ออกจาก งานประจำ ทำฟรีแลนซ์ดีจริงหรือ แชร์ประสบการณ์จากนักพากย์ฟรีแลนซ์ ตัวจริง

ฟรีแลนซ์
ฟรีแลนซ์

ออกจาก งานประจำ ทำฟรีแลนซ์ ดีจริงหรือ แชร์ประสบการณ์จากนักพากย์ฟรีแลนซ์ ตัวจริง

ออกจาก งานประจำ ทำฟรีแลนซ์ ดีจริงหรือ แชร์ประสบการณ์จาก ฟรีแลนซ์ ตัวจริง หลายคนพูดกันว่า ออกจากงานประจำมาทำ ฟรีแลนซ์ เห็นเงินเป็นกอบเป็นกำ และมีเวลามากกว่าทำงานประจำ แต่เสียงจากอีกฝั่งก็พูดกันว่า ทำไม่ได้จริงหรอก เป็นเรื่องของคนโลกสวย ประเด็นนี้คงไม่มีคำตอบตายตัวจนกว่าคนๆ นั้นจะลองทำด้วยตัวเอง และวันนี้ คุณเอ็กซ์ – ธีระวัฒน์ สันติวัฒน์ อดีตพนักงานประจำ ผู้หันมาทำ ฟรีแลนซ์ เต็มตัว จะมาเปิดใจถึงประเด็นดังกล่าว

งานประจำทำต่อไปใช่จริงหรือ

จุดเปลี่ยนชีวิตจากการทำงานประจำมาสู่การทำ ฟรีแลนซ์ ของผมเริ่มมาจากที่ ตอนนั้นใกล้สิ้นปีแล้ว ผมนั่งมองโต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วคิดว่า ชีวิตของเรามันได้เท่านี้เองหรือ ได้เงินเดือนเท่านี้ สิ้นปีก็มารอคาดหวังว่าเจ้านายจะให้โบนัสเท่าไร ทำไมเราชีวิตเราถึงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคนอื่นด้วย จากนั้นก็ขับรถออกไปกินข้าว(พักกลางวันพอดี)ไปเจอเพื่อนคนหนึ่งโดยบังเอิญ เขาเพิ่งลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัว ผมจึงถามเขาว่า

“ไม่กลัวเจ๊งหรือ” เขาตอบว่า

“กลัวสิ แต่ถ้าเจ๊งตอนนี้ ล้มตอนนี้เรายังมีแรงลุกขึ้นได้ ดีกว่าเจ๊งตอนแก่นะ”

ประโยคนี้เองทำให้ผมตัดสินใจลาออกจากงาน มาลองสู้ทำอะไรของตัวเองดูสักครั้ง จึงเป็นที่มาของการเป็น ฟรีแลนซ์ รับพากย์เสียงครับ

อุปสรรคผลักให้สู้

การทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานประจำ หรือว่า ฟรีแลนซ์ ล้วนต้องเจออุปสรรค ช่วงแรกของการเริ่มต้นอาชีพนักพากย์นั้น ผมถูกปฏิเสธแบบได้รับความรุนแรงหลายระดับมาก บางที่ก็ปฏิเสธอย่างสุภาพ บางที่ก็ใช้คำพูดเชิงดูถูก บางที่ก็ไล่เราออกมาเลย แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ บากหน้าไปเสนองานเขาอยู่เรื่อยๆ

ตอนนั้นเป็นยุคที่เฟซบุ๊คและยูทูปยังไม่แพร่หลาย ผมใช้วิธีอัดเสียงพากย์ตัวเองไว้ แล้วไรท์ใส่แผ่นซีดี เอาไปเสนอตามบริษัทโปรดักชั่น และห้องอัดเสียงต่างๆ โดยเฉพาะแถวๆทาวน์อินทาวน์ สะพายเป้ เดินตากแดดร้อนมากๆ เข้าที่โน่น ออกที่นี่ มีที่หนึ่งบอกว่า ไม่เอาเรา ไม่แม้แต่จะยอมฟังเสียงด้วยเหตุผลที่ว่า เราไม่ดัง อีกที่หนึ่งก็พูดกับผมว่า มาทำไมบ่อยๆน่ารำคาญ บางที่ก็ทำท่าดูถูกเรามาก ทำหน้าเบะปาก สะบัดข้อมือไล่เรา

ผมท้อแท้มากครับ เข้าไปซื้อกาแฟกระป๋องในร้านสะดวกซื้อ ออกมานั่งดื่มข้างทางใต้ต้นไม้ มองพนักงานออฟฟิศเขาพักเที่ยงกัน แล้วก็คิดว่า

“เราทำอะไรอยู่ตรงนี้ หรือเราจะมาผิดทาง”

แต่ก็คิดต่อไปว่าโดนไล่ โดนดูถูกมาขนาดนี้แล้ว ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว จึงตัดสินใจเดินต่อ ยื่นผลงานไปเรื่อยๆ

ผมถูกปฏิเสธทั้งหมด 63 ครั้ง ที่จำได้ก็เพราะว่าในมือผมจะมีกระดาษ A4 ปึกหนึ่ง ปริ๊นรายชื่อบริษัทที่น่าจะรับคนพากย์ไว้ทั้งหมด แล้วผมก็เดินเข้าไปหาทุกบริษัท โดนปฏิเสธรวด มีห้องอัดแถวลาดพร้าวซึ่งเป็นบริษัทที่ 64 ที่ยอมเปิดแผ่นCD เพื่อฟังเสียงของผม จากนั้นพอลูกค้าได้ยินเสียงของผมแล้วชอบ ก็ตกลงจ้างให้ผมลงเสียง เป็นรายการท่องเที่ยว ได้ค่าจ้างครั้งแรก 800 บาท แต่ก็โดนโกง เพราะเขาไม่ยอมจ่ายเงิน

งานเข้ามาพาชีวิตเปลี่ยน

ช่วงแรก อนาคตในวงการพากย์เสียงของผมยังคงกระท่อนกระท่อน มีลูกค้าบ้าง ไม่มีบ้าง เป็นเพราะว่า ยังหาลูกค้าไม่เป็น ไม่รู้ว่าต้องไปหาจากที่ไหน แต่ผมจำประโยคที่เคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งได้ว่า ‘การไหว้ รอยยิ้ม ความอ่อนน้อม ไม่เคยทำให้ใครขาดทุน’ ผมจึงเข้าไปขอความรู้จากรุ่นพี่ เขาเป็นคนดุมาก แต่ด้วยความที่เราอยากได้วิชา เขาบ่นอะไรมา เราก็พูดแค่ว่า “ครับพี่” พอสนิทกันเขาก็สอนว่า ให้เอาผลงานไปโพสต์ในเว็ปบอร์ดที่เกี่ยวกับงานด้านนี้ (ถ้าในสมัยนี้ก็คงเป็นพวก เฟซบุ๊คแฟนเพจ)เดี๋ยวก็มีลูกค้ามาเอง เพราะลูกค้าก็ตามหาเราเหมือนกัน

ผมจึงโพสต์ผลงานไว้แทบทุกเว็บเท่าที่หาได้ แล้วก็ได้ผลครับ เริ่มมีลูกค้ามาจ้างพากย์งานเรื่อยๆ ประกอบกับปัจจุบันพอใช้สื่อออนไลน์เข้ามาช่วย ยิ่งเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น อย่างตอนนี้ผมก็มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองคือ http://www.xtheeravat.com

ส่วนเรื่องรายได้จากการเป็น ฟรีแลนซ์ บางเดือนพีคสุดขีด หาเงินได้ถึงเกือบ 6 หลักก็มี แม้ว่าจะไม่พีคทุกเดือน แต่โดยเฉลี่ยก็ได้เยอะกว่าตอนเป็นมนุษย์เงินเดือนมากในระดับที่น่าพอใจครับ ซึ่งผลงานที่ภาคภูมิใจที่สุดในการทำงานของผมคือ การได้ลงเสียงให้กับงาน “พระมหากษัตริย์นักกีฬา”(ในหลวงรัชกาลที่๙)  ออกอากาศอากาศทางช่อง 9 ซึ่งผมรู้สึกภูมิใจ และเป็นเกียรติที่สุดในชีวิต ที่ได้ทำงานนี้ครับ

ก่อนที่ผู้อ่านจะตัดสินใจเบนเป้าหมายชีวิต คุณเอ็กซ์ได้บอกถึงข้อดีและข้อเสียของการเป็น ฟรีแลนซ์ ไว้ว่า

ข้อดีของ ฟรีแลนซ์

จากประสบการณ์ของผม ข้อดีที่สุดของการเป็น ฟรีแลนซ์ คือ เราได้ค่าตอบแทนตามฝีมือ และความขยัน ไม่ต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของคนอื่นว่า จะขึ้นเงินเดือนให้เราไหม เราจะได้โบนัสหรือเปล่า ถ้าเป็น ฟรีแลนซ์ ที่เก่งจริงๆ ดูแลลูกค้าดี เรากำหนดราคาเองได้เลยว่า เราอยากได้เงินจากงานนี้เท่าไร

ข้อเสียของ ฟรีแลนซ์       

หากเป็นนักพากย์แบบผม หรืองานที่วันๆนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์คนเดียว เราจะเหงามากครับ แม้มันจะสบายที่ไม่ต้องตื่นเช้ามาเจอกับรถติด แต่เราจะขาดสิ่งที่เรียกว่า สังคมการทำงานไป คนเราก้าวหน้าได้ จากการได้พบผู้คน ซึ่งจะนำพาโอกาสดีๆมาให้ หากอยู่แต่ในห้องอย่างเดียว ผมว่าเราเสียโอกาสดีๆไปเยอะมากเหมือนกัน

ก่อนจบบทสนทนาในวันนี้ ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยคำแนะนำจากคุณเอ็กซ์ถึงผู้ซึ่งอยากจะก้าวมาเป็น ฟรีแลนซ์ เต็มตัว ดังต่อไปนี้ค่ะ

ข้อแนะนำสำหรับคนที่อยากลาออกมาเป็น ฟรีแลนซ์ เต็มตัว

1.ก่อนลาออก ควรหาลูกค้าตุนไว้ในมือให้เยอะๆก่อน อย่าลาออกแล้วค่อยมาหาลูกค้าเอาดาบหน้า คุณจะเหนื่อยมาก เสียสุขภาพจิต และใช้เวลามาก

2.ควรมีเงินเก็บสำรองไว้สัก 4-6 เดือน เพื่อความอุ่นใจ เพราะ 3 เดือนแรก จะเป็นตัววัดใจว่า เราพอสู้ไหวไหม หากผ่านไป 3 เดือนแล้ว ยังไม่มีลูกค้าเลย คุณจะได้เลือกได้ว่า จะสู้ต่อ หรือกลับไปสมัครงานใหม่ก็ยังทัน

3.รับโทรศัพท์ ตอบแชท หรือโทรกลับหาลูกค้าให้เร็วที่สุดเสมอ ลูกค้าต้องติดต่อคุณได้ง่าย จำไว้ว่าการไม่รับสาย หรือตอบแชทช้า อาจเสียลูกค้าไปให้คนอื่นได้

4.ก่อนลูกค้าจะซื้อผลงานของคุณ เขาจะซื้อที่ตัวคุณก่อน คุณต้องขายตัวเองด้วย ดังนั้นนอกจากความสุภาพในการปฏิบัติต่อลูกค้าแล้ว การแต่งตัวให้เหมาะสมกับงานที่ทำ จะช่วยให้ลูกค้าเชื่อมั่นในตัวคุณมากขึ้น

 

เรื่อง: อุรัชษฎา ขุนขำ

 

keyboard_arrow_up