ความรัก ความทุกข์ ต้นเหตุของความสุข ในปัจจุบัน ต้อม–รชนีกร พันธุ์มณี

ต้อม-รชนีกร
ต้อม-รชนีกร

ความรัก ความทุกข์  ต้นเหตุของความสุข ในปัจจุบัน

ต้อม–รชนีกร พันธุ์มณี

เมื่อไม่นานมานี้ “ต้อม–รชนีกร พันธุ์มณี” เพิ่งออกมาเปิดเผยเรื่องราว ความรัก ในอดีตที่ไม่สมหวังของเธอ ซึ่งต่อมาถือว่าเป็น ต้นเหตุของความสุข ของเธอในปัจจุบัน

แน่นอนว่าความล้มเหลวในความรักสร้างทุกข์ให้เธออย่างมาก แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ประสบการณ์เหล่านั้นหล่อหลอมให้เธอเข้มแข็ง และความสุขในปัจจุบันก็ล้วนมากการเรียนรู้ชีวิตที่ผ่านมา

หากเทียบกับเส้นทางอาชีพ เธอได้รับบทบาทการแสดงหลากหลาย ในเส้นทางชีวิตเธอก็ได้พบเจอกับเรื่องราวหลากรสชาติเช่นกัน

“ตั้งแต่เด็กจนโต ต้อมมีชีวิตที่อยู่ในกรอบของผู้ใหญ่มาตลอด เพราะเติบโตมาในครอบคนไทย ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่และหัวโบราณ คุณพ่อของ ต้อม เป็นทหาร ส่วนคุณแม่เป็นครู แม้จะมีพี่ชายหนึ่งคน แต่ไม่เคยได้เล่นโลดโผนกับเขา เพราะเราเป็นเด็กผู้หญิง ที่บ้านจึงทั้งห่วงและหวงมาก ขนาดที่ต้อมมีไม่สิทธิ์ที่จะได้ไปไหนมาไหนคนเดียว หรือแค่จะขอขี่จักรยาน ที่บ้านก็ยังไม่ยอม

“ตอนเรียนปี 3 อาจารย์ส่งต้อมเป็นตัวแทนคณะเข้าประกวดนางนพมาศ แต่สุดท้ายไม่ได้รับคัดเลือก ด้วยเหตุผลที่ว่า  ต้อมตัวดำ ตอนนั้นคิดในใจเลยว่า ทำไมนะ คนดำทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ แต่จากนั้นไม่นานกลับกลายเป็นว่า มีคนมาชวนไปประกวดเวทีมิสทีนไทยแลนด์

“หลังจากได้รับตำแหน่ง คุณแดง – สุรางค์ เปรมปรีดิ์ จึงเรียกไปเทสต์หน้ากล้อง เพื่อเล่นละคร ต้อมก็ไปทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ และไม่คิดว่าตัวเองจะผ่าน แต่จากนั้นประมาณสองเดือน ต้อมก็ได้เล่นละครเรื่องแรกคือ พี่เลี้ยง

“แม้เพิ่งได้แสดงละครเรื่องแรก แต่ต้อมกลับเจอกระแสข่าวด้านลบเยอะมาก ช่วงนั้นยอมรับแย่เหมือนกัน เพราะสมัยก่อนไม่ว่าข่าวเขียนมาอย่างไร ไม่มีโอกาสออกมาแก้ข่าวเหมือนสมัยนี้ ที่มีสื่อมากมายให้เราออกมาพูดได้ และต้อมเพิ่งอายุ 19 ปี เรื่องราวแบบนี้หนักหนากับเราเหมือนกัน

“ต้อมยอมรับว่า “โง่” มากในเรื่องความรัก กว่าจะได้คบใครจริงจังก็เข้าวงการแล้ว ตอนนั้นได้คบหาดูใจกับผู้ชายคนหนึ่ง แต่พอแต่งงานและได้มาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจริง ๆ  กลับมีหลายอย่างที่ไม่ลงตัว เวลาแค่สามเดือนก็รู้แล้วว่า เราอยู่ด้วยกันไม่ได้ ช่วงนั้นต้อมพยายามปรับตัวและประคับประคองชีวิตคู่ของเรา แต่ความเครียดสะสมจากการทำงานและเรื่องชีวิตคู่ จนวันหนึ่งก็รู้สึกได้ว่า ตัวเองไม่ปกติแล้ว

ตอนที่ไปพบคุณหมอ ร่างกายของต้อมแย่มาก น้ำหนักลดลงเหลือ 35 กิโลกรัม จากปกติ 42 กิโลกรัม ตอนเจาะเลือดที่แขน ก็ไม่มีเลือด มีแต่ลมออกมา จนคุณหมอจึงต้องเจาะเลือดจากที่คอ ในเวลานั้นคุณหมอพูดกับต้อมว่า

“คุณมีชีวิตอยู่ได้ยังไงกัน คุณเหมือนมีแต่ร่าง แต่ไม่มีวิญญาณ น้ำหล่อเลี้ยงในตาก็ไม่เหลือแล้ว”

“ต้อมต้องรักษาตัวอยู่นาน กว่าร่างกายและจิตใจจะเป็นปกติ และหลังจากจบความรักครั้งนี้ ก็มุ่งทำงานหามรุ่งหามค่ำ และเข็ดกับความรักอยู่นาน จนได้พบรักอีกครั้ง

“ความรักครั้งใหม่ เรามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน เวลานั้นต้อมต้องย้ายไปอยู่กับสามีที่ต่างประเทศ ความเป็นอยู่เป็นไปอย่างสุขสบาย แต่นานวันเข้าต้อมกลับเหงามาก เพราะสามีเป็นคนขี้หึง เขาให้อยู่แต่กับบ้าน เวลานั้น แม้จะทุกข์แค่ไหน ต้อมก็บอกตัวเองเสมอว่า ต้องอยู่ให้ได้ แต่นานวันไปทุกอย่างก็มีแต่แย่ลง เพราะเหมือนถูกขังอยู่แต่ในบ้านด้วยความรักและความห่วงของสามี จนสุดท้ายต้อมก็ตัดสินใจพาลูกหนีกลับประเทศไทย

“หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ชีวิตก็ไม่ได้สุขสบายนัก เพราะต้อมมีเงินติดตัวไม่มาก และเคยมีเงินติดตัวเพียง 300 บาท ต้อมไม่เคยบอกใคร ได้แต่สู้ทำงานทุกอย่างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกสาวให้ได้

“กว่าชีวิตจะมีความสุขแท้ได้อย่างปัจจุบัน ต้องผ่านอะไรมามากมาย ตอนนี้ต้อมมีครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกสาวและลูกชายที่น่ารัก การใช้ชีวิตปัจจุบันนี้คือ ต้อมไม่คาดหวังอะไรเลย ขอเพียงทำทุกวันให้ดีและมีความสุขเท่านั้นเอง”

ติดตามเรื่องราวชีวิตของต้อม–รชนีกร พันธุ์มณี ฉบับเต็ม 3 ตอน ได้ในนิตยสาร Secret ฉบับ 205 (10 ม.ค. 2560) – ฉบับ 207 (10 ก.พ.2560)


บทความน่าสนใจ

บทเรียนชีวิตลูกผู้ชาย ต๊ะ บอยสเก๊าท์ (วินรวีร์ ใหญ่เสมอ) 

ศิลปะการเปลี่ยน “ทุกข์” ให้เป็น “สุข” ของ ชนกวนัน  รักชีพ

ชีวิตในแบบ “ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา” ของ เชษฐ์ วรเชษฐ์ เอมเปีย

 

 

 

keyboard_arrow_up