ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของ จิ๋ม – กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ (ตอนจบ)

ดิฉัน (จิ๋ม – กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ)พยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็ไม่ตายสมใจ…

น้องชายซึ่งต่อสู้ชีวิตมาด้วยกัน เห็นดิฉันหายไปบนบ้าน ซึ่งเป็นเพิงหมาแหงนอยู่บนดาดฟ้าของตึกแถวนานจนผิดสังเกต จึงให้น้าชายเจ้าของบ้านขึ้นไปดู เมื่อเปิดประตูเข้าไปพบว่าดิฉันนอนเลือดท่วมตัวและหมดสติ จึงนำส่งโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ฤทธิ์ของยานอนหลับเพียงไม่กี่เม็ดและมีดโกนเก่าๆ ที่ดิฉันตั้งใจจะใช้ฆ่าตัวตายก็ไม่ทำให้เด็กผู้หญิงวัย 16 ปีในขณะนั้นได้ตายสมใจอยาก แม้ดิฉันจะรอดชีวิตมาได้ แต่ชีวิตหลังจากนั้นก็สะบักสะบอมไม่ต่างกันมากนัก ตอนนั้นในขณะที่แม่หนีหนี้ไปไหนก็ไม่รู้ พ่อเป็นใครอยู่ที่ไหนก็ไม่เคยทราบ ดิฉันกับน้องชายต้องพยายามประคับประคองชีวิตต่อไปตามลำพัง และด้วยความที่ต้องดิ้นรนให้มีเงินประทังชีวิต ดิฉันไปรับจ้างขายหนังสือที่ตลาดห้วยขวาง เจ้าของร้านใจดีมาก ให้ทั้งเงินเดือนและอาหาร แต่ด้วยความร้ายของดิฉัน แม้ว่าจะเจอผู้ใหญ่ใจดีก็ยังไม่วายสร้างความเดือดร้อนให้เขา

ช่วงนั้นดิฉันกับน้องต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ต้องหาเงินจ่ายทั้งค่ากินและค่าเช่าบ้านเพิงหมาแหงนด้วยตัวเอง เมื่อเงินไม่พอใช้ ดิฉันเลยใช้วิธีขโมยเงินครั้งละเล็กละน้อยจากร้านขายหนังสือแห่งนั้น โดยที่ทุกวันนี้เจ้าของร้านก็ยังไม่รู้เลยว่าดิฉันขโมย นี่คงเป็นความผิดบาปอย่างหนึ่งที่ยังตามมาหลอกหลอนดิฉันอยู่จนถึงทุกวันนี้ ดิฉันได้ทำ“กรรม” ไม่ดี และกรรมไม่ดีนั้นก็อาจส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้

เครียดเป็นไมเกรน แต่ครูหาว่าท้อง

สมัยก่อนโน้นปัญหาเด็กผู้หญิงท้องคาโรงเรียนเป็นปัญหาที่ครูบาอาจารย์เพ่งเล็งเป็นพิเศษ แม้ตอนนั้นดิฉันจะมีปัญหาทางบ้าน โดนพ่อเลี้ยงพยายามข่มขืน พยายามฆ่าตัวตาย แต่เพื่อนที่โรงเรียนไม่มีใครรู้ว่าดิฉันต้องเผชิญปัญหาหนักหนาสาหัสอย่างไรบ้าง ภาพที่เขาเห็นก็แค่เพื่อนคนหนึ่งที่ยังทำตัวร่าเริงเป็นปกติ อาจมีรอยฟกช้ำดำเขียวมาโรงเรียนบ้างก็เท่านั้น ที่สำคัญ ดิฉันยังซ่าเหมือนเดิม ใครพูดอะไรผิดหูหรือทำอะไรให้ขัดใจ ดิฉันก็จะโวยวาย ชวนทะเลาะตบตีได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ แต่ระยะหลังๆ ด้วยความที่เครียดกับปัญหาชีวิตอย่างหนัก ดิฉันป่วยเป็นไมเกรน ทำให้อาเจียนอยู่บ่อยๆ น้าชายเจ้าของบ้านพาไปหาหมอ หมอก็ให้ยามากิน ดิฉันนำยานั้นไปกินที่โรงเรียนด้วย และไม่คิดปิดบังคุณครูและเพื่อนแต่อย่างใด

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าคุณครูเรียกดิฉันเข้าไปพบแล้วถามว่า“ทำไมต้องกินยา ประจำเดือนไม่มากี่เดือนแล้ว” ดิฉันตอบว่า “เปล่าค่ะหนูเวียนหัวแล้วก็อ้วก เลยกินยา” ตอนนั้นแม้จะตอบปฏิเสธไปอย่างไรแต่คุณครูก็พิพากษาชีวิตดิฉันไปเรียบร้อยแล้วว่าท้อง นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกวันนี้ดิฉันเข้าใจจิตใจของเด็กที่มีปัญหาเป็นอย่างมาก ผู้ใหญ่ไม่ค่อยรับฟังพวกเขา แต่คอยจะไปตัดสินมากกว่า บางครั้งเขายังไม่ได้ทำอะไร แต่ผู้ใหญ่บางคนกลับไปยัดเยียดข้อกล่าวหา มองเขาในแง่ร้ายทำให้แทนที่เด็กบางคนซึ่งไม่ได้ทำความผิดอะไร ก็กลับทำเพื่อประชดผู้ใหญ่นั่นเอง          ดังนั้นหลายครั้งที่หน่วยงานต่างๆ เชิญดิฉันไปเป็นวิทยากรเพื่อพูดคุยกับเด็กนักเรียน ดิฉันจะบอกเสมอว่า ให้ลองนำเด็กหัวโจกที่โรงเรียนคิดว่าร้ายสุดๆ นั่นแหละมาเป็นแกนนำทำเรื่องดีๆ เมื่อเขาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีของคนอื่น เขาก็จะไม่กล้าทำเรื่องไม่ดีไปเอง

เกือบเป็นโสเภณี เลิกกับสามีคนแรก

นอกจากงานขายหนังสือแล้ว ครั้งหนึ่งดิฉันเคยไปสมัครเป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านอาหารแถวห้วยขวาง โดยหารู้ไม่ว่าพนักงานที่นั่นมีอาชีพเสริมเป็นผู้หญิงให้บริการ ด้วยความซื่อ ดิฉันเข้าไปสมัครงานและบอกความตั้งใจของดิฉันว่าขอเป็นพนักงานเสิร์ฟอย่างเดียว เพราะรู้มาว่าที่นี่มีผู้หญิงให้บริการด้วย เมื่อคิดว่าบอกเจ้าของร้านแล้วคงไม่มีปัญหา แต่ที่ไหนได้ เขากลับส่งดิฉันไปให้ชายหนุ่มคนหนึ่ง โชคดีที่ผู้ชายคนนั้นเป็นพี่ชายของเพื่อน เขาเป็นคนดีชวนดิฉันคุย ถามความเป็นมาและปล่อยตัวดิฉันไป ทำให้รอดจากเหตุการณ์ร้ายๆ มาได้อย่างหวุดหวิด  หลังจากนั้นดิฉันก็พยายามเรียนจนจบมัธยมปลายและเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเปิดไปด้วย

ช่วงนั้นดิฉันแต่งงานกับสามีคนแรก และสมัครทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในตำแหน่งฝ่ายบุคคล สามีเป็นคนเมืองกาญจน์ ครอบครัวของเขาเป็นคนดีมาก โดยเฉพาะพ่อสามีและแม่สามีรักและให้ความอบอุ่นกับดิฉันเหมือนลูกแท้ๆ แม้ดิฉันจะเป็นเด็กที่เอาแต่ใจตัวเอง ไม่รู้ประสีประสา แต่ครอบครัวของอดีตสามีก็ไม่ถือสา หนำซ้ำยังช่วยดูแลและอบรมสั่งสอนดิฉันในหลายๆ เรื่องที่ในชีวิตนี้ไม่เคยรู้มาก่อน เช่น เรื่องมารยาท การเข้าสังคม การพูดการจาต่างๆ ดิฉันได้รับสิ่งดีๆ จากที่นี่เยอะมาก แต่ด้วยความที่ดิฉันขาดความรักมาโดยตลอด พอมีสามีก็ไม่รู้จักดูแลความรักของตัวเอง มักพูดจาประชดประชันว่าเขาไม่รักบ้าง เราไม่ดีพอบ้าง จนที่สุดก็ต้องเลิกร้างกันไป ทั้งๆ ที่มีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน

ร้ายกับแม่ ร้ายกับน้องชาย

หลังจากเลิกกับสามีคนแรก ดิฉันก็พยายามหางานทำทุกอย่างเมื่อเห็นว่างานในวงการบันเทิงน่าจะมีรายได้ดี ดิฉันก็พยายามเรียนรู้งานด้านนี้ด้วยการไปสมัครเป็นนักแสดงในสังกัดของ ครูเล็ก – ภัทราวดี มีชูธน และได้รับโอกาสให้แสดงบทต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ตัวประกอบได้เงินไม่กี่ร้อย จนไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ มีงานอะไร ที่ไหน ดิฉันรับหมดจนระยะหลังเมื่อบทไหนใครเล่นไม่ได้ เขาก็จะเรียกให้ดิฉันไปเล่น แต่คนที่ทำให้ดิฉันมีชื่อเสียงจริงๆ คือ คุณหนุ่ย – อภิดล วังทวีทรัพย์ ซึ่งชักนำให้ดิฉันเข้าสู่วงการนี้อย่างเต็มตัว         หลังจากทำงานมีเงิน ดิฉันก็นำเงินไปให้แม่และเลี้ยงดูน้องชาย ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดเรียกว่า “ความดี” แต่หารู้ไม่ว่าความดีที่ดิฉันทำไปนั้นไม่ได้ขาวบริสุทธิ์แต่อย่างใด ดิฉันให้เงินแม่ เพื่อให้แม่รู้ว่า “ดิฉันเก่ง หาเลี้ยงตัวเองได้” จึงทำตัวเป็นเจ้าชีวิตแม่ มีคำพูดหนึ่งที่แม่พูดแล้วดิฉันจะเจ็บทุกครั้งคือ “ใช่สิ แกหาเลี้ยงฉันนี่” แม่พูดแค่นี้ แต่มันแทงจี๊ดไปที่ใจของดิฉันจนต้องพูดว่า “แม่อย่าพูดอย่างนี้ได้ไหม…จิ๋มเป็นลูก จิ๋มก็ต้องเลี้ยงดูแม่” ตอนนั้นดิฉันไม่รู้เลยว่าทำไมแม่ต้องพูดแบบนั้น จนเวลาล่วงเลยไปนับสิบปีหลังจากที่แม่เสียชีวิตไปแล้ว ดิฉันจึงเพิ่งนึกได้ว่า ที่แม่พูดแบบนั้นคงเพราะอยากจะบอกว่า “ใช่สิ แกหาเลี้ยงฉันนี่ แกถึงมาอหังการเหยียบหัวฉันได้”

ย้อนคิดไปแล้วดิฉันสำนึกผิดอย่างมากว่าที่ผ่านมาตัวเองคงพูดทำร้ายจิตใจแม่มาโดยตลอด ทุกวันนี้แม่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ให้ดิฉันได้เอ่ยคำว่าขอโทษ แต่ก่อนนอนทุกครั้งดิฉันจะระลึกถึงท่านและขออโหสิกรรมจากท่านพร้อมทั้งอธิษฐานจิตว่า “เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้จิ๋มได้เกิดมาเป็นลูกของแม่อีก”

นอกจากแม่แล้ว กับน้องชายดิฉันก็ร้ายกับเขา ทำตัวเป็นเจ้าชีวิตบ่นด่าว่าสารพัด โดยเฉพาะถ้าน้องชายไปทำอะไรผิดพลาดมา ดิฉันก็จะกระแนะกระแหนไม่เลิก หลังสุดเขาไปทำธุรกิจเครือข่ายขายตรงแล้วสูญเสียเงินลงทุนเป็นแสน ดิฉันต้องตามไปใช้หนี้ ดิฉันบ่นว่าเขาสารพัด ที่สุดเขาก็หนีไปจากชีวิตดิฉันและแม่ เป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่ทราบได้ ถ้าวันนี้น้องชายซึ่งชื่อ พิรุณ กองสมัคร ยังมีชีวิตอยู่  ดิฉันอยากบอกว่า  “พี่ขอโทษ”

ทุกวันนี้ดิฉันแต่งงานใหม่อีกครั้งและมีลูกสาวหนึ่งคน และได้เรียนรู้แล้วว่าที่ผ่านมาดิฉันวิ่งตามรอยอดีต ไม่ได้มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ดิฉันคิดแต่ว่าชีวิตตัวเองจะต้องไม่เหมือนแม่ จะต้องหาเลี้ยงตัวเองได้จะต้องไม่มีสามีหลายคน และจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย อดีตของแม่กลายเป็นรากฐานให้ชีวิตดิฉันเติบโตมาด้วยความคับแค้นใจ และแสดงออกเป็นความกตัญญูกตเวทีที่ไม่ได้ขาวสะอาด ตอนนี้ดิฉันรู้แล้วว่าพ่อแม่จะเป็นอย่างไรไม่สำคัญ แม้ท่านอาจทำอะไรผิดพลาดไปก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่ใช่ไปนั่งคิดว่าพ่อแม่ไม่ดี ไม่ได้เรื่อง แต่สำหรับคนที่เป็นลูกแล้ว เราต้องกตัญญูพ่อแม่ด้วยใจจริง  ตอนนี้นอกจากดิฉันจะ “ไม่ร้าย” แล้ว ยังรู้ตัวและสำนึกผิดว่า“ร้าย” กับคนอื่นมาเยอะ และอยากขอโทษทุกคนที่ดิฉันเคยทำร้ายจิตใจพวกเขา

ทุกวันนี้ความผิดพลาดได้ให้บทเรียนที่สาสมกับดิฉันแล้วและจากนี้เป็นต้นไปดิฉันจะตั้งใจศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยการใช้ชีวิตทุกวันด้วยการเป็นผู้ให้…ให้ความรู้และให้ความช่วยเหลือกับผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจค่ะ

(เรื่อง กนกลักษณ์ วุ่นทางบุญ / เรียบเรียง เสาวลักษณ์ ศรีสุวรรณ / ภาพ วรวุฒิ วิชาธร)

 

keyboard_arrow_up