บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ)

“ในดี มีเสีย ในเสีย มีดี”…หลวงพ่อชาเคยเทศน์ไว้เมื่อนานมาแล้ว

    น้ำ ปริษา ปานะนนท์ พบธรรมะข้อนี้ของท่านในหนังสือ ธรรมะติดปีก ที่เขียนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี เมื่อ 5 – 6 ปีก่อน จากข้อความเรียบง่ายนี้ หลวงพ่อชาขยายความหมายไว้ว่า ที่ที่มีความสกปรกนั่นแหละ เราจะค้นพบความสะอาด ที่ที่มีความทุกข์นั่นแหละ เราจะค้นพบความสุข และที่ที่มีกิเลสรวมตัวกันอยู่คือจิตของปุถุชนเรานั่นแหละ เราจะค้นพบพระนิพพาน

นอกจากการอ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว น้ำยังมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านเท่าที่โอกาสจะอำนวย และแทบทุกครั้งท่านมักจะเมตตามอบหนังสือดีๆ เพื่อให้น้ำนำไปอ่าน ส่งผลให้ลูกๆ ของน้ำทั้งแนท และ นีน่า (ด.ญ.ปุณณิศา – ด.ญ.ณัชชา จันทรางกูร) พลอยได้อ่านหนังสือธรรมะไปด้วย

จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาน้ำพบว่า การมองโลกในแง่บวกก็คือส่วนหนึ่งของการมองโลกตามความเป็นจริงนั่นเอง เพราะว่าหากเพ่งมองทุกสิ่งอย่างพิเคราะห์ เราจะพบว่ามีความจริงทั้งสองด้านรวมอยู่ในตัวมันเองเสมอ ต่างแต่ว่าเราจะเลือกหยิบด้านใดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น

เผชิญกับความทุกข์ครั้งแรกในชีวิต

ความทุกข์แรกที่น้ำคิดว่าหนักหนา และรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาจากเรื่องการเรียน น้ำจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกภาษาอิตาเลียน ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง หลังจากทำงานในวงการบันเทิงเป็นพิธีกร เล่นละคร ถ่ายโฆษณาอยู่ประมาณ 1 ปี น้ำก็ตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโท ที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (SasinGraduate Institute of Business Administration of Chulalongkorn University)

ช่วงเรียนที่นี่เป็นการเรียนที่หนักมาก เรียนเทอมหนึ่งไม่เกิน5 สัปดาห์ และแต่ละวิชาที่เรียนมีอาจารย์จากเมืองนอกมาสอน เพื่อนๆที่เรียนด้วยกันส่วนใหญ่จบบัญชี วิศวะ เศรษฐศาสตร์ แต่ละคนเก่งคณิตศาสตร์กันทั้งนั้น ส่วนน้ำด้วยความที่ไม่ชอบคณิตศาสตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเรียนที่นี่ ในการสอบกลางภาคครั้งแรกน้ำจึงสอบตก จนอาจารย์ต้องเข้ามาพูดว่า “Should we talk, Parisa ”จากคำพูดประโยคนี้ ทำให้หัวใจที่เคยพองฟูภาคภูมิใจกับผลการเรียนของตัวเองมาโดยตลอดของน้ำ หดแฟบแทบไม่เหลือความมั่นใจใดๆ

ครั้งนั้นอาจารย์เรียกไปพบและแนะนำให้ใช้ความพยายามให้มากกว่านี้ น้ำเครียดมาก เพราะนอกจากเรื่องการเรียนแล้ว ช่วงนั้นยังอกหักอีกด้วย ซ้ำร้ายงานพิธีกรที่เคยทำก็มีอันต้องหยุดชะงักลง เพราะต้องทุ่มเทเวลาให้การเรียน ทำให้รายได้พลอยหดหาย สำหรับน้ำ สภาพในตอนนั้นเรียกได้ว่าสะบักสะบอมเลยทีเดียว

แต่สุดท้ายน้ำก็สามารถผ่านมาได้ ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆที่ช่วยกันอย่างเต็มที่ รวมทั้งความรักและความเอาใจใส่จากครอบครัวโดยเฉพาะคุณแม่และพี่น้องที่คอยให้กำลังใจ จนทำให้คนที่สอบตกกลางภาคอย่างน้ำ กลายเป็นคนที่สามารถทำคะแนนได้เต็มร้อยในการสอบปลายภาค

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การฝึกแล้วฝึกอีกในการทำการบ้านของน้ำ คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าไม่มีใครช่วยเราได้เท่ากับตัวเราเอง ถ้าวันนั้นน้ำมัวแต่นั่งสงสารตัวเอง ก็คงไม่สามารถภาคภูมิใจได้เหมือนวันนี้ ที่สำคัญ เหตุการณ์นี้ทำให้น้ำรู้ว่า ชีวิตเราไม่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไปที่ผ่านมาน้ำเรียนดี ได้เกียรตินิยมเหรียญทอง ได้เข้าวงการบันเทิง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่อยู่กับเราตลอด ชีวิตไม่ได้มีแต่ด้านดีเท่านั้น แต่มีด้านร้ายรอเราอยู่เช่นกัน และแทบไม่น่าเชื่อว่า บางครั้งด้านร้ายที่ว่านั้น ก็ร้ายยิ่งกว่าสิ่งที่เราประสบพบเจอในวันนี้อีกด้วย

ทุกข์จากการสูญเสีย

หลังเรียนจบปริญาโท น้ำทำงานฝ่ายการตลาดที่ UTV (ตอนหลังUTV รวมตัวกับ IBC กลายเป็น UBC) สักระยะหนึ่งก็พบรักกับสามี (ภูเดศ จันทรางกูร) ซึ่งทำงานอยู่ที่เดียวกัน แต่งงานได้ไม่นานน้ำก็ตั้งท้อง

น้ำเฝ้าประคบประหงมดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ร้องเพลงให้ลูกฟังตั้งแต่เขาอยู่ในท้อง พูดคุยสื่อสารกับเขาด้วยวิธีการต่างๆ อยู่ตลอดเวลาความรู้สึกรักและผูกพันมีมากเกินบรรยาย แต่แล้วน้ำก็ต้องสูญเสียลูกคนแรกไป เพราะเขามีร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ ลูกคลอดออกมาและอยู่กับน้ำได้เพียงแค่ 4 วันเท่านั้น

ทุกคนในครอบครัวของน้ำและสามีรู้สึกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์นี้มาก โดยเฉพาะน้ำ ตื่นเช้ามาก็ร้องไห้ หลับไปก็ด้วยการร้องไห้ ยิ่งในวันที่นำลูกไปเผา น้ำแทบจะไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น จดจำได้แต่เพียงว่าวันที่จะเผาลูก มีพระอาจารย์มาแสดงธรรมให้ฟัง สายตาท่านจ้องมาที่น้ำ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเมตตาว่า “พระพุทธเจ้าสอนว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ ตอนนี้เราก็ได้เรียนรู้ความรักของแม่ที่มีต่อลูกแล้วว่ายิ่งใหญ่เพียงใด และเราก็ได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว…แต่สิ่งใดที่เรายึดไว้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ สิ่งนั้นย่อมให้ทุกข์ เขาไม่ใช่ของเรา เขาแค่มาอาศัยท้องเราเกิดแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น”

วินาทีนั้นน้ำรู้สึกว่าประโยคที่ท่านพูดว่า “สิ่งใดที่เรายึดไว้เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ สิ่งนั้นย่อมให้ทุกข์” ช่างเป็นคำพูดที่ดีที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา และทำให้น้ำคลายจากความเศร้าได้มาก แต่อย่างไรก็ตาม หลังจากเสียลูกคนแรกไป เมื่อท้องลูกคนที่สองและสาม (น้องแนทและน้องนีน่า) น้ำก็ยังเป็นคุณแม่ที่เครียดและเกร็งกับการคลอดลูกเป็นอย่างมาก กว่าจะผ่านไปได้แต่ละครั้ง ความรู้สึกไม่ต่างจากการถูกนำไปลานประหารเลยทีเดียว แต่โชคดีที่ทุกวันนี้ลูกสาวทั้งสองคนเป็นเด็กแข็งแรง น่ารัก ทำให้น้ำมีความสุขและยิ้มได้ในทุกวัน

การที่ต้องสูญเสียลูกอาจเรียกได้ว่าเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของน้ำก็ว่าได้ และการสูญเสียที่ว่านี้ก็ทำให้น้ำเข้าใจความจริงของชีวิตมากขึ้นว่าการยึดติดทำให้เราเป็นทุกข์ได้มากขนาดไหน แต่หลังจากนั้นในปี 2545 น้ำก็สูญเสียคุณแม่ไปอีกคน ท่านเป็นโรคมะเร็งมากว่ายี่สิบปีและต่อสู้กับโรคร้ายนี้มาโดยตลอด คุณแม่เป็นต้นแบบของน้ำในหลายๆ ด้าน ท่านเป็นคุณแม่ที่อ่อนโยน เป็นเหมือนบ้านที่อบอุ่นท่านคอยรับฟังทุกเรื่องราวในชีวิตของลูก แม้จะมีหน้าที่การงานมากแค่ไหน แต่เพื่อลูก คุณแม่สละเวลาให้ได้เสมอ และคุณแม่อีกเช่นกันที่สอนน้ำว่า ในการใช้ชีวิตคู่ต้องใช้ความรัก ความเมตตา ความเข้าใจและให้อภัยกัน ท่านยังบอกเคล็ดลับว่า “ก่อนแต่งงานให้ลืมตาสองข้างให้กว้างๆ แต่เมื่อแต่งงานไปแล้วให้เราหลับตาลงหนึ่งข้าง” ซึ่งเป็นคำสอนที่ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย…ก่อนแต่งงานเขามีข้อดีข้อเสียอย่างไร เราต้องดูให้ถ้วนถี่ แต่หลังแต่งงานไปแล้วเรื่องบางเรื่องก็ควรปล่อยผ่านไปบ้าง เราจะได้ไม่ทุกข์

ปัจจุบันแม้น้ำจะไม่ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมบ่อยๆ แต่เมื่อปีที่แล้วสามีและลูกอนุญาตให้ไปปฏิบัติธรรมที่บ้านบุญ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การปฏิบัติของที่นี่เหมาะกับคนที่ปฏิบัติธรรมในระดับอนุบาลอย่างน้ำ คือ ไมเคร่งครัดและเคร่งเครียดจนเกินไป

นอกจากนั้น น้ำพยายามให้การทำงานในทุกขณะจิตเป็นการปฏิบัติธรรม เหมือนที่ ท่านติช นัท ฮันห์ เขียนไว้ในหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ที่พูดถึงคุณค่าของการมีสติว่า ทำให้จิตของเราตื่นอยู่เสมอ ผลที่ตามมาก็คือความสดชื่น เบิกบาน สะอาด สว่าง สงบ

แม้หน้าที่ของน้ำในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดบริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) จะต้องสู้รบตบมือกับปัญหามากมาย แต่น้ำเชื่อว่าการทำให้องค์กรของตัวเองเป็นองค์กรแห่งความสุขจะทำให้พนักงานทำงานอย่างมีความสุขและส่งมอบบริการที่ดีให้ลูกค้าต่อไป นอกจากนั้นการทำงานเป็นทีมเวิร์ค เมื่อเหนื่อยเราก็เหนื่อยด้วยกัน เมื่อสุขเราก็สุขด้วยกัน สิ่งที่ได้รับกลับคืนนอกจากผลงานแล้วคือมิตรภาพที่แน่นแฟ้นอีกด้วย

อาจเรียกได้ว่าธรรมะช่วยขัดเกลาจิตใจของน้ำให้มีความเมตตาและรู้จักปล่อยวางมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่านิสัยที่ไม่ดีบางอย่างจะหายไปเลยทันที เพียงแต่ลดน้อยถอยลงและมีสติที่จะยับยั้งชั่งใจมากขึ้นเท่านั้น

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราเป็นบทเรียนที่มีคุณค่าอยู่ที่ว่าคุณจะพลิกมุมไหนดูเท่านั้น แต่เชื่อเถอะว่า สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ ส่วนจะดีอย่างไร แค่ไหน อยู่ที่การเรียนรู้ของคุณเองค่ะ


บทความน่าสนใจ

Dhamma Daily : อยากให้พ่อแม่ ปล่อยวาง และมีความสุขในชีวิตบั้นปลายควรทำอย่างไรดีคะ

รถโดยสารคันนี้ สุดสายที่พระนิพพาน… เรื่องดีๆ ของคนขับรถหัวใจเปี่ยมธรรมะ

ซ้อมตาย เพื่อเกิดใหม่ สิ่งที่มนุษย์ควรทำเพื่อให้คุ้นชินกับความตาย

การสร้างและ ถวายพระพุทธรูป มีอานิสงส์อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

 

keyboard_arrow_up