ครอบครัวโฮมฮัก เราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น

ครอบครัวโฮมฮัก
ครอบครัวโฮมฮัก

ครอบครัวโฮมฮัก เราเกิดมาเพื่อรักคนอื่น

“แม่ละเมิดสิทธิ์ของลูก…” ดึกดื่นคืนหนึ่งราวยี่สิบปีก่อน เด็กหญิงตัวจ้อยในวัยสามขวบเอ่ยเรียกร้องสิทธิ์จากมารดาด้วยประโยคนี้ ในมือเล็กป้อมของเธอมีเพียงขวดนมหนึ่งขวดและกางเกงในหนึ่งตัวแต่หัวใจของเธอกลับมีคำถามมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น…

“แม่ไปไหนมา…ทำไมเพิ่งจะมารับหนู” “ทำไมแม่ไม่มีเวลาให้หนู” และคำถามสุดท้ายอันแสนเจ็บปวด… “แม่เคยรักหนูบ้างหรือเปล่า”

“ตั้งแต่ได้ยินลูกพูดว่า แม่ละเมิดสิทธิ์ของลูก ติ๋วเลยต้องหอบลูกไปทำงานในชุมชนด้วย จับเขาซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ แล้วเอาผ้าขาวม้ามัดเขาติดกับเอวไว้ เพื่อไม่ให้ลูกหล่นจากรถ กระเตงกันไปสองคนแม่ลูก ถึงไหนถึงกัน”

จากวันนั้นจนวันนี้ เด็กหญิงผู้เรียนรู้เรื่องสิทธิเด็กในวัยเพียงสามขวบได้เติบโตมาเป็น นางสาวพิชญ์สินี ขลุ่ยเงิน หรือ เกี้ยว ที่เรารู้จักเธอในนามเลือดเนื้อเชื้อไขของ แม่ติ๋ว – สุธาสินี น้อยอินทร์ แห่งบ้านโฮมฮัก

แม้เกี้ยวจะเติบโตขึ้นมาในบ้านที่เต็มไปด้วยความรักและความเมตตา แต่ในความเป็นเด็กที่เห็นโลกมาน้อยนิด หัวใจดวงน้อยของลูกสาวคนนี้ย่อมไม่อาจเข้าใจในสิ่งที่แม่ของเธอทุ่มเททำ

ทั้งที่มีเธอเป็นแก้วตาดวงใจอยู่แล้วทั้งคน ทำไมแม่ต้องแบ่งความรักไปให้เด็กๆ อีกนับสิบชีวิต ไหนจะเด็กกำพร้าที่ติดเชื้อเอดส์จากพ่อแม่ ไหนจะเด็กกำพร้าที่ถูกชุมชนรังเกียจ ไหนจะเด็กที่พ่อแม่มีปัญหา ไหนจะเด็กติดยาเสพติด

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คืนวันที่แม่ติ๋วต้องทำหน้าที่เป็นแม่ให้กับเด็กนับสิบชีวิต ทำให้วันเวลาที่เธอเคยมีให้ลูกสาวของตัวเองลดน้อยถอยลง

“เกี้ยวกับแม่ไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตเหมือนแม่ลูกคู่อื่น เราทะเลาะกันบ่อยๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องชีวิตจิปาถะ เถียงไปเถียงมาก็หนีไม่พ้นเรื่องที่แม่ไม่มีเวลาให้เกี้ยวเลย

“ตอนเด็กๆ เวลาน้อยใจแม่ เกี้ยวมักหนีไปนอนในท่อ ตอนนั้นอยู่แค่ ป.5 ป.6 แต่เกี้ยวตัดพ้อแม่ด้วยวลีแก่แดดว่า เบื่อชีวิต เบื่อโลก อยากอยู่ตามลำพัง ไม่อยากเจอใครทั้งนั้น”

ความรักในครอบครัวแม้จะเป็นรักแท้เพียงชนิดเดียวที่คงกระพันท้าทายกาลเวลา แต่ความรักชนิดนี้กลับบริหารจัดการได้ยากเย็นนักบางครอบครัวมีสมาชิกเพียงสามสี่คน แต่คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ยังหนีไม่พ้นข้อกล่าวหาว่า “รักลูกไม่เท่ากัน”

แล้วนับประสาอะไรกับบ้านโฮมฮัก ซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ และมี “ลูก” ในปกครองหลายสิบคน…นับเป็นเรื่องยากทีเดียวที่เด็กคนหนึ่งจะเข้าใจว่า “ความรักนั้น ยิ่งแบ่งยิ่งเพิ่ม”

“ในวัยเด็ก เกี้ยวมีอารมณ์น้อยใจเป็นเจ้าเรือน เกี้ยวไม่สนใจหรอกว่าสิ่งที่แม่ทำนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน แม่ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อเห่กล่อมลูกคนอื่นไปเพื่ออะไร ในวัยนั้นเกี้ยวคิดแค่ว่า แม่ไม่มีเวลาให้เกี้ยวเลย

“ช่วงหนึ่งแม่มีปัญหาเรื่องงาน จึงส่งเกี้ยวไปเรียนต่างจังหวัด เพื่อที่เกี้ยวจะได้ไม่ต้องสัมผัสปัญหาเหล่านั้น ช่วงนั้นเราแม่ลูกจึงห่างเหินกันไป แม่ไม่รู้ว่าลูกคิดอย่างไร ลูกก็ไม่รู้ว่าแม่ต้องเผชิญอะไรในชีวิตบ้าง”

ทั้งสองกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันในวันที่ผู้เป็นลูกสาวกำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ส่วนผู้เป็นแม่กำลังเผชิญหน้ากับอาการป่วยที่บั่นทอนร่างกายของเธอ…โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นับเป็นปัญหาที่หนักหนาเกินไปสำหรับแม่ลูกคู่นี้

“เกี้ยวตกใจมากที่รู้ว่าแม่ป่วย เวลาเห็นแม่ล้มหมอนนอนเสื่อเกี้ยวกลัวมาก ในใจได้แต่ภาวนา ขอให้แม่อยู่กับเกี้ยวไปนานๆ”

ขณะที่แม่ติ๋วต้องเจียดเวลามารักษาดูแลตัวเองมากขึ้น โชคดีเป็นของครอบครัวโฮมฮักตรงที่ว่า หัวใจแห่งความรักและการแบ่งปันของแม่ติ๋วได้แบ่งภาคมาสถิตอยู่ในกายของลูกสาวผู้มีอายุเท่ากับบ้านโฮมฮัก (23 ปี) คนนี้แล้วอย่างมั่นคง

“วิถีชีวิตของแม่หล่อหลอมให้เกี้ยวโตขึ้น เกี้ยวเริ่มมีความคิดอยากเป็นผู้ให้ อยากเสียสละ อยากแบ่งปันเหมือนอย่างที่แม่ทำให้เห็นมาตลอด

“วันเวลาสอนให้มองโลกหลายมุมขึ้น ที่สำคัญคือ อย่ามอง อย่าคิด อย่าตัดสินอะไรอยู่แต่ในมุมมองอันคับแคบของตัวเอง อย่ามีชีวิตอยู่ด้วยความคิดที่ว่า ‘เราต้องได้ทุกอย่างที่เป็นของเรา’

“เพียงแค่เปิดใจมองอะไรให้กว้างขึ้น เกี้ยวก็เห็นความเป็นจริงว่าน้องๆ ในครอบครัวโฮมฮักเขาไม่เหลือใครเลย ชีวิตน้อยๆ ของพวกเขามีเพียงแม่ติ๋วคนเดียวเท่านั้น ที่ผ่านมาเกี้ยวคิดผิดที่อยากจะครอบครองความรักของแม่ไว้คนเดียว”

ลูกสาวคนนี้ค้นพบความจริงแล้วว่า…แม่จะเป็นของเธอได้อย่างไรในเมื่อชีวิตของแม่เองก็ยังไม่เคยเป็นของแม่อย่างแท้จริง

“ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แม่ไม่เคยคิดถึงตัวเองเลย ไม่คิดว่าตัวเองจะเหนื่อยหรือเจ็บป่วย ทั้งที่แม่ต้องพักผ่อนมากๆ แต่ดึกดื่นเที่ยงคืนแม่ยังขับรถพาเด็กที่ป่วยไปโรงพยาบาล…แม่คิดแต่ว่าจะทำอะไรเพื่อใครเท่านั้น

“แม่ไม่เคยจ้ำจี้จ้ำไชให้เกี้ยวคิดอย่างนั้นทำอย่างนี้ แม่ปล่อยให้เกี้ยวมีความคิดอิสระ เหมือนม้าไม่มีคอก ไม่เคยกดดันหรือตั้งความหวังให้เกี้ยวรู้สึกอึดอัด แม่ใช้ชีวิตของแม่เป็นคำสั่งสอน แม่สอนเกี้ยวด้วยการกระทำ แม่กอดน้องๆ ป้อนข้าวน้องที่ติดเชื้อ HIV ด้วยมือของแม่เองน้องหนึ่งคำ แม่หนึ่งคำ โดยไม่แบ่งแยกหรือรังเกียจ”

วิถีปฏิบัติของแม่ติ๋วค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่หัวใจของลูกสาวทีละน้อย จากที่เคยตั้งแง่ กลัวว่าแม่จะรักบ้านโฮมฮักมากกว่าตัวเอง วันนี้…เกี้ยวกลายเป็น “แม่” คนหนึ่งของน้องๆ แห่งบ้านโฮมฮักด้วยอีกคน ทักษะการทำงานด้านพัฒนาชุมชนที่เธอสั่งสมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ช่วยแบ่งเบาภาระจากแม่ติ๋วไปได้มากทีเดียว

“เกี้ยวเข้ามาช่วยงานแม่ตั้งแต่อายุสิบหก เรียนไปด้วย ช่วยงานแม่ไปด้วย จนถึงวันนี้ ช่วยงานบ้านโฮมฮักมาหลายปีพอสมควร การบริหารมูลนิธิไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่ได้ขายของ ไม่ได้ทำธุรกิจ แต่เรากำลังทำงานกับชีวิตและความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างให้ต้องคำนึงถึง ตอนนี้เกี้ยวรู้แล้วว่า ที่ผ่านมาแม่ต้องเหนื่อยมากแค่ไหน

“ในสายตาเกี้ยว แม่เป็นฮีโร่ เป็นไอดอลของเกี้ยวเลยก็ว่าได้เวลามีความทุกข์ แค่มองดูแม่ เกี้ยวก็สบายใจและมีกำลังใจ เกี้ยวโชคดีเหลือเกินที่ได้เกิดมาเป็นลูกของแม่ แม้แม่จะไม่มีเวลาให้เกี้ยวเหมือนแม่ลูกคู่อื่น แต่เกี้ยวก็ภูมิใจที่แม่เป็นคนดี

“แม่อาจไม่มีเงินทองหรือของรางวัลมาการันตีความดี แต่สิ่งที่แม่ทำมาตลอดและจะทำตลอดไป คือหน้าที่ที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน…เกี้ยวรู้ดีว่า มีไม่กี่คนหรอกที่ทำได้อย่างแม่ติ๋วของเกี้ยว”

วันนี้ เด็กน้อยวัยสามขวบที่เคยตัดพ้อต่อว่าผู้เป็นมารดาด้วยความน้อยอกน้อยใจ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เวลายี่สิบปีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่

เช่นกัน เวลายี่สิบปีนั้นยาวนานพอที่จะทำให้แม่ผู้กรำงานหนักมาทั้งชีวิตถูกโรคภัยรุมเร้า

ทว่าเวลายี่สิบปีนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่วัยและร่างกายของแม่ลูกทั้งสองเท่านั้น หากแต่ยังหล่อหลอมหัวใจสองดวงระหว่างแม่ – ลูกให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

ในวันนี้จึงไม่สำคัญเลยว่า ผู้หญิงที่ชื่อสุธาสินี น้อยอินทร์จะมีลูกกี่สิบคน เพราะในที่สุดเธอจะทำให้พวกเขามีหัวใจดวงเดียวกันได้…หัวใจที่มีไว้เพื่อรักคนอื่นอย่างแท้จริง

 

เรื่อง อิสระพร บวรเกิด / ภาพ พิชญ์สินี ขลุ่ยเงิน


บทความที่น่าสนใจ

รักที่ไม่มีข้อแม้คือ รักแท้ จากครอบครัว

เริ่มต้น เดือนแห่งความรัก วางแผนครอบครัวด้วยความอบอุ่น

keyboard_arrow_up