บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1)

ชีวิตของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้สนุกสนานเฮฮาตลอดเวลาเหมือนโฆษณายอดฮิต “สมศรี…อยู่มา 5 ปี” ที่น้ำเคยถ่ายโฆษณาไปเมื่อหลายปีก่อน และไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครหลายคนคิด บางช่วงบางตอนของชีวิตน้ำก็ได้ประสบพบเจอกับบทเรียนอันมีค่าที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้น้ำเข้าใจความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต

ในวัยเรียน ชีวิตของเราผ่านแบบฝึกหัดมามากมายเพื่อทำให้เรากลายเป็นคนเก่ง…

ในวัยผู้ใหญ่ บทเรียนในชีวิตของเราต่างไปจากเดิมมีทั้งยากมีทั้งง่ายปะปนกันไป แต่ยิ่งผ่านบทเรียนในชีวิตไปได้มากเท่าไร ก็ทำให้เราเกิดปัญญา เข้าใจความทุกข์ความสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น

บางอย่างเราคิดว่ายากแล้ว ทุกข์แล้ว แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทุกข์กว่าอาจกำลังรอเราอยู่ เพื่อให้เราได้พิสูจน์ตัวเองและผ่านมันไปให้ได้

ต้นทุนความรักจากครอบครัว

น้ำถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อ(ทวีศักดิ์ ปานะนนท์) และคุณแม่ (นพพร ปานะนนท์) ที่รักและเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นนักธุรกิจที่มีภารกิจมากมายในแต่ละวัน แต่ใน 365 วันอาจมีเพียงแค่ 5 วันเท่านั้นที่คุณพ่อไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน ท่านมีความเป็นแฟมิลี่แมนสูงและรักครอบครัวมาก ส่วนคุณแม่รับราชการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ

ในขณะที่คุณพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรต้องวางแผน มีเป้าหมายมีการวัดผลทุกอย่าง แต่คุณแม่เป็นคนอบอุ่น อ่อนหวาน ทั้งเช้าและเย็นทำหน้าที่ไปรับไปส่งลูกสาวสี่คน (น้ำเป็นลูกคนที่สาม) ไปโรงเรียน ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับมานั่งปอกผลไม้ คั้นน้ำส้มให้สามีและลูกๆ ทานทุกวันจนกลายเป็นภาพชินตาของน้ำ แม้วันนี้ท่านจะจากไปแล้วก็ตาม แต่ความรักความอ่อนโยนของท่านก็ยังติดอยู่ในความทรงจำของน้ำเสมอมา

เมื่อเล่าถึงครอบครัว น้ำอยากเล่าถึงความประทับใจที่มีต่อคุณพ่อคุณแม่และพี่น้อง ซึ่งทำให้น้ำผ่านเรื่องราวต่างๆ มาได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะคุณพ่อที่ทำให้น้ำกลายเป็นคนที่มีความพยายามสูง มีความอดทน และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคปัญหา

 

คุณพ่อ…โค้ชผู้ฝึกบทเรียนชีวิต

คุณพ่อเป็นคนที่มีคติประจำใจว่า “ทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี ถ้าทำไม่ดีไม่ต้องทำ” ดังนั้นทุกอย่างในชีวิตของพวกเราสี่คนพี่น้องจึงเป็นเรื่องที่เอาจริงเอาจังแทบทุกเรื่อง ตอนเรียนภาษาอังกฤษคุณพ่อก็ซื้อเทปซื้อหนังสือมาให้ จ้างครูฝรั่งมาสอนที่บ้าน เมื่อเริ่มโตก็ให้ลูกๆ เรียนเปียโนตอนปิดเทอม ซ้อมกันวันละ 6 – 8 ชั่วโมง แถมยังต้องอัดเทปให้คุณพ่อฟังตอนเย็นทุกวัน ส่วนทุกเย็นวันอาทิตย์ครอบครัวเราก็จะไปเล่นแบดมินตันด้วยกัน โดยช่วงแรกที่เล่นใหม่ๆ คุณพ่อให้นักกีฬาทีมชาติมาสอน (บอกแล้วว่าเอาจริง)

เวลาไปเที่ยว คุณพ่อก็เป็นนักวางแผนอีกเช่นเคย ถ้ามีเวลาท่านจะพาพวกเราไปเที่ยว แต่มีข้อแม้ว่า ระหว่างการเดินทางห้ามหลับเด็ดขาดเพราะถ้าหลับก็เหมือนเป็นการปิดโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว คุณพ่ออยากให้เราได้เรียนรู้จากของจริงที่อยู่นอกห้องเรียนบ้าง เช่นไปเมืองย่าโม โคราช หรือไปอยุธยา ท่านก็จะเล่าประวัติศาสตร์พร้อมภาพประกอบ (จริง) ให้เราฟัง จนทุกวันนี้น้ำคิดว่าส่วนหนึ่งที่เรารู้จักเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของเมืองไทยเยอะแยะมากมายก็เพราะคุณพ่อ

แม้กระทั่งไปเที่ยวทะเล ท่านก็ยังวางไว้เรียบร้อยแล้วว่า หกโมงเช้าต้องลุกขึ้นมาออกกำลังกาย พอสายๆ ก็ให้ลูกๆ ว่ายน้ำกันจนเหนื่อย หลังจากนั้นก็กินให้เยอะๆ เรื่องกินนี่ต้องยกให้คุณพ่อเป็นนักกินและนักสรรหามือหนึ่งก็ว่าได้ อย่างกะปิจะมาจากจังหวัดหนึ่ง ปลาทู ปลาเค็มก็มาจากอีกจังหวัดหนึ่ง ท่านใส่ใจในรายละเอียดมาก ดังนั้นเวลาคุณพ่อซื้อของฝากไปฝากญาติๆ ในช่วงเทศกาลต่างๆ จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจมาก

แม้ความจริงจังของคุณพ่อจะทำให้น้ำเครียดบ้าง เบื่อบ้างในบางครั้งตามประสาเด็ก แต่เมื่อนึกย้อนไปแล้วกลับรู้สึกขอบคุณท่านเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่ท่านทำทุกอย่างช่วยฝึกความมุ่งมั่นอดทนให้เรา จนทำให้น้ำมีวันนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น บางสิ่งบางอย่างที่ท่านสอนก็หาไม่ได้ที่ไหนอีกเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องนี้

ด้วยความที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นคนหวงลูกสาว ท่านก็จะไม่ให้เราสี่คนพี่น้องไปนอนค้างบ้านเพื่อน แต่ท่านจะยินดีมากที่เพื่อนๆ ของลูกมาทำงาน เรียน ซ้อมกีฬาสี หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านของเรา ดังนั้นทั้งเพื่อนของพี่ๆ เพื่อนของน้ำ เพื่อนของน้องก็จะรู้จักบ้านเราเป็นอย่างดีหรืออาจเรียกได้ว่าเด็กๆ ทั้งโรงเรียนราชินีรู้จักบ้านของเราก็ว่าได้

จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อน้ำและเพื่อนๆ โตพอที่จะรู้อะไรมากพอแล้วคุณพ่อก็จัดการขนแอลกอฮอล์สารพัดชนิดมาวางไว้แล้วบอกว่า “ดื่มเข้าไปเลยลูก เป็นลูกผู้หญิง ต้องดื่มให้เป็น ต้องรู้จักขอบเขตของตัวเอง เวลาไปดื่มสังสรรค์ข้างนอกจะได้ไม่ถูกใครหลอก” ทั้งหมดนี้

นี่แหละคือคุณพ่อของน้ำที่คงจะหาไม่ได้ที่ไหนอีกแล้ว

พรสวรรค์ VS พรแสวง

ช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 น้ำเคยได้รับทุนเอเอฟเอสไปประเทศอิตาลี 1 ปี ทำให้ได้รับประสบการณ์ดีๆ ในชีวิต ได้อยู่กับตัวเองและฝึกให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม น้ำไม่ใช่คนเรียนเก่ง ชนิดที่ไม่ต้องใช้ความพยายามก็สอบได้เกรดดี อาจเรียกได้ว่าเป็น “เด็กเรียน” คนหนึ่ง แต่ไม่ถึงขั้นได้เกรด 4 ทุกวิชา

วิชาที่น้ำชอบมากคือวิชาด้านภาษา ส่วนวิชาที่เกลียดที่สุดคือวิชาคำนวณ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเมื่อสอบเข้าเรียนต่อในคณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาอิตาลี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยน้ำจึงดีใจมาก เพราะไม่ต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์อีกต่อไป

ก่อนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย คุณพ่อคุณแม่พูดเตือนน้ำว่าชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยไม่เหมือนกับตอนมัธยม เราจะมีอิสรเสรีมากขึ้นโดดเรียนก็ไม่มีใครว่า เพราะฉะนั้นถ้าจะทำอะไรก็อย่าให้เสียการเรียนการเรียนต้องมาก่อน ด้วยความที่น้ำรักคุณพ่อคุณแม่มาก เราก็ไม่อยากทำให้ท่านเสียใจ เทอมแรกที่เข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัย น้ำก็เรียนไปตามปกติ แต่ผลที่ออกมากลับดีเกินคาด น้ำสอบได้ A ทุกวิชาทั้งที่ตอนเรียนในระดับมัธยมไม่เคยได้ 4 ทุกวิชามาก่อน

ตอนนั้นหัวใจน้ำพองฟูด้วยความดีใจ คิดว่า “นี่ขนาดไม่ตั้งใจ ยังได้เลย” เมื่อเทอมแรกได้แล้ว เทอมต่อๆ ไปเราก็ต้องพยายามรักษาเกรดนี้ไว้ให้ได้อีก ที่สุดน้ำก็เรียนจบด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง ได้เกรด A เกือบหมดทุกวิชา ได้เกรด B แค่วิชาเดียว

ในเรื่องเรียนและทุกๆ เรื่อง คุณพ่อมักจะพูดเสมอๆ ว่า “พ่อไม่เชื่อว่าในโลกนี้มีคนที่มีพรสวรรค์ แต่พ่อเชื่อเรื่องพรแสวง” คือต่อให้คุณไม่เก่ง แต่มีความพยายามก็จะไปถึงเป้าหมายได้ ดังนั้นการเรียนดีของน้ำจึงไม่ได้มาจากความโชคดี แต่มาจากความตั้งใจ ขยัน ก่อนเข้าเรียน น้ำอ่านหนังสือก่อนทุกครั้ง สงสัยก็ถามคุณครูในห้องเรียนหลังกลับจากเรียนก็อ่านทบทวน ก่อนสอบก็อ่านหนังสืออีก 3 รอบ น้ำทำแบบนี้ทุกครั้ง

แต่แล้ววันหนึ่ง จากคนที่ได้เกียรตินิยมเหรียญทอง เมื่อเรียนต่อในระดับปริญญาโท หัวใจที่เคยพองฟูกลับแฟบลงไปเหมือนลูกโป่งโดนปล่อยลม 2 ปีของการเรียนทำให้น้ำรู้สึกราวกับ “ตกนรก”…

(โปรดติดตามตอนต่อไป)


บทความน่าสนใจ

5 คำถาม ที่ควรถามใจตัวเอง ก่อนตัดสินใจ ลาออกจากงาน

วิธีรับมือ จัดการ และอยู่ร่วมกับ เพื่อนร่วมงาน นิสัยไม่ดี เพื่อการทำงานที่มีความสุข

ภาวนาครอบครัว “หายใจสงบ เดินเป็นสุข” ณ มูลนิธิหมู่บ้านพลัม

จากเด็กขายไม้ขีดไฟกลายเป็นมหาเศรษฐี “อิงวาร์ คัมพรัด” ผู้ก่อตั้ง IKEA

 

keyboard_arrow_up