ชีวิตของลูกเลี้ยง ที่เหมือน ‘ตายทั้งเป็น’

ตายทั้งเป็น
ตายทั้งเป็น

ครั้งหนึ่งครอบครัวของฉันเคยเป็นครอบครัวที่อบอุ่น

แต่หลังจากที่แม่เสียชีวิตและมีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่ง

ก้าวเข้ามาในครอบครัวของเรา

จึงได้รู้ว่า ชีวิต ที่ตายทั้งเป็น นั้นเป็นอย่างไร

ฉันอาศัยอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร พ่อมีอาชีพเป็นชาวประมง ครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร ฉันมีพี่น้องทั้งหมด 12 คน  ฉันเป็นคนที่ 9 แต่น้อง 3 คนเสีย ชีวิต ตั้งแต่เล็ก ๆ ฉันจึงกลายเป็นลูกสุดท้องไปโดยปริยาย

ไม่นานหลังจากแม่เสีย พ่อก็พาผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาอยู่ที่บ้าน เธอขายผักอยู่ในตลาด พ่อหลอกว่าอยู่ตัวคนเดียว เมื่อเธอรู้ความจริงว่าพ่อมีลูก 9 คน เธอไม่ได้ว่าอะไร กลับดูแลพวกเราเป็นอย่างดีด้วยซ้ำ

ตอนฉันเป็นเด็ก เธอให้กำเนิดลูกชาย 2 คน คนโตส่งไปให้แม่เธอเลี้ยง ส่วนคนเล็กเธอเลี้ยงเอง ชีวิต ของฉันดำเนินไปด้วยดีพี่ชายคนโตรับราชการเป็นครู ต่อมาแต่งงานจึงย้ายออกไปอยู่กับครอบครัวของตัวเอง ทุกอย่างในชีวิตมีแต่ความสุข จนกระทั่งวันที่พ่อและบรรดาพี่ชายทุกคนออกเรือไปในทะเลเป็นเวลาแรมเดือน เหลือเพียงฉันและพี่สาวเธอจึงแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา

แม่เลี้ยงใช้เราทั้งคู่ทำงานบ้านทุกอย่างเธอปลุกพวกเราตอนตีสามให้ลุกมาทำงาน ถ้าไม่ลุกจะโดนดึงหู เธอเคยดึงจนหูฉันฉีก ฉันเจ็บมาก อยากไปหาหมอ แต่ไม่มีเงิน เพราะแม่เลี้ยงไม่ให้ไป ฉันทำได้แค่เอาน้ำเกลือมาล้างแผล

แม่เลี้ยงใช้แรงงานพวกเราราวกับทาสในเรือนเบี้ย ไม่ได้ดั่งใจก็ทุบตี บางทีก็จับขังไว้ในห้องนอน ให้อดข้าวอดน้ำหลายวัน ระหว่างนั้นพี่สาวของฉันมีชายหนุ่มเข้ามาติดพัน เธอทนที่โดนทำร้ายไม่ไหว จึงหนีตามชายหนุ่มคนนั้นไป

เมื่อพ่อกลับมาจากการออกเรือไปหาปลาฉันเล่าให้พ่อฟังว่าแม่เลี้ยงทำอะไรฉันบ้าง แล้วฉันก็แทบหัวใจสลาย พ่อไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันพูด เพราะถูกแม่เลี้ยงเป่าหู ทุกครั้งที่พ่อออกไปทำงานคือช่วงเวลาที่ฉันถูกทำร้าย

นอกจากงานในบ้านที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ แล้วแม้แต่เรื่องอาหารก็ได้กินแต่ของเหลือ ๆ อย่างถ้าแม่เลี้ยงซื้อเป็ดมากินกับญาติตัวเอง ก็กินเนื้อเป็ดจนหมดแล้วเหลือกระดูกไว้ให้ฉันกินพอรองเท้านักเรียนของฉันขาด แม่เลี้ยงก็ไม่ซื้อให้ใหม่ ฉันต้องเก็บเงินซื้อทั้งเสื้อผ้าและรองเท้าเอง เงินเก็บของฉันมาจากเงินที่แม่เลี้ยงให้วันละบาท ซึ่งให้บ้างไม่ให้บ้าง ถ้าพ่ออยู่เธอให้ห้าบาท ระหว่างเก็บเงิน ฉันต้องเอาถุงพลาสติกสวมแทนรองเท้าและพยายามเดินบนพื้นหญ้าจะได้ไม่ร้อนเท้า ตอนอยู่โรงเรียนฉันประทังความหิวโดยการดื่มน้ำจากแท็งก์น้ำของโรงเรียน เพราะต้องการเก็บเงินไว้ซื้อรองเท้าให้ได้ แต่สุดท้ายแล้วเงินก็ไม่พอซื้อรองเท้าอยู่ดี

หลังจากจบ ป.4 ฉันอยากเรียนต่อ ป.5 จะได้รู้ภาษาอังกฤษ เพราะสมัยนั้นเริ่มสอนภาษาอังกฤษกันตอน ป.5 ฉันอยากมีความรู้ไว้ติดตัวบ้างก็เท่านั้นเอง แต่แม่เลี้ยงตอบว่า

“ผู้หญิงเรียนมากก็เหี้_มาก ไม่ต้องเรียนเดี๋ยวผัวก็เลี้ยง”

ฉันจึงไม่ได้เรียนต่อ ต้องออกมาทำงานบ้าน เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ และเริ่มมีเงินเก็บพอสมควร ต่อมาแม่เลี้ยงเริ่มเล่นหวยหนักจนเงินหมด ก็มายืมเงินฉันไปเป็นทุนซื้อผักไปขายในตลาด ฉันก็ให้ไปและคิดว่าเดี๋ยวคงได้คืน

วันหนึ่งฉันเพิ่งทำงานบ้านเสร็จ เหนื่อยมาก หิวจนตาลาย แต่แม่เลี้ยงไม่ให้กินข้าว ฉันโมโหหิวขว้างจานข้ามหัวพ่อที่กลับมาบ้านพอดี พ่อไม่เคยเห็นฉันเป็นแบบนี้จึงตวาดว่า

“นี่มึงทำถึงขนาดนี้เลยหรือ”

แล้วพ่อก็ตี ฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องที่ถูกแม่เลี้ยงกระทำ

“ตอนเขาตีหนู พ่อเคยเห็นบ้างไหม พ่อเคยอยู่ดูแลหนูบ้างหรือเปล่า”

ฉันพูดทั้งน้ำตา แล้วก็เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้พ่อฟังอีกครั้งจนพ่อไปตีแม่เลี้ยง เพราะพ่อเห็นว่าทำกับฉันหนักเกินไป

เมื่อพ่อต้องออกไปกับเรืออีกครั้ง แม่เลี้ยงก็แผลงฤทธิ์หนักขึ้น ฉันจึงทวงเงินที่เขายืมไปบ้าง เพราะคิดว่าจะไม่ยอมอีกแล้วปรากฏว่าเขาโกรธจัด จับฉันมัดข้อมือไว้กับเพดาน ตัวห้อยต่องแต่งอยู่กลางบ้าน จากนั้นเธอเดินไปหยิบหางกระเบนมาฟาดหลัง ตอนนั้นฉันใส่เสื้อคอกระเช้าบางเฉียบ แรงเหวี่ยงของหางกระเบนที่ฟาดมาทำให้เนื้อแตก หลังจากตีจนสาแก่ใจก็ไปเอาน้ำเกลือหนึ่งกะละมังมาสาดที่แผลสด ๆ ฉันเจ็บแสบทรมานมากจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

วันหนึ่งฉันไปขายผักแทนแม่เลี้ยงที่ตลาดและเจอเพื่อนบริเวณนั้น จึงขอให้เขาช่วยเขียนจดหมายถึงพี่ชายที่เป็นครูให้มารับไปอยู่ด้วยเพราะทนไม่ไหวแล้ว เมื่อพี่ชายได้รับจดหมายจึงรีบมารับทันที โดยที่แม่เลี้ยงก็ขัดขวางไม่ได้เพราะพี่ชายโตแล้ว เธอไม่กล้ายุ่ง

เวลาผ่านไปจนฉันอายุ 14 ปี พ่อขอร้องให้ฉันกลับมาอยู่ด้วยกันและบอกว่าแม่เลี้ยงจะไม่ทำร้ายอีก แล้วฉันคิดว่าฉันก็โตแล้วเขาคงไม่กล้าทำอะไรเหมือนเมื่อก่อน อย่างน้อยที่สุดเขาก็เคยเลี้ยงมา ควรกลับไปตอบแทนบุญคุณเขา จึงตัดสินใจกลับมาอยู่ที่บ้าน

เมื่อตัดสินใจกลับมาอยู่กับพ่อเหมือนเดิมจึงรู้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เพราะพอพ่อไปออกเรือ แม่เลี้ยงก็ยังคงทุบตีฉันเหมือนตอนเด็ก ๆ แถมระยะหลังเธอมีเจ้าหนี้มาตามทวงหนี้หวยมากมาย ทำให้ฉันต้องไปขายผักแทนเธอที่ตลาดบ่อย ๆ

เมื่อฉันโตเป็นสาว ไม่เพียงต้องเผชิญกับพิษสงของแม่เลี้ยง น้องชายคนละแม่ที่ก้าวเข้าสู่วัยรุ่นนั้นร้ายกาจยิ่งกว่า

วันหนึ่งฉันไม่สบายมากจึงไม่ได้ออกไปขายของ น้องชายที่กำลังติดกาวอย่างหนักเดินอยู่ในบ้าน ส่วนฉันนั่งอยู่ในบ้านคนเดียว เขาย่างกายมาลากฉันเข้าไปในห้องนอนหมายจะข่มขืน ฉันสู้จนหูฉีก เลือดไหลรินเป็นสาย ช่วงวินาทีนั้นฉันมองไปที่รูปแม่ผู้ให้กำเนิด เห็นแม่เดินเข้ามาหา ก่อนหมดสติฉันเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งกายและใจ มันเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้

เมื่อมาถึงโรงพยาบาลขณะครึ่งหลับครึ่งตื่น ฉันเห็นแม่ที่เสียไปแล้วยืนร้องไห้อยู่ข้าง ๆ เตียง และได้ยินแม่บอกว่า

“อดทนนะลูก”

เมื่อฉันตื่นขึ้นมาก็เห็นพี่ชายคนโตยืนอยู่ข้าง ๆ เตียง เขาเล่าให้ฟังว่า เพื่อนบ้านได้ยินเสียงต่อสู้จึงโทร.เรียกเขาให้รีบมาดู เขามาช่วยฉันทันก่อนที่จะถูกข่มขืนและพาส่งโรงพยาบาล ตอนฉันหมดสติ เขาก็เห็นแม่ยืนอยู่ข้าง ๆ เตียง แม่คงเป็นห่วง เพราะฉะนั้นฉันต้องอดทนอย่างที่แม่บอกไว้

พอกลับมาถึงบ้าน น้องชายตัวแสบหนีไปแล้ว แม่เลี้ยงด่าฉัน หาว่าไปอ่อยลูกเขาฉันไม่สนใจ ทุกวันผ่านไปด้วยกิจวัตรเดิม ๆ คือไปขายผักที่ตลาดแทนแม่เลี้ยง ระยะหลังมานี้ นอกจากแม่เลี้ยงจะชอบเล่นหวยเป็นชีวิตจิตใจแล้ว ยังติดพันหนุ่มต่างชาติอีกด้วย ฉันเล่าให้พ่อฟัง แต่ท่านไม่เชื่อ ฉันเลยเงียบเสียเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน

วันหนึ่งฉันออกไปขายผักตามปกติได้พบผู้ชายคนหนึ่ง เขาชอบฉันและเริ่มไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ เขาเคยแอบตามไปดูฉันที่บ้าน เห็นฉันถูกทุบตีสารพัด จึงขอแต่งงานเพื่อไม่ให้ฉันถูกทำร้ายอีก

หลังจากนั้นฉันย้ายมาอยู่กับสามีที่ต่างจังหวัด เรามีลูกสองคน ลูกชายหนึ่ง ลูกสาวหนึ่ง หลายปีต่อมาฉันได้ทราบข่าวว่าแม่เลี้ยงเสียชีวิตเพราะลื่นหัวฟาดพื้น เข้าห้องฉุกเฉิน แต่อยู่ไม่กี่วันก็ตาย ฉันจึงให้ลูกชายบวชให้เขา เพราะอย่างน้อยเขาก็เคยเลี้ยงเรามา ฉันขออโหสิกรรมเขา เพื่อจะได้ไม่ต้องผูกเวรกันอีกต่อไป

ส่วนชีวิตครอบครัวของฉันก็ไม่ได้ราบรื่นนัก สามีมีผู้หญิงคนอื่น แต่ลูกคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างฉันเสมอ สิ่งที่ฉันหวังมีเพียงอย่างเดียวคือให้ลูกเรียนให้สูงที่สุด เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับฉันอย่างเช่นที่ผ่านมา

 


 

ความคิดเห็นจากพระ ดร.นิตินัย อุดมกัน วัดป่าเมตตาวนาราม ห้วยไร่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย

อ่านแล้วสะเทือนใจ นี่คือชีวิตมนุษย์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบต้องอดทนต่อสู้ชีวิต แม้จะมีอุปสรรคต่าง ๆ เข้ามา เธอยังมีความอดทน พื้นฐานจิตใจของเธอคนนี้น่าสรรเสริญ เธอมีความเมตตากรุณาและสำนึกในบุญคุณคนหรือที่เรียกว่ากตัญญูรู้คุณ และไม่จองเวร ไม่อาฆาตพยาบาท เป็นคุณธรรมที่น่าสรรเสริญมาก หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย เพราะถ้าคนเรามีความเมตตากรุณาต่อกันแล้ว สังคมไทยจะน่าอยู่มากอนึ่งนั้น อบายมุขควรเลี่ยงเลิกเสียให้ไกล และการยอมรับชะตากรรมหมายถึงยอมรับความจริงได้เธอก็จะมีความสุข เพราะเธอหวังว่าการศึกษาจะช่วยให้ลูกเธอมีชีวิตที่ดีขึ้นนั่นเอง


เรื่อง เหมียว  เรียบเรียง อุรัชษฎา ขุนขำ  ภาพ สรยุทธ พุ่มภักดี ผู้ช่วยช่างภาพ ธนทัช หิรัญวรกุล

แบบ มาริสา หมัดนุรักษ์ สไตลิสต์และแต่งหน้า ณัฏฐิตา เกษตระชนม์

 

keyboard_arrow_up