ม่วนอ๊ก  ม่วนใจ๋  กับ “พระของพ่อ” และ “พ่อของพระ” ณ ไร่เชิญตะวัน

วิธีรักษาสุขภาพ
วิธีรักษาสุขภาพ

เรื่อง อุษาวดี  สินธุเสน,  ธันยาภัทร์  รัตนกุล  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร,

https://www.facebook.com/v.vajiramedhi/info   สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา

 

Secret of Life ฉบับนี้  เราจะพาคุณเดินทางไปยังไร่เชิญตะวัน  จังหวัดเชียงรายเพื่อพบกับแขกคนพิเศษสองท่าน  นั่นคือ  ท่าน ว.วชิรเมธีและพ่ออุ้ย หรือโยมพ่อทิพย์ บุญถึง  วัย 84 ปี  การสัมภาษณ์ครั้งนี้เราได้รับความเมตตาจากพระอาจารย์ให้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งสองท่านอย่างใกล้ชิดและเป็นกันเองสุด ๆ  รับรองว่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ระหว่างโยมพ่อกับพระลูกชายที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อไปนี้  ทุกเรื่องยังไม่เคยมีการเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

 

ณ ไร่เชิญตะวัน

“อ้าว  ทีมงานมากันแล้ว”

เสียงท่าน ว.ดังขึ้นเมื่อพวกเรายกทีมไปถึง  ไม่นานนักพ่ออุ้ยก็เดินตามออกไปนั่งรอคณะของเราที่เก้าอี้ด้านนอก  ภายใต้ร่มไม้ที่มีแสงแดดรำไร  สีหน้าของพ่ออุ้ยดูสดชื่นแจ่มใส  ท่านเดินเหินอย่างคล่องแคล่วว่องไว  ไม่เหมือนคนอายุแปดสิบกว่าเลยแม้แต่น้อย

เราเริ่มด้วยการมอบของฝาก  ซึ่งทราบมาว่าเป็นของโปรดของพ่ออุ้ย  นั่นก็คือ  กล้วยหอมและซุปไก่สกัด  ซึ่งพ่ออุ้ยเรียกว่า“ยากำลัง”  เพราะพอดื่มแล้วท่านบอกว่า “วิ่งขึ้นเขาลงเขาได้สบาย ๆจนคนหนุ่มอายก็แล้วกัน!”

ท่าน ว.พูดเสริมขึ้นว่า  “เวลาไปเมืองนอกจะมีคนฝากของมาให้โยมพ่อตลอด…เห็นอย่างเนี้ย  พ่อก็มีแฟนคลับของพ่อด้วยนะ”

พ่ออุ้ยฟังออกไหมคะว่าแฟนคลับหมายถึงอะไร

ท่าน ว. :  ไม่รู้หรอก  ถ้าจะพูดกับพ่อต้องอู้คำเมืองอย่างเดียว  พระอาจารย์เลยต้องพูดเสียงในฟิล์ม (หัวเราะ)  แฟนคลับภาษาคำเมืองเรียกว่า “คนฮักคนหุม”  เวลาไปไหนคนจะรู้จักโยมพ่อหมด  เพราะเวลาไปเทศน์ พระอาจารย์มักจะพาโยมพ่อไปด้วย

แล้วเวลาไปต่างประเทศ  พระอาจารย์พาพ่ออุ้ยไปด้วยไหมคะ

ท่าน ว. :  ยังไม่เคยพาไป  เพราะเป็นห่วง  แต่เดี๋ยวนี้เวลาไปเทศน์เมืองนอก  พระอาจารย์ใช้วิธีถ่ายทอดสดผ่านโปรแกรม Skype โยมพ่อก็จะรู้สึกว่าลูกคนนี้ไม่ได้ไปไหนไกล  ท่านจะมีความสุขที่ได้เห็นเราอยู่เสมอ  อย่างตอนไปยุโรปสามเดือน  มีเทศน์ทุกอาทิตย์โยมพ่อก็จะดูพระอาจารย์อยู่ที่บ้าน  กลับมาโยมพ่อบอกไม่คิดถึงเลยเพราะ “เจอกันตุ๊กติ๊ด”  หมายถึง “เจอกันทุกอาทิตย์”

คุณพ่อมีลูกทั้งหมดกี่คนคะ

พ่ออุ้ย :  “หกคน  ผู้ชายสอง  ผู้หญิงสี่”

ท่าน ว. เป็นลูกคนที่เท่าไหร่คะ

พ่ออุ้ย :  “คนหล้า”

พอเห็นทีมงานทำตาใส ๆ  ท่าน ว.เลยช่วยแปลให้ว่า  “พระอาจารย์เป็นลูกคนสุดท้อง  เมืองเหนือเรียกว่าลูกหล้า”

Cover ท่าน ว.กับโยมพ่อ7670

ตอนเด็ก ท่านว.ดื้อไหมคะ  

ท่าน ว. : “ป้อ  ตอนเด็ก ๆ ตุ๊ด้านก่อ  โยมใคร่ฮู้ว่าป้อเลี้ยงตุ๊มาอย่างใด๋เลี้ยงยากก่อสมัยเป็นละอ่อน” ท่าน ว.ช่วยถามพ่ออุ้ยให้  จากนั้นท่านก็แปลคำตอบให้ฟังว่า  ตอนเด็ก ๆ พระอาจารย์เลี้ยงไม่ยากพ่อรักมาก  ไม่ดื้อ  แล้วก็เป็นคนดี  พ่อบอกว่า  พ่อไม่อยากไปไหนทั้งสิ้นเพราะห่วงลูก  อยากจะดูแลลูกทุก ๆ คน  ในอดีตพ่ออุ้ยเป็นพ่อค้า เคยไปค้าขายถึงเมืองพม่า  และเคยขนของมาขายจากเชียงของเชียงราย  พ่อไปบ่อยจนจำต้นไม้ที่อยู่สองข้างทางได้ทุกต้น  ตอนหลังพอมีเรา  พ่อบอกไม่ไปแล้ว…อยากอยู่ใกล้ ๆ ลูก

แล้วหน้าตาท่าน ว.เหมือนใครคะ  พ่อหรือแม่  

ท่าน ว. :  (หันไปถามพ่ออุ้ยพร้อมชี้หน้าตัวเอง)  “ป้อ หน้าตุ๊กะอีป้ออีแม่นี่เหมือนไผ”

พ่ออุ้ย :  “เหมือนป้อละก๋า” (พ่ออุ้ยตอบพลางยิ้มและมองหน้าพระอาจารย์ด้วยความเอ็นดู)

นิสัยใจคอท่าน ว.ล่ะคะเหมือนใคร

ท่าน ว. :  นิสัยความช่างโอภาปราศรัยได้มาจากแม่  แต่ความช่างเล่าได้มาจากพ่อ  ถ้ามาสัมภาษณ์พ่อแล้วเกิดจุดติดนะ  ห้าโมงเย็นท่านก็ไม่เลิก  ท่านจะเล่าทุกสิ่ง  เก็บทุกเม็ด  ซึ่งความช่างจดจำช่างจินตนาการเนี่ย  พระอาจารย์ได้มาจากพ่อนี่เอง

ตอนเด็ก ท่านว.เรียนเก่งไหมคะ

ท่าน ว. :  “ป้อ  เปิ้นถามว่า  ตอนตุ๊เป็นละอ่อน  ตุ๊เฮียนเก่งก่อ  หัวดีก่อ”

พ่ออุ้ยตอบว่า  “จ๊าดเก่ง…”

ท่าน ว. :  หมายถึงเก่งมาก  ตอนเด็ก ๆ พ่อจะคอยแอบฟังตอนพระอาจารย์อ่านหนังสือ  สมัยก่อนเราอ่านออกเสียง  พ่อบอกว่าฟังดูก็รู้ว่าเราอ่านเก่ง  พ่อเคยตามไปดูที่โรงเรียน  ก็เห็นว่าเราอ่านเก่งกว่าทุกคนในห้อง  พ่อบอกว่าพระอาจารย์เป็นเด็กดี  ไม่ดื้อไม่ซน  จะอ่านหนังสืออย่างเดียว”

แล้วคุณพ่อภูมิใจอะไรในตัวท่าน ว.คะ  

ท่าน ว. :  “ป้อดีใจก่อที่มีตุ๊เป็นลูก”

พ่ออุ้ย :  “ดีใจก๋า…” (ลากเสียงยาวแล้วพูดต่อเป็นภาษาคำเมืองอีกหลายประโยค)

ท่าน ว. :  พ่อบอกว่าพ่อดีใจมากที่มีลูกคนนี้  นี่หูของพ่อได้ยินข้างเดียวนะ  ถ้าได้ยินสองข้างสัมภาษณ์วันนี้มันแน่ (ท่าน ว.หัวเราะชอบใจ)  ที่หูพ่อสูญเสียการได้ยินไปข้างหนึ่ง  เพราะตอนเป็นหนุ่มพ่อชอบดำน้ำหาปูหาปลา  พ่อดำน้ำเก่ง  ดำได้ครั้งละนาน ๆ  ครั้งหนึ่งพ่อเคยดำน้ำหายไปเป็นสิบนาที  จนพระอาจารย์กับพี่สาวยืนร้องไห้อยู่ริมตลิ่ง  นึกว่าพ่อเป็นอะไรไปแล้ว  ที่ไหนได้  พอโผล่ขึ้นมา  สองมือพ่อเต็มไปด้วยหอย  ในข้องก็เต็มไปด้วยหอย  ปากก็คาบหอย” (หัวเราะขำ)

ท่าน ว.หันไปถามพ่อ  “ป้อ  ทำเยี่ยงใดถึงดำได้เมิน” (ทำยังไงถึงดำน้ำได้นาน)  

พ่ออุ้ย : “มีคาถา”  เป็นคำตอบที่เรียกเสียงฮือฮาจากทีมงาน  แล้วพ่ออุ้ยก็เสริมขึ้นว่า  “ดำน้ำเหมือนหินตกน้ำ  ตกน้ำเมิน ๆ น่ะ”

ท่าน ว. :  พ่อบอกว่าดำน้ำเหมือนโยนหินลงน้ำนั่นแหละ  นานแค่ไหนลองคิดดู  ส่วนพระอาจารย์เองกลับว่ายน้ำไม่เป็น  เวลาไปไหนที่มีน้ำมีหนองจะกลัว  พระอาจารย์เคยโกรธมากว่าหมาที่เลี้ยงคือเจ้าซุปเปอร์  มันกระโดดลงน้ำว่ายน้ำได้  แต่ทำไมเราเป็นคนถึงว่ายน้ำไม่เป็น  คิดแล้วพระอาจารย์ก็เลยโดดน้ำตามหมาไป  โยมพ่อยืนดูอยู่หน้ากุฏิ  คงหงุดหงิดที่เห็นพระอาจารย์ฝึกว่ายน้ำแล้วดูน่ารำคาญ  ท่านเลยลงไปว่ายให้ดูแล้วไปหยุดอยู่กลางน้ำ  นี่ขนาดพ่อแปดสิบแล้วนะ  ยังทรงตัวในน้ำได้  พระอาจารย์เลยได้กำลังใจ  ฝึกว่ายน้ำเย็นนั้น  แล้วก็ว่ายเป็นเย็นนั้นเลย  แต่กว่าจะเป็น  สำลักน้ำไม่รู้กี่รอบ

Cover ท่าน ว.กับโยมพ่อ7603

ท่าน ว.ฟื้นความหลังแล้วหันไปถามพ่ออุ้ย  

ท่าน ว. : “ป้อ  จำได้ก่อที่เฮาลอยน้ำกับซุปเปอร์น่ะ” (พ่ออุ้ยพยักหน้าตอบว่า “จำได้”)

พระอาจารย์เรียกช่วงเวลานี้ว่า Lazy Day  หรือ สัปปายะเดย์คือในหนึ่งสัปดาห์จะมีหนึ่งวันที่ไม่รับแขก  พระอาจารย์พูดเสมอว่าเราทำให้คนทั้งโลกมีความสุข  สมหวัง  แต่เราก็ต้องไม่ลืมคนใกล้ตัววันนั้นทั้งวันพระอาจารย์จะใช้เวลาอยู่กับพ่อ  ถ้าไม่ไปหาพ่อที่เชียงของก็จะให้พ่อมาหาที่นี่  พ่อผูกพันกับสายน้ำมาตั้งแต่หนุ่ม ๆฉะนั้นเวลาอาบน้ำ  พ่อจะไม่อาบในห้องน้ำ  แต่ลงไปอาบที่ท่าน้ำเป็นอย่างนี้ทุกครั้งเวลาอยู่ที่นี่  และเวลาพ่อลงน้ำ  เจ้าซุปเปอร์ก็จะโดดตามลงไปด้วย”

คุณพ่อแข็งแรงและอายุยืนมาก  ขอถามเคล็ดลับที่ทำให้อายุยืนหน่อยค่ะ

ท่าน ว. : “ป้อ  กินอะหยังถึงอายุยืนแปดสิบสี่  กินอะหยังที่ทำฮื้อป้อแข็งแฮง” (กินอะไรถึงอายุยืน 84 ปี  กินอะไรที่ทำให้พ่อแข็งแรง)

พ่ออุ้ย :  “กินยากำลัง  แล้วก็กินมะม่วงสุก  กินกล้วย  มีกล้วยไข่กล้วยหอม  กล้วยข้าว (กล้วยน้ำว้า)  แล้วก็กล้วยป้ำ…”

ท่าน ว. :  “กล้วยป้ำนี่มันกล้วยอะหยัง” (กล้วยป้ำนี่คือกล้วยอะไร)

ท่าน ว.หัวเราะขำเพราะท่านเองก็ไม่รู้จัก

พ่อบอกว่าถ้าแข้งขาดี  พ่ออยากปีนเขาไปหาไข่ตัวแลน (ตะกวด) “มันลำมาก” คืออร่อยมาก จนเวลากินเผลอกัดนิ้วตัวเองเลย(ขณะพระอาจารย์กำลังแปล  พ่ออุ้ยก็เล่าความหลังต่อด้วยแววตาเป็นประกาย)

ท่าน ว. : “ป้อ เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่ก่อ  ไข่แลนน่ะ” (พ่อ  เดี๋ยวนี้ไข่แลนยังมีอยู่ไหม)

พ่ออุ้ย :  “มี บนดอยหลวง”

ท่าน ว. :  พ่อบอกว่าของป่าพวกนี้แหละที่ทำให้พ่อมีกำลังวังชา นอกจากนั้นก็มีไข่ตัวต่อ  โยมรู้จักไหมน้ำพริกต่อ (ท่าน ว.หันมาถามพวกเรา)  มีโยมคนหนึ่งที่รู้ใจโยมพ่อ  เวลามาหาจะเอาน้ำพริกตัวต่อมาฝากทุกครั้ง

พ่ออุ้ย :  “รังมันอุ้มลุ่ม…”

ท่าน ว. ;  อุ้มลุ่มคือกลม (ท่าน ว.แปลแล้วหัวเราะชอบใจ)  คำพวกนี้รุ่นพระอาจารย์แทบจะไม่รู้จักแล้ว  ถึงบอกว่าถ้าใครมาสัมภาษณ์แล้วไม่มีคนแปลคงฟังไม่รู้เรื่องแน่  พ่อบอกว่าสมัยก่อนป่าอุดมสมบูรณ์  แล้วรังต่อใหญ่มาก  เวลาจะเอารังต้องใช้กระดาษฉีกเป็นฝอยเล็ก ๆ แล้วล่อด้วยน้ำปลาร้า  พอตัวต่อได้กลิ่น  มันจะมาตอมกระดาษก็จะติดตัวมันไปเห็นเป็นสีขาว ๆ  ทำให้เราเจอรังมันได้ง่าย ๆ พอเจอก็รมควันให้มันเมา  ถึงจะขึ้นไปเอารังต่อลงมาได้

สมัยก่อนบ้านเราอยู่ตรงตีนเขา  เวลาลงมาเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนจะเจอละมั่ง  ละอง  กวาง  นี่คือโลกอันอุดมของพ่ออาหารของท่านคืออาหารธรรมชาติหรืออาหารออร์แกนิกทุกวันนี้นี่เองมีครั้งหนึ่งพระอาจารย์เคยพาพ่อกับแม่ไปในเมือง  แล้วสั่งให้ลูกศิษย์จัดอาหารโรงแรมมาให้  คัดเอาแต่ของดี ๆ มาให้ท่านกิน  พอนั่งโต๊ะพ่อหันมาถามว่า “มีน้ำพริกไหม” (หัวเราะ)  ตั้งแต่นั้นเลยรู้ว่าอร่อยสำหรับเรา  ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นอร่อยสำหรับท่าน

เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้พ่อมีสุขภาพแข็งแรงและสุขภาพจิตดีคือ  พ่อจะต้องอาบน้ำทุกวัน  ไม่เกี่ยงว่าหน้าร้อนหน้าหนาวแล้วท่านเป็นคนที่ไม่เคยอยู่เฉย  ต้องทำโน่นทำนี่ตลอดเวลา  ทุกวันนี้พ่อก็ยังชอบเข้าครัว  โดยเฉพาะเวลาพระอาจารย์กลับบ้าน  พ่อจะต้องเข้าครัวเอง  ไปตลาดเอง  (พูดจบท่าน ว.ก็หันไปถามพ่ออุ้ย)

_X5A5980

ท่าน ว. : “ป้อ  ชอบยะอะหยังกิน  เปิ้นใคร่ฮู้” (พ่อชอบทำอะไรกินเขาอยากรู้)

พ่ออุ้ย : “ลาบหมู  ลาบปลาดุก  แกงอ่อมปลาค้าว”

แย่งหน้าที่โยมแม่หรือเปล่าคะ  เราถามพลางอดอมยิ้มไม่ได้

ท่าน ว. :  โอ๊ย  โยมแม่นี่สบายมาก  รับแขกอย่างเดียว  เพราะท่านเป็นคนช่างพูดช่างจา  ถ้าแม่อยู่บ้านจะเหมือนเปิดวิทยุทิ้งไว้ทั้งวันคนมาหาแม่เยอะเหมือนคนมาหาพระอาจารย์ทุกวันนี้  เรียกได้ว่าแม่คบคนทั่วหล้า  ส่วนพ่อก็หาปูหาปลามาเลี้ยงลูก  บทบาทของพ่อคือหาอยู่หากิน  เป็นการแบ่งหน้าที่กันกลาย ๆ

แล้วของโปรดของท่าน ว.คืออะไรคะคุณพ่อ

ท่าน ว. : “ป้อ  เปิ้นถามว่าตุ๊มักอะหยัง” (พ่อ  เขาถามว่าพระชอบกินอะไร)

พ่ออุ้ย :  “หัวเผือก  มันแกว  ปลาแห้ง  ปลานึ่ง…”

ท่าน ว. :  อาหารโปรดของพระอาจารย์คือมันแกวหัวแดง  หัวเผือกเวลามีคนถามว่า  ทำไมพระอาจารย์ถึงหัวดี  ขอตอบว่า  เพราะพ่อแม่ให้กินของพื้นบ้าน  อย่างปลา  พ่อจะเอามาหั่นเป็นท่อน ๆ ผสมเกลือตากให้แห้ง  ตอนนึ่งข้าวก็จะเอาไปไว้ข้างบนสุด  ให้ไอร้อนจากข้าวทำให้ปลาสุก  พอสุกแล้วก็กินกับข้าวอุ่น ๆ  รสจะออกเค็มปะแล่ม ๆ  แล้วมีกลิ่นข้าวใหม่ด้วย  หอมมาก  เมนูนี้เรียกว่าปลาเกลือ  วันไหนได้กินนะ  เห็นสวรรค์เลย

ทุกวันนี้พ่ออุ้ยห่วงอะไรท่าน ว.บ้างคะ

ท่าน ว. : “ป้อ  ตี้ตุ๊ใหญ่มาอย่างทุกวันนี้  มีอะหยังตี้ป้อห่วงตุ๊”

พ่ออุ้ย :  “ห่วงตี้ซุดเลย” (จากนั้นพ่ออุ้ยก็ค่อย ๆ รำลึกความหลังแล้วพูดออกมาเป็นภาษาล้านนายาวเหยียด)

ท่าน ว. :  พ่ออยากมาอยู่ใกล้ ๆ พระอาจารย์  ท่านเป็นห่วง  เพราะมีคนมาหาเราเยอะ  ท่านอยากให้เราอยู่ใกล้หูใกล้ตา  สิ่งที่พ่อห่วงอีกอย่างคือเรื่องเงินทอง  เพราะเป็นของอันตรายสำหรับชีวิตนักบวชพ่อเป็นคนเห็นคุณค่าของเงินมาก  เพราะตอนหนุ่ม ๆ พ่อลำบากต้องเอายาเส้นไปขายที่เชียงแสน  แม่สาย  เพื่อเลี้ยงลูกหกคนบางทีก็หาปูหาปลา  หาของป่า  รับจ้างขึ้นต้นหมาก  พระอาจารย์จำได้ว่าเคยยืนร้องไห้อยู่ใต้ต้นหมาก  เพราะพ่อไม่ยอมลงมา  พ่อจะกระโดดจากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง  เป็นยี่สิบต้น  โดดอยู่ครึ่งวันไม่ลงเลย  และนั่นแหละคือค่าเทอมของพระอาจารย์  บางทีพ่อก็ไปรับจ้างตัดหญ้าที่โรงบ่มใบยา  ต้องนั่งเรือข้ามโขงไปเช้าเย็นกลับเพื่อขายแรงงานที่ประเทศลาว  บางทีก็ไปรับจ้าง “ไพคา”  คือเอาหญ้าคามาเย็บกันเป็นตับสำหรับใช้มุงหลังคาในไร่ในสวน  ได้ค่าแรงร้อยละ 6 บาท…

…เรื่องพวกนี้พระอาจารย์ก็เพิ่งได้ฟังพร้อม ๆ กับโยมนะเนี่ยเป็นเรื่องเก่ามาก

แล้วคุณพ่อได้สอนวิชาทำมาหากินให้ลูกคนไหนบ้างคะ

ท่าน ว.:พี่ชายได้วิชาไปเต็ม ๆ  ส่วนพระอาจารย์พ่อให้เรียนหนังสืออย่างเดียว  ครั้งหนึ่งพ่อเคยต้อนพระอาจารย์ไปเข้าโรงเรียน แต่เราไม่ยอมไป  วิ่งหนีไปตามเรือกตามสวนอยู่ครึ่งวัน  จนไปหลบอยู่ใต้ถุนบ้าน  พ่อต้องก้มหัวลงมาถามว่า  “อยากง่าวเหมือนพ่อก๋า” หมายความว่า  “อยากโง่เหมือนพ่อเหรอ”  คำนี้คำเดียวทำให้พระอาจารย์เดินออกมาแล้วยอมไปโรงเรียน  และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมพระอาจารย์ถึงต้องเรียนขนาดนี้  นักธรรมมีถึงเอกก็เรียนจนจบเอก  เปรียญธรรมมีถึงเก้าก็เรียนจนจบเก้า  พูดง่าย ๆ ว่ามีอะไรให้เรียน  ฉันเรียนหมด  เพราะรุ่นพ่อรุ่นแม่เราไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือสูง ๆ  เราจึงเรียนแทนท่าน  ปริญญาตรีให้พ่อ  เปรียญธรรมเก้าประโยคให้แม่  ปริญญาโทให้พี่สาวทุกคน  ตอนนี้ได้ดุษฎีบัณฑิตมาอีกสี่ใบก็แจกกันไป (หัวเราะ)

อยากทราบเคล็ดลับการเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีค่ะ  คุณพ่อมีวิธีอย่างไรคะ

ท่าน ว.: “ป้อ  เอาอะหยังมาสอน  ลูกหกคนถึงได้ดิบได้ดีหมด”(พ่อเอาอะไรมาสอนลูก  ลูกหกคนถึงได้ดีหมด)

พอท่าน ว.ถามจบ พ่ออุ้ยก็ตอบเป็นภาษาล้านนาด้วยแววตาที่เปี่ยมสุข…

พ่อบอกว่า  โตแล้วต้องไปโรงเรียน  พ่อจะสอนพวกเราตอนล้อมวงกินข้าวด้วยกัน  ท่านจะไม่เคยตี  ไม่เคยใช้ความรุนแรง  แต่จะสอนด้วยการดุว่ากลางวงข้าว  ถ้าคนไหนทำอะไรที่ไม่ดีมา  พ่อจะซัดพร้อมกันหมดเลยหกคนพี่น้อง  บ่อยครั้งที่พวกเราพี่น้องต้องกินข้าวกับน้ำตา  พ่อกับแม่จะเทศน์นอกธรรมาสน์เสมอ  เรียกว่าพออยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว  องค์จะลงประทับ  เป็นผลให้เราหกคนพี่น้องไม่เคยริษยาหรือทะเลาะกันเลย

นอกจากนี้พ่อจะมีนิทานที่ท่านแต่งเองเอาไว้สอนพวกเราให้รักกัน  และท่านเล่าเรื่องเดียวกันนี้ทุกครั้ง  แล้วก็สรุปว่า  ร้อยพ่อเลี้ยงก็ไม่เท่าพ่อจริง  ร้อยแม่เลี้ยงก็ไม่เท่าแม่จริง…“ให้ฮักป้อฮักแม่เน้อ…”

ท่าน ว.หันไปมองพ่ออุ้ยด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความเคารพรักแล้วพูดเสริมว่า “เวลาเล่าเรื่องความหลัง  ท่านจะมีความสุขมาก  ดูตาท่านสิเป็นประกายเลย  ซึ่งก็เป็นความจริง  เพราะตอนนี้พ่ออุ้ยดูเหมือนจะ “จุดติด” แล้ว  แถมตอนนี้ยังนึกสนุกถาม “ปริศนาอะไรเอ่ย” กับท่าน ว.และพวกเรา  ซึ่งท่าน ว.บอกว่านี่คือวิธีสอนลูกของโยมพ่อนั่นคือสอนด้วยปัญหาเชาว์

10549998_10152222167865877_5637395582732342854_o

พ่ออุ้ย : “อุ้มลุ่มเท่าฮังต่อ  ผ่อบ่หัน  ตุ๊ทายได้ก่อ”

ท่าน ว. :  กลม ๆ เท่ารังต่อ มองไม่เห็น  คืออะไร  ทายถูกไหม

พ่ออุ้ยไม่รอคำตอบ  ถามแทรกขึ้นมาอย่างสนุก  “โจ๊ะโละเท่าคอม้า ไปก้าบ่หันฮอย”

ท่าน ว. :  อะไรเอ่ยสูง ๆ เท่าคอม้า ไปค้าไม่เห็นรอย

ระหว่างที่พวกเรานั่งนึกคำตอบกัน  พ่ออุ้ยก็ทายปัญหาต่อไปอีก “แต๊บแป๊บเท่าลิ้นช้าง  ม้างแผ่นดินเมือง”

ท่าน ว. :  อะไรเอ่ย  บาง ๆ เหมือนลิ้นช้าง แต่สามารถขุดแผ่นดินขึ้นมาได้ทั้งเมือง

พ่ออุ้ยนึกคำถามได้อีก  คราวนี้ทายออกมาเป็นชุด ๆ คล้องจองทำให้พวกเราได้เฮกันทั่วหน้า  “ตุ๊บ ๆ กลางนา…พญากลางดง…โต๊งโก๊งกลางดอย…คาบฝอยล่องห้วย”

ท่าน ว. :  คราวนี้รู้หรือยังว่าพระอาจารย์เป็นกวีเหมือนใคร (ท่าน ว.หัวเราะชอบใจใหญ่)

พ่ออุ้ย : “แก้ได้ก่อ ๆ” (ทายถูกไหม ๆ)  พ่ออุ้ยเร่งให้พวกเราทายกันไว ๆ ก่อนจะเฉลยให้ฟัง…(โปรดดูเฉลยท้ายบทสัมภาษณ์)

หลังจบการเล่นปริศนาคำทายตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงแล้ว  พ่ออุ้ยมีทีท่าว่าเริ่มจะเหนื่อย  เราจึงให้ท่านพักและหันมาสัมภาษณ์ท่าน ว.แทน  โดยมีพ่ออุ้ยนั่งฟังอยู่ข้างๆ

ตอนนี้เหลือโยมพ่อคนเดียวแล้ว  อยากทราบว่าพระอาจารย์ดูแลปรนนิบัติโยมพ่ออย่างไรบ้างคะ

ท่าน ว. : พอพ่อเริ่มอายุเจ็ดสิบ  พระอาจารย์ก็บอกให้พี่ทุกคนกลับมาอยู่ใกล้ ๆ พ่อ  เพราะก่อนหน้านี้ทุกคนไปค้าขายต่างจังหวัดกันหมดตอนนี้พ่อจะเป็นศูนย์รวมจิตใจของพวกเราทุกคน  ส่วนพระอาจารย์เองก็หักดิบออกจากกรุงเทพฯตอนอายุ 35  ตอนที่กลับมา  เพื่อนบอกว่าพระอาจารย์โง่มาก  เพราะกำลังมีชื่อเสียง  แม้แต่พระผู้ใหญ่บางท่านก็ไม่เห็นด้วย  บอกว่าเราหนีกลับมาอยู่เชียงรายแบบนี้จะไม่มีอนาคต  แต่พระอาจารย์มีความเห็นว่า  ตอนที่แม่ยังอยู่  เราก็ไม่ทันได้ดูแลท่านอย่างเต็มที่  เพราะพอพระอาจารย์เรียนถึงแค่เปรียญธรรมเจ็ดประโยค แม่ก็จากไป

ฉะนั้นเมื่อพ่อยังอยู่  เราควรต้องกลับมาอยู่กับท่าน  เรียกว่าเป็นยุทธศาสตร์ถอยไปข้างหน้า  จะได้ดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด  ให้พ่อแข็งแรงขึ้นทั้งกายและใจ  ได้กินอิ่มนอนอุ่น  สุขภาพดี  อยากมาหาพระลูกชายเมื่อไหร่ก็มาได้ทันที  เพราะที่นี่ห่างจากเชียงของ (บ้านพ่ออุ้ย) เพียงชั่วโมงครึ่ง  แล้วที่กุฏิของพระอาจารย์ก็จะมีเตียงสแตนด์บายไว้ให้พ่อตลอด  เผื่อพ่อมาวันไหนแล้วอยากจะนอนก็นอนได้เลย  พระอาจารย์คิดว่า  ถ้าอยากให้พ่อแม่อายุยืน  เราต้องอยู่ใกล้ ๆ ท่าน  เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าท่านยังมีคุณค่าในสายตาของลูกหลาน

นอกจากนั้นพระอาจารย์ก็พาพ่อเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมด้วยวันพระวันสำคัญต่าง ๆ ก็ให้พ่อได้ตักบาตรทำบุญ  ให้ได้อยู่ในบรรยากาศของบุญกุศลตลอด  และทุกปีก็จะให้พ่อเป็นประธานกฐินซึ่งตรงตามที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า  การตอบแทนพระคุณพ่อพระคุณแม่ที่ประเสริฐที่สุดคือการพาพ่อแม่เข้าสู่เส้นทางธรรม  ซึ่งเราทำอยู่เสมอ  และถ้ามีเวลาว่าง  พระอาจารย์ก็จะพาพ่อนั่งรถเที่ยวข้ามไปฝั่งแม่สาย  พาพ่อไปดูเสื้อผ้าอาภรณ์  แถวฝั่งพม่า ท่าขี้เหล็กเขารู้จักพ่อกันหมด  แค่พ่อเดินผ่าน  เขาก็เอาของมาให้แล้วไม่ว่าพระอาจารย์จะไปด้วยหรือไม่  พ่อก็ได้ของกลับมาเต็มคันรถเหมือนกัน

บางครั้งก็พาพ่อไปเที่ยววัดร่องขุ่น  เที่ยวน้ำตก  แล้วก็พาพ่อนั่งเครื่องบินไปกรุงเทพฯ ไปวัดพระแก้ว  ไหว้หลวงพ่อโสธร  และพาไปสยามพารากอนด้วย  ซึ่งพ่อชอบมาก  ไม่ได้ชอบสินค้านะ  แต่ชอบขึ้นบันไดเลื่อน  พ่อเรียกว่า “คันไดไหล”

พูดจบท่าน ว.ก็หันไปถามพ่ออุ้ยว่า  “ตี้ลูกพาป้อขึ้นเครื่องบินม่วนก่อ”

พ่ออุ้ยยิ้ม  “ม่วนกา”

ท่าน ว. :  แรก ๆ พาพ่อขึ้นเครื่องบิน  พ่อมีแค่ย่ามใบเดียว  แต่พอเห็นคนโน้นคนนี้มีกระเป๋าลาก  ลงจากเครื่อง  พ่อบอกซื้อกระเป๋าลากให้พ่อหน่อย  พ่อจะเอาไว้ขึ้นเครื่องบิน  ทุกวันนี้พ่อเลยมีกระเป๋าลากเป็นของตัวเอง (ท่าน ว.ยิ้มชอบใจ)

มีธรรมะข้อไหนที่ท่าน ว.มอบให้คุณพ่อเป็นพิเศษไหมคะ

ท่าน ว. : ธรรมะสำหรับตระกูลเรา  หนึ่งคือ  ความกตัญญู  สองคือไม่ประมาท  เราจะถือว่าเวลาที่เราอยู่ด้วยกันคือชั่วโมงทองคำ  ซึ่งหมายถึง  เราไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วยกันทุกวัน  แต่ทุกครั้งที่เราอยู่ด้วยกันจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด  เมื่อหลับตาลง  ให้รู้สึกภูมิใจว่าเราได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว  ไม่มีอะไรติดค้างระหว่างเราพ่อแม่ลูก

พระอาจารย์คิดว่าเราควรทำทุกวันให้เป็นวันพ่อวันแม่  และเป็นวันที่พิเศษเสมอสำหรับท่าน  บ้านเราจะมีลูก ๆ ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่กับพ่ออย่างนี้ตลอด  วันดีคืนดีพระอาจารย์ก็จะให้ช่างซอที่พ่อชอบมาซอให้พ่อฟัง  บางทีก็เอารถไปรับพ่อไปกินอาหารในเวียง(ตัวเมืองเชียงของ)  ลูก ๆ ทุกคนจะซื้อเสื้อผ้าให้พ่อให้แม่เสมอ  และทุกสิ้นปี  พระอาจารย์จะต้องซื้อฟูก ซื้อที่นอน ซื้อผ้าห่มใหม่หมอนใหม่  และเปลี่ยนผ้าปูเตียงให้พ่อ  เพราะเป็นสิ่งที่ท่านใช้ประจำพระอาจารย์ทำทุกปีจนเป็นธรรมเนียมไปแล้ว

10580850_10152222167855877_2038577273547007180_o

ท่านว.ได้หลักการดำเนินชีวิตจากคุณพ่อคุณแม่เรื่องอะไรบ้างคะ

ท่าน ว. : แม่เป็นคนที่ให้เรื่องใฝ่เรียนใฝ่รู้  ทำอะไรทำจริง  แม่จะบอกว่า“จำไว้นะลูก  ขึ้นห้วยต้องขึ้นให้สุดขุน”  ซึ่งหมายความว่า  ทำอะไรก็ตามต้องทำให้เต็มที่  ทำให้ถึงที่สุด  ถ้าไม่ถึงที่สุด  อย่าเลิก  ซึ่งตรงกับคำสอนของลินคอล์นว่า  ไม่มีใครล้มเหลวถ้าหากเขาไม่ล้มเลิก

ส่วนพ่อ  ท่านให้เรื่องความเมตตาสูงมาก  มีหลายครั้งที่โยมแม่ไม่อยู่  พระอาจารย์อยู่กับพ่อ  แอบเห็นพ่อตักข้าวจากยุ้งของเราไปให้เพื่อนบ้าน  พ่อจะเห็นคนอื่นเป็นคนที่น่าช่วยเหลือเสมอ  ทุกวันนี้เวลาไปซื้อของ  พ่อจะไม่เคยต่อราคาแม่ค้าเลย  พ่อบอกเอ็นดูเขาเราเคยจนมาก่อน  นอกจากนั้นการที่พ่อเป็นนักเล่า  ผลก็ติดมาถึงพระอาจารย์  เวลาไปเทศน์ที่ไหนก็จะมีเรื่องเล่าให้โยมฟังเสมอในเรื่องเล่าก็จะมีเรื่องราว  นี่คือได้มาจากพ่อ  พ่อมีความเป็นศิลปินเป็นกวีชาวบ้าน  ท่านสามารถขับกาพย์กลอนโคลงฉันท์เป็นภาษาล้านนาได้  อย่างวันนี้พวกเราก็ได้ไปตั้งหลายบทแล้ว (หัวเราะ)

คุณพ่อเคยคิดจะบวชบ้างไหมคะ

ท่าน ว. :  ไม่คิดเลย  แต่ถึงแม้พ่อจะไม่ได้บวช  ก็เหมือนบวชไปแล้วครึ่งตัว  เพราะว่าพระอาจารย์บวช พยายามทำให้พ่อได้อยู่ในวงล้อมของบุญกุศลตลอดเวลา  คือหลับตาพ่อก็เห็นแต่ผ้าเหลือง  พระอาจารย์คิดว่า  ชีวิตของพ่อทุกวันนี้มีความสุขดี  เหมือนพระราชาของลูก ๆ เลยนะ  ตอนหนุ่ม ๆ พ่อลำบากเพื่อพวกเรามามาก  ตอนนี้ลูก ๆ ทุกคนก็กลับมาดูแลพ่อ  ให้พ่อเป็นพระราชาของเรา  และถึงเวลาแล้วที่พระราชาองค์นี้จะมีความสุข  เราไม่ต้องพยายามที่จะกตัญญูต่อท่าน  เพราะสิ่งที่ท่านให้มานั้น  ทำให้เราอิ่ม  ทำให้เราเต็มจนเรารู้สึกว่าถ้าท่านไม่ให้  เราคงไปไม่รอด  ฉะนั้นเราทุกคนจึงเต็มใจให้ท่านกลับคืน  โดยที่ท่านไม่ต้องร้องขอ

อีกอย่างพ่อจะเบิกบานเวลามีแขกมาหา  มีคนมาเยี่ยม  มีความสุขกับการได้แจกข้าวของให้คนโน้นคนนี้  เวลาพาไปแจกผ้าห่มแจกทุนการศึกษา  ตาของพ่อจะทอประกายด้วยความสุข  พระอาจารย์ก็เลยคิดว่า  พ่อไม่จำเป็นต้องบวชก็ได้  แค่นี้ก็พอแล้ว

จากการที่ท่านบวชมา  ท่านมีความเห็นว่าคำสอนของคุณพ่อแตกต่างจากคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างไรคะ

ท่าน ว. : ไม่แตกต่างนะ  พ่อเรียนไม่สูง  ไม่เคยได้รับการศึกษาในระบบโรงเรียน  แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่มีการศึกษา  พ่อมีปัญญาพอที่จะสอนลูกทั้งหกคนให้รักกัน  ให้กตัญญูและเห็นคุณค่าของโรงเรียน  ถึงขนาดถามพระอาจารย์ว่า  “ไม่ไปโรงเรียน  อยากโง่เหมือนพ่อเหรอ”  ซึ่งประโยคนี้ทำให้พระอาจารย์ยอมกลับเข้าโรงเรียนได้ทันที  นี่คือปัญญาของพ่อ

คำสอนของพ่อจึงสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าคือหนึ่ง ให้ลูก ๆ เห็นคุณค่าของการศึกษา  สอง ให้ลูก ๆ ทุกคนรักกันสาม เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ๆ เห็นว่าคนเราต้องมีธรรมะ  สี่ เป็นบุคคลตัวอย่างแห่งการให้  และ ห้า เป็นตัวอย่างของการทำหน้าที่พ่อที่ดี  คือไม่ว่าลูกจะมีชื่อเสียงยังไงก็ตาม  พ่อก็ยังมองเราว่าเป็นลูกหล้าหรือเป็นไอ้ตัวเล็กของพ่อเสมอ  ปฏิปทาของพ่อเหล่านี้ไม่มีอะไรขัดแย้งกับพระพุทธองค์เลย

การที่พระอาจารย์ดูแลป้อนข้าว  ป้อนน้ำ  ล้างเท้าให้พ่อแต่กลับมีคนตำหนิ  พระอาจารย์มีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรคะ

ท่าน ว. : คนเราทุกวันนี้ถูกสอนให้มีทักษะในการทำมาหากิน  แต่ไม่มีทักษะในการใช้ชีวิต  เรารู้สารพัด แต่เราไม่รู้พระคุณพ่อแม่  เราแคร์คนอื่นจนกล่าวว่าลูกค้าคือพระเจ้า  โดยไม่รู้ว่าพระเจ้าที่แท้จริงคือพ่อกับแม่ของเราเอง  เราบ้าเห่อวิ่งไปหาพระอรหันต์ เอาเงินเอาทองไปประเคนให้  แล้วก็ปล่อยให้พ่อแม่อดอยากปากหมองอยู่ที่บ้าน  เรามุ่งเรียนภาษาต่างประเทศเพื่อเข้าสู่เออีซี เข้าสู่เวทีโลก  แต่เราไม่เรียนภาษาธรรมเลย  ดังนั้นเราจึงไม่สนใจที่จะตอบแทนพระคุณพ่อแม่เราถือว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  เลยไม่ต้องตอบแทนพระคุณพ่อแม่ก็ได้  เห็นไหมว่าเราทอดทิ้งการศึกษาด้านจริยธรรมซึ่งสำคัญที่สุด

พระพุทธเจ้าสอนให้ลูกทุกคนกตัญญูกับพ่อแม่ แม้คนคนนั้นจะเป็นพระสงฆ์  และพระพุทธองค์ไม่ได้สอนเท่านั้น  แต่ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย  สมเด็จพ่อของท่านนิพพานคาอ้อมกอดท่าน  ส่วนสมเด็จแม่  พระองค์ก็เสด็จไปโปรดถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  ท่านเป็นพระอรหันต์  ตัดกิเลสได้แล้วก็จริง  แต่ท่านไม่เคยตัดความสัมพันธ์ของพ่อแม่ลูก  ฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราควรทำอย่างยิ่ง

10522143_10152222166640877_2110840523740205412_o

พระอาจารย์คิดว่าการปรนนิบัติดูแลคุณพ่อคุณแม่จะนำไปสู่การบรรลุมรรคผลนิพพานได้ไหมคะ

ท่าน ว. : การเลี้ยงดูพ่อแม่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมเพราะแท้ที่จริงแล้วการดูแลพ่อแม่ก็คือการประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่แล้วในตัว  มันคือสิ่งที่เรียกว่า  มาตาปิตุอุปฏฺานํ  เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ  การบำรุงบิดามารดาเป็นมงคลอันสูงสุด  ฉะนั้นไม่ต้องเรียกหาการปฏิบัติธรรมอย่างอื่นอีก  ที่สำคัญ นี่คือธรรมขั้นสูงด้วย  เพราะเป็นการปล่อยวางตัวตนอัตตา  ปล่อยวางตัวกูของกูและอุทิศทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพ่อแม่ของเรา  ในทางสังคมเขาถือว่าพระคือสมณเพศเป็นอุดมเพศ คือเพศที่สูงที่สุด  แต่ถ้าวันหนึ่งคุณละอัตตาอีโก้ (ตัวกูของกู) ลง  แล้วล้างเท้าให้พ่อให้แม่ได้  นั่นคือคุณกำลังปฏิบัติขั้นปรมัตถธรรม  เพราะต้องละทิ้งสมมุติบัญญัติทั้งปวง

มีเรื่องเล่าว่า  ครั้งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งบวชมาสิบสองปี  ท่านน้อยใจและรู้สึกผิดที่ทิ้งพ่อแม่มา  หวังจะได้มรรคผลนิพพาน  ท่านจึงคิดลาสิกขา  ก่อนจะสึกก็คิดว่าเรามาบวชก็เพราะพระพุทธเจ้าครั้นจะสึกก็น่าจะไปลาพระพุทธเจ้าเสียก่อน  แต่เมื่อไปถึงพระพุทธเจ้าทรงถามว่าเธอจะไปไหน  ภิกษุนั้นตอบว่า หม่อมฉันจะทูลลาเพื่อไปเลี้ยงโยมพ่อโยมแม่  พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เธอไม่ต้องลาสิกขาก็สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ได้  ภิกษุรูปนั้นดีใจมาก  วันรุ่งขึ้นจึงออกบิณฑบาต  แล้วนำข้าวที่ได้ไปเลี้ยงพ่อแม่  คนที่เห็นนำความไปฟ้องพระพุทธเจ้า  แต่พระองค์ตรัสว่า  อาหารบิณฑบาตยกให้ใครไม่ได้ยกเว้นพ่อกับแม่  เราไม่ปรับเป็นอาบัติ  เพราะสองคนนั้นคือบุคคลผู้มีพระคุณสูงสุดต่อลูก

ความรู้ดี ๆ อย่างนี้  ระยะหลังการศึกษาไทยถอดออกจากบทเรียนหมด  แล้วหันไปมุ่งเรียนวิทย์ คณิต อังกฤษ  แต่วิชาศีลธรรมวิชาหน้าที่พลเมืองที่สอนให้คนมีความรู้คู่กับความดีกลับถอดทิ้งผลคือคนของเรามีจริยธรรมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน  สังคมของเรามีปัญหาเพราะเราถอดวิชาจริยธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดทิ้ง  คนของเรายิ่งเก่งจึงยิ่งโกง  เราไปรับอารยธรรมตะวันตกมาทั้งดุ้น  แล้วหลงลืมส่วนที่ดีที่สุดของเราไป  กลับมองว่าคนที่ดูแลพ่อแม่เป็นพวกดราม่าพากันตำหนิคนเหล่านี้ว่าโคตรไทยเลย  โลกเขาไปถึงไหนกันแล้วอยากถามว่าแล้ว คุณไม่รู้หรือว่าทุกวันนี้โลกตะวันตกเขาโหยหาความเป็นครอบครัวกันมาก  ผู้ชายนอร์เวย์ต้องการแต่งงานกับหญิงไทย  เพราะต้องการให้ไปดูแลพ่อแม่ของเขา  ฉะนั้นถ้าเราจะตามฝรั่ง  เราต้องตามอย่างรู้ทัน  อย่าไปตามกระพี้ฝรั่งแล้วมาถุยน้ำลายใส่ของดีที่มีอยู่ในเมืองไทย

เรื่องความกตัญญูและการตอบแทนพระคุณพ่อแม่เป็นเรื่องที่สำคัญและยิ่งใหญ่มาก  ยอดคนของโลกนั้นไม่เคยทิ้งความกตัญญู-กตเวทีเลย  คนที่มีปัญญาที่แท้จริงจะกลับมาดูแลพ่อแม่ทั้งนั้นตัวอย่างเช่น  สมเด็จพระสังฆราช  ท่านก็สร้างกุฏิให้แม่อยู่ติดกับกุฏิของท่าน  นอกจากนั้นท่านยังเอาอาสนะที่แม่เย็บถวายมาซ้อนในอาสนะของในหลวง  แล้ววางตรงหน้าพระ  กราบทุกเช้าค่ำ  หลวงพ่อชาสุภัทโท ก็ให้แม่มาบวชเป็นชี  ท่านพุทธทาสก็ดูแลแม่อย่างดีที่สุดฯลฯ

ตามหลักพุทธศาสนานั้น  การตอบแทนพระคุณพ่อพระคุณแม่ที่ประเสริฐที่สุดคือ  การพาพ่อแม่เข้าสู่เส้นทางธรรม  และความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี  คนเราถ้ามีความกตัญญูแล้วจะไม่ทำร้ายพ่อแม่  หรือแม้แต่ประเทศชาติบ้านเมืองของตัวเอง  คุณธรรมเหล่านี้เราควรจะรื้อฟื้นขึ้นมาและปฏิบัติให้เป็นมรรคเป็นผลให้ได้

การพูดคุยกับแขกพิเศษทั้งสองท่านในวันนี้จบลงอย่างงดงามท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง  แม้แสงแดดอันอบอุ่นจะลาลับไปแล้วแต่ความอบอุ่นในหัวใจของทุกคนยังคงอยู่จวบจนวันนี้  และ Secretเชื่อเหลือเกินว่า  นอกจากเรื่องราวที่เราพูดคุยกันจะสร้างความสุขให้กับท่าน ว.วชิรเมธีและโยมพ่อแล้ว  ผู้อ่านก็คงได้รับแง่คิดดี ๆพร้อมกับความประทับใจ  และอิ่มเอมไปกับบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความรักแท้อันบริสุทธิ์ระหว่างพ่อลูกเช่นกัน

อานิสงส์แห่งความกตัญญู

ท่าน ว. : ก่อนหน้าที่เราจะได้เห็นพ่ออุ้ยสดชื่นและมีสุขภาพแข็งแรงเช่นวันนี้  น้อยคนนักที่จะรู้ว่าปีที่แล้วท่านป่วยด้วยโรคมะเร็งปอดขั้นรุนแรง  และวันที่แพทย์ตรวจพบนั้น  เชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายจนเต็มปอดแล้ว  แพทย์ลงความเห็นว่าพ่ออุ้ยต้องเข้ารับการผ่าตัดด่วน  แต่ด้วยความที่ท่านอายุมากแล้ว  การผ่าตัดจึงมีโอกาสเสี่ยงสูง  ท่าน ว.เล่าว่า คืนที่ทราบข่าว ท่านถึงกับนอนไม่หลับ  เพราะอีกไม่นานที่ไร่ก็จะจัดงานทอดกฐินครั้งใหญ่  และท่านตั้งใจไว้ว่าจะให้พ่ออุ้ยได้เป็นประธานกฐินสักครั้งในชีวิต  คิดแล้วท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานขออุทิศบุญกุศลและคุณงามความดีทั้งหมดที่ท่านได้เคยบำเพ็ญมาให้กับพ่ออุ้ย  ขอให้พ่ออุ้ยมีโอกาสสร้างบุญใหญ่เสียก่อน

หลังเสร็จสิ้นงานบุญ  ก่อนถึงกำหนดวันผ่าตัด  ท่าน ว.เกิดเอะใจขึ้นมา  จึงให้ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชุดเดิมตรวจเช็กร่างกายพ่ออุ้ยอีกครั้ง  ปรากฏว่า ก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ได้ลดขนาดลงเหลือเพียง 2 เซนติเมตร  และต่อมาเมื่อตรวจดูอีกครั้งก็กลับอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น  สร้างความประหลาดใจให้กับทีมแพทย์  ท่าน ว. และตัวพ่ออุ้ยเองอย่างมาก  ทุกคนต่างลงความเห็นว่า  ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นนี้คืออานิสงส์ของความรักความกตัญญูที่ท่าน ว.มีต่อพ่ออุ้ยโดยแท้

_X5A6089


คำเฉลยเกมปัญหาเชาว์ของพ่ออุ้

1. อุ้มลุ่มเท่าฮังต่อ ผ่อบ่หัน = หัวคน

2. โจ๊ะโละเท่าคอม้า ไปก้าบ่หันฮอย = เรือ

3. แต๊บแป๊บเท่าลิ้นช้าง ม้างแผ่นดินเมือง = คันไถ

4. ตุ๊บๆ กลางนา…พญากลางดง…โต๊งโก๊งกลางดอย…คาบฝอยล่องห้วย = คนตีข้าว…เสือ…เถาวัลย์…กุ้ง


Secret BOX

การเลี้ยงลูกต้องทำให้ดู  อยู่ให้เห็น

เย็นให้สัมผัส  ปฏิบัติให้เป็นแรงบันดาลใจ

ว.วชิรเมธี

keyboard_arrow_up