เรื่องจริงของ การโกรธ เขา แล้วตัวเรามีแต่ความทุกข์

การโกรธ
การโกรธ

เรื่องจริงของ การโกรธ เขา แล้วตัวเรามีแต่ ความทุกข์

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนโดยตรง เกี่ยวกับ การโกรธ อันนำมาซึ่ง ความทุกข์  เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังให้กับผู้อ่านทุกๆ ท่าน เผื่อใครกำลังโดนไฟโทสะสุมทรวงควักล้วงยังไงก็ไม่ออกไปจากใจเสียทีมาอ่านเจอ อาจช่วยให้ ความ โกรธ นั้นเจือจางลงได้บ้าง

รู้ว่ามี ความโกรธ และไม่คิดโทษตัวเอง

เรื่องมันมีอยู่ว่า ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เรานัดคนพิเศษจะไปทำบุญ เป็นการนัดกันล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ก่อนถึงวันนัด 1 วัน เราไม่คอนเฟิร์มเขาด้วย 1.เพราะกลัวเขาจะขอเลื่อนนัด เนื่องจากเขามักเลื่อนนัดเราอยู่บ่อยๆ 2.ตามปกติแล้ว ถ้าเขาติดอะไรก็มักจะไลน์มาบอกก่อน แต่ครั้งนี้คือต่างคนต่างเงียบ

พอถึงวันนัดซึ่งเป็นวันที่เขายังไปทำงาน แต่เราลาพักร้อนแล้ว เราก็โกออนเลยค่ะมุ่งหน้าสู่ออฟฟิศเขาพร้อมถือของฝากจากที่ไปเที่ยวมา เอาไปให้เขาด้วย เมื่อไปถึงก็ไลน์ไปหาเขา

“วันนี้ที่เรานัดกันไปทำบุญน่ะ เราอยู่ตึกออฟฟิศเธอแล้วนะ ขอโทษด้วยมาเร็วไปหน่อย” เขาตอบกลับมาว่า

“นัดกันวันนี้หรือ เราไม่ไปได้ไหม เป็นไข้อ่ะ แล้วก็ลืมด้วย ขอโทษนะ”

อารมณ์ตอนนั้น โกรธ มาก เพราะเราโฟกัสที่เขาบอกว่า เขาลืม ไม่ไปได้ไหม เราคิดแค่ว่า เฮ้ย! คุณไม่รับผิดชอบอะไรหน่อยหรือ คุณบอกได้นี่ ขอเปลี่ยนมาเป็นดื่มกาแฟตอนเย็นหลังเลิกงานแทนได้ไหม หรืออื่นๆอะไรก็ว่าไป เราคิดแค่ส่วนของเรา และเป็นส่วนของเราตามสัญชาติญาณดิบของมนุษย์ที่มักคิดว่าตัวเองถูกเสมอด้วย เราพยายามข่มใจให้เย็นแล้วพิมพ์ไปว่า

“ไม่ไปไม่เป็นไร ช่วยลงมาเอาของฝากด้วย ซื้อมาให้เธอคงให้คนอื่นไม่ได้”

ระหว่างที่เขายังเดินมาไม่ถึง ความโกรธ กำลังเล่นงานเราอย่างหนักหน่วง ถ้าเป็นสมัยสาวสะพรั่ง บอกเลยว่าอาละวาดไม่สน อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ใดๆ แน่นอน ต้องโวยวายเพื่อให้สาแก่ใจกับ ความโกรธ ที่มี แต่สิ่งที่ทำตอนนั้นคือ หยิบมือถือขึ้นมาจิ้มๆๆๆ หน้าจอเปล่าๆ จิ้มแรงๆ เพื่อผ่อนอารมณ์ให้อ่อนลง แต่ยิ่งจิ้มยิ่งรู้สึก โกรธ ก็เปลี่ยนเป็นวางมือถือลง นั่งนิ่งๆ สังเกตลมหายใจตัวเอง ลมเข้ารู้ ลมออกรู้ แล้วบอกตัวเองว่า

“ใจเย็นๆ นะ ใจเย็นไว้”

ได้ผล เรานิ่งขึ้น แต่ถามว่า ความโกรธ ยังอยู่ไหม แน่นอนเราเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดา ความโกรธ ยังอยู่ แต่แค่ไม่ฟาดงวงฟาดงาเท่านั้นเอง พอคนพิเศษเดินมาถึง เรามองหน้ากัน เขาถามว่า

“ โกรธใ ช่ไหม”

เราไม่ตอบ เพราะรู้ตัวว่าถ้าตอบนี่ยาวแน่ๆ ทำได้แค่ยื่นของฝากให้ แล้วลุกขึ้น ระหว่างที่เดินกลับโดยมีเขามาส่ง ถ้าเขาถามเรื่องอื่นๆ เราจะตอบ แต่เราจะตอบให้น้อยที่สุด กันไม่ให้คำพูดไม่ดีหลุดออกไป

พอพ้นจากออฟฟิศของเขา เราไม่ได้เอะอะโวยวายก็จริง แต่มันหนักในใจไปหมด โกรธ จนพูดไม่ออกเป็นอย่างไร เพิ่งได้สัมผัสเป็นครั้งแรกก็ครั้งนั้น

ร้อนรนทนไม่ไหวราวไฟคลอกหัวใจ เพราะพิษแห่ง ความ โกรธ

ผ่านไป 1 วัน เราไม่ติดต่อกัน เรายังแบก ความ โกรธ เอาไว้ ทุกอย่างรอบตัวดูขัดหูขัดตาไปหมด หัวจิตหัวใจทั้งร้อนทั้งหนักอึ้งแทบทนตัวเองไม่ไหว ความรู้สึกดิ่งพสุธามากๆ พอตกกลางคืนเราปิดไฟ นอนกระสับกระส่าย มี ความทุกข์ ทรมานอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะประสาทค่ะว่าง่ายๆ

คิดได้ก็หายหนัก

พอฟุ้งซ่านอยู่พักใหญ่ๆ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยเปิดยูทูปของพระอาจารย์ท่านหนึ่ง เรื่องการจัดการ ความโกรธ เปิดฟังไปเรื่อยๆ สะดุดหูข้อที่ว่า ให้คิดถึงสาเหตุแห่งความโกรธ ว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไรกันแน่ ทีนี้เริ่มคิดตามแล้วค่ะ ถ้าวันนั้นเราโทร.คอนเฟิร์มเขา เขาก็อาจจะไม่ลืม หรือถ้าเขาเลื่อนนัดก็อาจจะแค่เสียความรู้สึก แต่ ความโกรธ จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน จริงๆจะโทษเขา 100% ก็ไม่ได้ จริงๆ ตัวเราก็ผิดเหมือนกัน แล้วเขาก็ขอโทษแล้ว ก็แล้วต่อกันไปแล้วกัน

หลังจากนั้นก็มีโอกาสคุยไลน์กับเพื่อน ได้ระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกไป รวมถึงการยอมรับความผิดในส่วนของตัวเองด้วยใจจริง เชื่อไหมคะ จากที่หนักๆ มี ความทุกข์ ทุกอย่างมันเบาราวกับปุยนุ่นเลยค่ะ!

ตอนนี้เชื่ออย่างสนิทใจแล้วค่ะ ที่เขาเปรียบเปรยกันว่า โกรธ เขาเหมือนเราจุดไฟเผาตัวเองนี่คือเรื่องจริง 100% ค่ะ รับประกัน


บทความที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งทุกข์ ยิ่งมีภูมิคุ้มกันความทุกข์ บทความให้กำลังใจจากพระไพศาล

มี (ทุกข์) ไม่เท่ากับ เป็น (ทุกข์) บทความให้กำลังใจจากนายแพทย์ชวโรจน์

keyboard_arrow_up