของฉันก็คว้าฝาขวดน้ำอัดลมมากรีดลงบนข้อมือของตัวเองจนเลือดไหลออกมา เพื่อระบายความคับแค้นใจ!

…ทำไมพ่อถึงยอมให้ผู้หญิงของตัวเองมาทำแบบนี้กับเขา…

…พ่อทิ้งเขาแล้วจริงๆ หรือ…

เขาได้แต่ถามตัวเองอยู่อย่างนั้นซ้ำไปซ้ำมา ทว่าไร้ซึ่งคำตอบ…

เมื่อผู้หญิงคนนั้นรบกวนดิฉันและลูกหลายครั้งเข้า ดิฉันจึงตัดสินใจโทรศัพท์ไปคุยกับเธอให้รู้เรื่อง

“เธอทำแบบนี้กับพี่ พี่ทนได้ แต่อย่ามาทำกับลูกพี่และต่อไปข้างหน้าก็อย่าทำกับคนอื่น เพราะมันเป็นบาปกรรม…เธอจะเอาสามีพี่ ก็เอาไปเลย พี่ขอให้เธอมีความสุข แต่เธอทำอะไรไว้กับพี่ ก็ขอให้เธอได้รับอย่างที่พี่ได้รับก็แล้วกัน!”

ช่วงเวลานั้นบ้านของเราถูกความเศร้าเข้าปกคลุม ไร้ซึ่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะอย่างเคย ลูกๆ เริ่มมีอาการของโรคเครียดจนต้องพาไปพบจิตแพทย์

ก่อนหน้านี้บ้านเรายังพอมีเงินบ้าง แม้ว่าสามีของดิฉันจะเลี้ยง “เด็ก” ไว้มากมาย แต่เราก็ไม่เคยเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายจนเมื่อผู้หญิงคนนี้ก้าวเข้ามา เงินทั้งหมดที่เคยเลี้ยงดูภรรยาและลูกเริ่มละลายหายไป

แม้แต่สวนยางทางภาคใต้ที่เราสองคนก่อร่างสร้างตัวร่วมกันมา สามีก็จัดการขายทิ้งแล้วนำเงินไปให้ผู้หญิงคนนั้นเปิดร้านขายของ ดิฉันได้แต่คับแค้นใจ

…บางทีความรับผิดชอบของสามีคงสูญสลายไปพร้อมกับความรักของเราทั้งคู่แล้วกระมัง…

“พี่ สามีพี่ยืมเงินผมหลายพันเลย” บางคราญาติฝ่ายสามีก็โทร.มาทวงหนี้ที่ดิฉันไม่เคยมีส่วนร่วม เพราะเขาถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสามี - ภรรยาที่เป็นดั่ง “คนคนเดียวกัน” ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงต้องประหยัดอดออม กินน้อยใช้น้อยเพื่อส่งลูกเรียน จ่ายค่าผ่อนบ้าน และใช้หนี้ที่สามีก่อไว้

สุดท้ายดิฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากผู้ชายที่ “ไม่เคยพอ” คนนี้ ตอนแรกเขาไม่ยอมหย่า เพราะกลัวว่าจะไม่มี “บ้าน” ที่เป็น “ของตาย” แต่ในที่สุดฉันก็หย่าได้สำเร็จ

หลังจากหย่า ดิฉันยังคงบอกให้ลูกโทร.หาพ่อเสมอๆ เพราะว่ายังไงเขาก็คือ “พ่อ” ซึ่งถือเป็นพระพรหมของลูก ฉันสอนลูกเสมอว่า “ลูกต้องรักพ่อ รักแม่ และสำคัญที่สุด ลูกต้องรักตัวเอง ดูแลตัวเอง ถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะได้ไม่เสียใจ…อย่ารักคนอื่นมาก ไม่งั้นจะทุกข์มาก เพราะมันจะบั่นทอนชีวิตของเรา ขาดเขาเราต้องไม่เป็นไร”

เวลาผ่านไป ดิฉันและลูกเริ่มอยู่ได้ด้วยตัวเอง ความสุขกลับมาเป็นของเราอีกครั้ง แต่แล้วจู่ๆ วันหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้นก็โทร.มาหาดิฉันพร้อมกับบอกว่า

“พี่คะ แฟนพี่หายไปหลายวันแล้ว ถ้าเขากลับไปหาพี่หนูจะไม่ว่าเลย แต่เขาต้องไปหาอีนังนั่นแน่…หนูทนไม่ได้!!!” เธอคร่ำครวญจนดิฉันต้องบอกให้ไปจัดการกันเองและรีบวางสาย

บางครั้งผู้หญิงคนนั้นก็โทรศัพท์มาหาลูกชายดิฉัน พร้อมกับเล่าวีรกรรมของ “พ่อ” ที่หนีเธอไปหาผู้หญิงอื่นให้ลูกชายฟังและล่าสุดดิฉันได้ทราบว่าผู้หญิงคนนั้นได้รับในสิ่งที่เคยทำไว้กับดิฉันแล้ว…

หลังจากที่อดีตสามีของดิฉันทิ้งเธอไป เธอก็มีแฟนใหม่ ทว่าเมื่อตั้งท้อง เธอกลับถูกฝ่ายชายเขี่ยทิ้งจนต้องบากหน้ากลับไปหาอดีตสามีของดิฉัน ขอให้เขารับเป็นพ่อของเด็ก แต่ก็อย่างที่ทราบกันดี เมื่อผู้ชายมีใหม่ เขาย่อมไม่กลับไป “กินของเก่า” อีก

สุดท้าย นอกจากลูกในท้องที่ไม่มีใครรับเป็นพ่อ ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่เหลือใครข้างกายอีกเลย

วันนี้เธอคงได้รู้ซึ้งแล้วว่าหัวอกของผู้หญิงที่ผู้ชายทิ้งไปมี “บ้านอีกหลัง” นั้นมันเจ็บปวดเพียงใด!


คำแนะนำจากดร.พระมหาบวรวิทย์รตนโชโต

หากใครต้องการให้บ้านของเราสงบร่มเย็นนั้น ผู้อาศัยในบ้านนั้นควรมีฆราวาสธรรมประกอบใจ คือ มี สัจจะอยู่ด้วยกันต้องพูดคำสัตย์ทมะ มีความยับยั้งชั่งใจ ขันติมีความอดทนต่อความอยากและ จาคะ เสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนในครอบครัว หากคนใดบกพร่องฆราวาสธรรมแล้ว มีแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น

หากใครเจอเหตุการณ์เหล่านี้ สิ่งที่ควรกระทำคือ กลับมามองบทบาทหน้าที่ของตนในแนวทางที่ถูกต้อง พ่อที่ประพฤติผิดไปก็กลับตัวกลับใจ แม่ที่เสียใจก็หันกลับมาทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุด เพื่อดำรงตนให้เป็นที่พึ่งพิงอาศัยของลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป


เรื่อง ณัฐนภ ตระกลธนภาส www.facebook.com/nutthanop.tr ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี

สไตลิสต์ รุจิกร ธงชัยขาวสอาด นางแบบ กุลพัฒนี บัวละออ

 

Secret คือแรงบันดาลใจ
สั่งซื้อนิตยสารหรือสมัครสมาชิก Secret ได้ที่ 0-2423-9889
ทาง Naiin.com : https://www.naiin.com/magazines/title/SC/

keyboard_arrow_up