เส้นทางความฝัน ความสุข และธรรมะ ของกฤษณ์ คุนผลิน

สุขภาพดีด้วยชีวจิต
สุขภาพดีด้วยชีวจิต

เส้นทางความฝัน ความสุข และธรรมะของ กฤษณ์ คุนผลิน
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทเซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
และผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย

สิ่งหล่อเลี้ยงให้ชีวิตดำเนินอยู่ได้ของใครหลายๆ คนอาจเป็นการประสบความสำเร็จมีรายได้มหาศาล แต่สำหรับ คุณกฤษณ์ คุนผลิน คือการได้ทำตามความฝันความสุขในสิ่งที่รัก และการน้อมนำธรรมะเข้ามาใช้ในชีวิต

คุณกฤษณ์เล่าถึงความฝันเมื่อครั้งยังเด็กให้ฟังด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขว่า
“ผมชอบเรื่องเกี่ยวกับอวกาศมาตั้งแต่เด็ก เวลาเรียนหนังสือชอบพับจรวดปาใส่เพื่อน บางครั้งก็หาอุปกรณ์มาทำเป็นจานบินแล้วเอาหนังสติ๊กยิงใส่ แล้วก็ชอบเรื่องเกี่ยวกับองค์การนาซา อยากให้คนไทยมีโอกาสได้ไปเรียนเป็นนักบินอวกาศ ผมพยายามเขียนจดหมายติดต่อกับองค์การนาซาตั้งแต่อายุ16 ปี แต่ทางนั้นไม่ได้ติดต่ออะไรกลับมา”

แม้ความฝันยังไม่ได้รับการสานต่อคุณกฤษณ์ก็ไม่เคยละทิ้งความฝันนั้น ยังคงมีความหวังว่าสักวันหนึ่งฝันของเขาจะเป็นจริงและระหว่างนี้ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะลองทำสิ่งอื่น

“ผมเริ่มงานแรกเป็นนักข่าวของ Voiceof America (VOA) ทำได้ประมาณหนึ่งปีครึ่งก็กลับประเทศไทย มาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศของสำนักข่าวไทย อสมท ตอนนั้นผมเริ่มสนใจเกี่ยวกับการตลาด จึงไปเรียนปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบก็ลาออกจากการเป็นนักข่าว และ
มาทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารสเต็มเซลล์ของประเทศไทย ตอนนั้นบริษัทอยู่ในอาคารของCPN ผมมีโอกาสเจอฝ่ายบุคคลของ CPNบ่อย พูดคุยกันถูกคอ วิสัยทัศน์ตรงกันจึงชวนมาทำงานด้านธุรกิจสัมพันธ์ที่บริษัท
เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ปัจจุบันนี้เป็นเวลา 7 ปีแล้วครับ”

Capture-025_OK rt

ไม่ว่าจะทำงานอะไร คุณกฤษณ์ไม่เคยละทิ้งการไล่ตามความฝันของตัวเอง เขายังคงส่งจดหมายถึงองค์การนาซาเป็นระยะ และในที่สุดความมุ่งมั่นของคุณกฤษณ์ก็สัมฤทธิ์ผล
“ผมทำงานด้านธุรกิจสัมพันธ์ ต้องคำนึงถึงเป้าหมายขององค์กรเป็นหลัก ซึ่งก็คือทำศูนย์การค้าให้เป็นชุมชน เป็นแหล่งรวมตัวของครอบครัว เป็นสถานที่ที่มากกว่าการเข้ามาซื้อของแล้วจบ ผมจึงเขียนโครงการที่จะเอานิทรรศการเกี่ยวกับอวกาศขององค์การนาซามาแสดงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เพราะต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน
และต้องการให้ความรู้แก่ผู้ที่มาเดินในศูนย์การค้าด้วย หลังจากที่ผมได้เสนอโครงการไป ต้องขอบคุณผู้ใหญ่หลายท่าน ที่ช่วยให้ผมทำโครงการนี้สำเร็จและช่วยให้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับองค์การนาซา

 “เมื่อผู้เชี่ยวชาญจากทางองค์การนาซานำนิทรรศการมาแสดง ผมมีโอกาสได้พูดคุยถึงความต้องการที่จะส่งคนไทยไปเรียนเกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศ เขาแนะนำให้ผมไปทำโครงการมาเสนอศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา USSRC (U.S. Space & RocketCenter) ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกนักบินอวกาศ และเป็นองค์กรเครือข่ายขององค์การนาซา

“ผมกลับไปคิดโครงการอย่างตั้งใจที่สุดตั้งชื่อโครงการว่า Discover Thailand’s Astronaut เตรียมการอยู่เป็นปี ในที่สุดก็มีโอกาสไปที่ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ผมเสนอเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้รับทุนมาฝึกเป็นนักบินอวกาศ คือ ต้องมีทั้งกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความคิด ซึ่งคัดเลือกโดยผ่านการสอบข้อเขียน การทดสอบกำลังกาย และการเข้าค่าย เพื่อหาคนที่ดีที่สุดโดยมีเพียง 2 ทุนเท่านั้น ปรากฏว่า ข้อเสนอของผมผ่านการพิจารณา ศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกาแต่งตั้งให้ผมเป็นผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐ-
อเมริกาประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการและผมยังได้เรียนเกี่ยวกับการเป็นนักบินอวกาศ
หลักสูตรระยะสั้นด้วย

SGB_0014 rt
ประกาศนียบัตรรับรองการเป็นผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา 

“หน้าที่ของผู้แทนศูนย์อวกาศและจรวดแห่งชาติสหรัฐอเมริกา คือการเผยแพร่ข้อมูลให้คนทั่วไปทราบว่าสถาบันทำอะไรบ้าง และมีทุนให้ผู้ที่สนใจไปเรียนเป็นนักบินอวกาศส่วนผมเอง การได้มาเรียนเป็นนักบินอวกาศได้เป็นผู้แทนขององค์กรที่เราใฝ่ฝัน ทำให้รู้สึกดีใจมาก ๆ ที่วันหนึ่งฝันของผมเป็นจริง”

เขาเล่าถึงความฝันด้วยสีหน้า แววตาและน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความภาคภูมิใจอย่างแท้จริง
“นอกจากได้ทำตามความฝันแล้วความสุขอีกอย่างที่ผมได้คือ การเห็นความสุขของคนอื่นที่เกิดจากการทำงานของผม อย่างตอนทำโครงการนิทรรศการอวกาศจากนาซาซึ่งนำมาจัดแสดงที่เซ็นทรัล ผมเดินอยู่ในงานเห็นเด็กเล็ก ๆ ชี้ไปตรงนั้นตรงนี้แล้วยิ้มอย่างมีความสุข ความสุขของเขาคือความสุขของเราครับ”

เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่สนใจธรรมะและเห็นว่าทางโลกและทางธรรมต้องดำเนินไปด้วยกัน
“ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งที่แยกออกจากชีวิตไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเอามาใช้ในชีวิตประจำวันของเราได้ ผมเคยไปบวชที่วัดไทยในพุทธคยา ประเทศอินเดีย เป็นเวลา11 วัน ผมเรียนรู้การควบคุมตัวเองอย่างมีสติต้องอยู่ในศีล สำรวมกาย วาจา ใจให้มาก ๆเพราะเราเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่ไม่ใช่โลกียะแต่นี่คือโลกของโลกุตตระ เป็นโลกที่หลุดจากขาวและดำไปแล้ว

“สิ่งที่เรียนรู้จากการบวชก็คือ เรื่องของการมีเมตตาธรรม ตรงนี้เอามาใช้ได้เลยในชีวิตประจำวัน การมีเมตตาต้องเริ่มจากการเมตตาตัวเอง คนทุกคนมีทั้งจุดแข็ง จุดอ่อนเดินผิดพลาดไปบ้างในบางจังหวะของชีวิตเวลาผิดพลาด บางคนโทษตัวเอง โมโหตัวเองว่าทำไมฉันเป็นคนไม่ดี ฉันแย่ กรีดแขนตัวเองบางคนโหดร้ายถึงขั้นปลิดชีวิตตัวเองเพราะทนความผิดหวังในตัวเองไม่ได้ สิ่งที่เราต้องรู้ก็คือ ชีวิตของเราต้องเดินไปข้างหน้าเรื่อย ๆทางเดินชีวิตเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันมีหลุมบ่อบ้างในบางครั้งเราก็ต้องมีล้มบ้างขาหักบ้าง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องมีเมตตากับตัวเอง รู้จักให้อภัยตัวเอง

“ถัดมาต้องมีเมตตาต่อผู้อื่นด้วย คนอื่นในที่นี้หมายถึงทุกรูปแบบ เพื่อน ลูกน้องเจ้านาย คนรู้จัก หรือไม่รู้จัก ต้องมีเมตตากับเขาให้หมด ต้องคิดว่าตัวเราเองยังไม่สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ถ้าคนอื่นจะทำอะไรให้เราไม่พอใจบ้างก็ต้องรู้จักให้อภัย

“นอกจากเรื่องของความเมตตาแล้วสติคือเรื่องที่ผมเรียนรู้มาจากการบวชได้อย่างชัดเจนที่สุด เราต้องมีสติติดตัวตลอดเวลา เพราะสติสัมปชัญญะก่อให้เกิดปัญญาในชีวิตประจำวัน ถ้ารู้สึกยังไม่มีสติเท่าที่ควร ก่อนตัดสินใจทำอะไร ให้สูดลมหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆค่อย ๆ แล้วจึงลงมือทำพระท่านบอกว่า ธรรมชาติเรียงเรามาดีแล้ว
การที่สมองอยู่บนสุดคือเราต้องใช้สมองก่อนถัดมาใช้ตา จมูก แล้วค่อยใช้ปาก ฉะนั้นก่อนพูดอะไรออกไปคิดให้ดีก่อน”

ล่าสุดเขาเขียนหนังสือชื่อ EverestBase Camp ฝันเสียดฟ้า ของสำนักพิมพ์อมรินทร์แทรเวล ซึ่งเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการปีนเขาเอเวอเรสต์ด้วยเหตุผลว่า

“ช่วงเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2558 ผมไปเที่ยวเนปาลกับเพื่อน และไปปีนเขาเอเวอเรสต์ เดิมทีกำหนดกลับคือ 26 เมษายน แต่เพื่อนผมมีธุระกะทันหัน ต้องเลื่อนกำหนดกลับก่อน หลังจากกลับมาประเทศไทยได้5 วัน เนปาลก็เกิดแผ่นดินไหว คนบางคนที่เจอกันตอนผมไปเที่ยวเสียชีวิต ไกด์ที่พาผมไปกลายเป็นคนไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปนอนข้างถนน เจ้าของโรงแรมที่ผมไปพักก็ไม่มีที่นอน ต้องพักอาศัยอยู่ในเต็นท์ เพื่อนที่ไปปีนเขาด้วยกันหายสาบสูญ

“ผมเศร้ามาก แล้วก็อยากช่วยเหลือแต่การช่วยของเราก็จำกัดในเรื่องของกำลังทรัพย์ เพราะไม่ได้มีเงินทองมากมายอะไรผมนั่งคิดว่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้บ้าง ส่วนตัวผมอยากเขียนหนังสือบอกเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พบเจอมาระหว่างท่องเที่ยวให้คนได้อ่านอยู่แล้ว และที่ผ่านมาเวลาเพื่อนถามว่าเมื่อไหร่จะเขียน ผมก็ได้แต่บอกว่า ‘เดี๋ยว’มาตลอด ดังนั้นได้เวลาแล้วที่ผมจะเขียนหนังสือเพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่ผมพบเจอระหว่างการไปปีนเขาเอเวอเรสต์ โดยรายได้จากการเขียนหนังสือเรื่องนี้บริจาคให้มูลนิธิของเนปาลเพื่อนำไปช่วยผู้ประสบภัยต่าง ๆ ทั้งหมดครับ”

ก่อนจบการสนทนา คุณกฤษณ์เล่าถึงสิ่งที่เรียนรู้จากชีวิตที่ผ่านมาว่า
“โสคราตีสบอกว่า ให้รู้จักตัวเอง ผมว่าจริงนะครับ รู้ความต้องการ รู้ความฝันและที่สำคัญ ต้องรู้ตัวเองว่าอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข และต้องเป็นความสุขที่เป็นประโยชน์กับคนรอบข้างด้วย”

คุณล่ะคะ รู้หรือยังว่าอยู่กับอะไรแล้วมีความสุข 

keyboard_arrow_up