เมื่อโชคชะตาทดสอบใจ จุ๋ม – นรีกระจ่าง คันธมาส (1)

หากคุณยังจำได้ ในภาพยนตร์เรื่อง แกลดิ-เอเตอร์ มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“โชคชะตายิ้มเยาะมนุษย์ ส่วนมนุษย์ทำได้แค่ยิ้มตอบเท่านั้น”

ไม่ว่าโชคชะตาจะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่สำหรับจุ๋ม – นรีกระจ่าง คันธมาส แล้ว ขอเอาชนะโชคชะตาและหัวเราะดังๆ ให้กับความโชคร้ายที่ผ่านเข้ามา จุ๋มไม่ได้ต้องการท้าทายโชคชะตา เพียงแต่อยากบอกอีกหลายคนที่กำลังทดท้อและนึกโทษโชคชะตาว่าทำไมถึงกำหนดให้ชีวิตของพวกเขาต้องพบกับความล้มเหลว ความสูญเสีย และการพลัดพราก แท้จริงแล้วไม่มีใครบงการอยู่เบื้องหลังชีวิตของเรา เราอยากจะเป็นแบบไหน มีสุขหรือทุกข์ เรากำหนดได้เอง

ตัวจุ๋มเองแม้จะต้องดูแลน้องสาวที่พิการต้องสูญเสียสามี และต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักในการหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ทุกอย่าง จุ๋มทำด้วยความเต็มใจ และมองว่านั่นคือสิ่งที่เราจะทำให้คนที่เรารักได้ และหากวันไหนที่จุ๋มจะมีน้ำตา ก็เป็นน้ำตาที่มาจากความเหนื่อยล้าซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ลึกๆ แล้วจุ๋มยังสามารถรักษากำลังใจที่เข้มแข็งเอาไว้ได้ เพราะรู้ดีว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่เราต้องดูแล

ถ้าใครยังไม่รู้จักจุ๋มมากนัก อยากเล่าให้ฟังสักนิดว่าจุ๋มเข้าสู่วงการเพลงหลังจากชนะการประกวดในเวที “คอนเสิร์ตคอนเทสต์” จากนั้นได้เข้าไปที่บริษัทเจ เอส แอล ซึ่งเป็นที่ตั้งเก่าของค่ายเพลงคีตา จุ๋มมีโอกาสร้องเพลงให้ทีมงานของคีตาฟัง ตอนนั้น คุณจิก -ประภาส ชลศรานนท์ ทดสอบด้วยการให้จุ๋มร้องเพลง “อีกนาน” ของคุณพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง โดยให้ร้องเป็นสไตล์แจ๊สแบบไทยๆ และนับแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อของจุ๋มก็แจ้งเกิดในนาม“โคโค่แจ๊ส ”

จุ๋มเป็นลูกคนแรก มีน้องสองคน ตอนที่จุ๋มเด็กๆ ครอบครัวเรายังไม่มีความพร้อมมากนัก คุณพ่อคุณแม่ต้องทำงานหนักจึงต้องนำจุ๋มไปฝากให้คุณป้าเลี้ยง และคุณป้านี่แหละที่สอนอะไรหลายๆ อย่างให้จุ๋ม

บ้านของคุณป้าเปิดให้บริการสระว่ายน้ำอยู่แถววงศ์สว่าง ทุกเช้าท่านจะให้จุ๋มซึ่งตอนนั้นอายุราว 5 – 6 ขวบเก็บใบไม้หรืออะไรก็ตามที่หล่นอยู่ที่สระว่ายน้ำ ท่านสอนแบบคนจีนว่า “ถ้าไม่ได้ทำงานอย่ากินข้าว” เพราะค่าของคนอยู่ที่งาน ต้องรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ที่สุดซึ่งตัวอย่างที่ดีของคำสอนเหล่านี้คือตัวคุณป้าเอง ท่านเป็นคนที่ขยันมาก ทำงานสารพัด เดี๋ยวทำขนม ก๋วยเตี๋ยว ทำทุกอย่างที่เป็นเงิน แม้จะเล็กน้อยแค่ไหนก็เก็บเล็กผสมน้อยเอา

จุ๋มเชื่อว่าตัวเองซึมซับคำสอนและการกระทำหลายอย่างของคุณป้าไว้ และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากเป็นผู้หญิงเก่งอยากหาเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนที่ท่านทำ

จนวันที่แม่คลอดน้องสาวออกมา ชีวิตครอบครัวของจุ๋มก็ต้องปรับตัวปรับใจครั้งใหญ่ น้องเต่าคลอดออกมาหัวโตมาก โตเป็น 3 – 4เท่าของเด็กทั่วไป เพราะมีน้ำเยอะ คุณหมอบอกว่าเป็นโรคน้ำท่วมสมอง ต้องผ่าตัดหลายครั้งเพื่อระบายน้ำออกจากสมอง ที่ศีรษะจะมีปุ่มให้เราสังเกตทุกวัน เวลาปุ่มแข็งแสดงว่าเขากำลังจะชัก ต้องรีบพาไปหาหมอ เพราะน้ำกำลังท่วมขึ้นมาเรื่อยๆ

คุณหมอบอกว่าโรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ เพราะคุณยายก็มีลูกสาวคือน้องสาวของคุณแม่ที่เป็นแบบนี้ แต่เสียตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เพราะตอนนั้นความเจริญทางการแพทย์ยังสู้สมัยนี้ไม่ได้

ตอนแรกคุณหมอบอกว่าให้ทำใจไว้ น้องเต่าอาจจะอยู่ได้ไม่เกิน 20 วัน แต่ในที่สุดน้องเต่าก็อยู่มาจนตอนนี้อายุสามสิบกว่าแล้ว

ครอบครัวเราตัดสินใจไม่ส่งน้องไปโรงเรียนหรือไปไหนที่จะคลาดสายตา เพราะเวลาที่น้องชักอาการจะรุนแรงมาก ตัวแข็ง หน้าเขียว กัดลิ้นตัวเอง ทุกคืนคุณแม่ต้องเตรียมผ้าขนหนูไว้ที่หัวเตียงของน้อง คืนไหนชักก็ยัดใส่ปากเลย ดังนั้นถ้าส่งน้องไปเรียนใครจะดูแล เพราะถ้าเขาขาดอากาศปุ๊บก็มีโอกาสเสียชีวิตสูง

แต่ที่น่าประหลาดคือ น้องเต่าอ่านหนังสือได้ และอ่านทุกอย่างโดยการจำ ด้วยการแอบหยิบหนังสือเรียนของน้องเอกซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้องไปอ่าน ตอนนั้นน้องเอกเพิ่งเข้าอนุบาล น้องเต่าก็หยิบหนังสือไปแอบไว้ในเสื้อแล้วขึ้นไปอ่านบนบ้าน เขาเรียนด้วยตัวเองจนสามารถอ่านหนังสือพิมพ์ได้ทุกคอลัมน์

ตั้งแต่เด็กๆ แล้วจุ๋มสนิทกับน้องเต่าและรักกันมาก ตอนเด็กๆจะคอยปกป้องดูแลตลอด เวลาใครมาล้อเขาเราจะเข้าไปจัดการเลย เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างแก่นอยู่เหมือนกัน ท้าเตะท้าต่อยกับผู้ชายและเป็นผู้หญิงคนเดียวที่สามารถเล่นกับกลุ่มเด็กผู้ชายหลังเลิกเรียนได้

อย่างไรก็ตาม ตอนเด็กๆ จุ๋มเจอคนที่ไม่อยากเล่นกับเราเพราะมีน้องป่วยแบบนี้เยอะมาก จุ๋มนอนร้องไห้ทุกคืนว่าทำไมต้องเป็นเราทำไมสวรรค์ไม่ให้ครอบครัวอื่นลองเป็นดูบ้าง ตอนนั้นยังเด็กก็กดดันแต่พอโตขึ้น จุ๋มจะมีแต่ความรู้สึกสงสารน้องอย่างเดียว แถมยังเห็นว่ามีเด็กคนอื่นๆ เป็นยิ่งกว่านี้

แม้ดูเหมือนว่าครอบครัวของเราจะ “รับได้” กับความผิดปกติของน้องเต่าแล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าภายในบ้านจะมีความเครียดสูง การปรับตัวในการใช้ชีวิตและความอดทนต้องคูณสองของคนทั่วไปเพราะต้องดูแลอารมณ์ความรู้สึกทั้งของตัวเองและคนป่วย ตอนเด็กๆน้องเต่าจะเป็นคนขี้วีน อารมณ์แปรปรวนง่าย อยู่ดีๆ ก็กรี๊ดหรือร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ แต่โชคดีที่เมื่อเขาโตแล้วได้อ่านหนังสือต่างๆ ก็ช่วยขัดเกลานิสัยได้มาก และกลายเป็นคนที่มีความคิดดี เหมือนปราชญ์น้อยๆ เลยก็ว่าได้

สำหรับจุ๋ม น้องเต่าเป็นคนที่สู้ชีวิตมาก เขาพยายามไม่ให้ตัวเองเป็นภาระของใครมาตั้งแต่ไหนแต่ไร จนกระทั่งวันที่เขาตาบอดเมื่อแปดปีที่แล้ว ครอบครัวของจุ๋มก็แทบล้มทั้งยืนอีกครั้ง

ก่อนหน้านั้นจุ๋มจะเย็บตุ๊กตาผ้าให้น้องเต่าด้วยตัวเอง โดยออกแบบให้ตุ๊กตามีใบหน้าเหมือนพี่ปัญญา (คุณปัญญา นิรันดร์กุล)บ้าง พี่ไตรภพ (คุณไตรภพ ลิมปพัทธ์) บ้าง พี่เด๋อ (คุณเด๋อดอกสะเดา) บ้าง จำได้ว่าเย็บตุ๊กตามาเป็นร้อยๆ ตัวจนถึงตัวที่เราตี๊ต่างว่าเป็น “ซิโก้” (คุณเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) นักฟุตบอลเมื่อจุ๋มนำตุ๊กตาไปให้น้องเต่า เขาชี้ไปที่เสื้อของตุ๊กตาแล้วถามว่า“ตรงนี้ทำจากอะไร” จุ๋มเริ่มสงสัยว่าทำไมน้องถึงไม่รู้ ครอบครัวเราเลยตัดสินใจไปปรึกษาคุณหมอ คุณหมอบอกว่าตาของน้องมีปัญหา ถ้าผ่าตัดแล้วมีสิทธิ์มองเห็นเพียงแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ หากผ่าตัดสำเร็จก็จะสามารถมองเห็นไปตลอด แต่ถ้าไม่สำเร็จน้องเต่าก็จะต้องกลายเป็นคนตาบอดตลอดชีวิต

ตอนนั้นครอบครัวของเราไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้จึงตัดสินใจให้น้องผ่าตัด แต่แล้วในวันที่น้องเต่าเปิดผ้าปิดตาหลังการผ่าตัด สิ่งที่เกิดขึ้นก็สร้างความสะเทือนใจแก่ทุกคน

น้องไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป ทันทีที่รู้ความจริงคุณแม่ทรุดลงไปตรงนั้น ส่วนคุณพ่อต้องเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ตัวจุ๋มเองก็รับไม่ได้เช่นกันในตอนแรก แต่ด้วยความเป็นลูกคนโตก็ต้องบอกตัวเองว่า “เราต้องไปต่อ” และพยายามดูแลจิตใจของคุณพ่อและคุณแม่ไม่ให้เศร้ามากไปกว่านี้

จำได้ว่าหลังจากรู้ว่าน้องเต่าตาบอด คืนนั้นจุ๋มต้องไปร้องเพลงที่บริว พาวิลเลี่ยน เนื้อเพลง “เดียวดายกลางสายลม” ที่ลูกค้าขอให้จุ๋มร้อง เมื่อมาถึงท่อน “ไม่อยากเห็นภาพใด…แม้แต่ท้องฟ้า อยากจะพักดวงตาลงชั่วกาล…” จุ๋มก็ร้องเพลงนี้ต่อไม่ได้อีกแล้ว มันมีแต่น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย จนต้องกลับเข้าไปหลังเวที เพราะรู้สึกเหมือนหัวใจแตกสลายไม่มีชิ้นดี

หลังการผ่าตัด น้องเต่าต้องเริ่มเรียนรู้ทุกอย่างใหม่หมด จากที่เคยอาบน้ำได้เอง เราก็ต้องช่วย ในแต่ละวันน้องเดินชนนั่นชนนี่จนตัวเขียวไปหมด แต่เขาจะบอกจุ๋มว่า “ไม่เป็นไร ฉันตาบอดแล้วก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างคนตาบอด” สิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาทำให้จุ๋มได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นได้ดั่งใจเราทุกอย่าง ให้เตรียมพร้อมรับความผิดหวังไว้เสมอ เพราะเราต้องพบเจอกับสิ่งที่เราไม่อยากเจอไม่วันใดก็วันหนึ่งอย่างแน่นอน แต่จะทำอย่างไรไม่ให้จมอยู่กับความทุกข์เท่านั้นเอง จุ๋มคิดว่าร่างกายกับจิตใจเป็นของเรา แม้ว่าจริงๆ แล้วความเชื่อทางพุทธศาสนาจะบอกว่าสิ่งต่างๆ ในชีวิตเป็นสิ่งที่เรายืมมาก็ตามที แต่เราต้องรู้จักรักตัวเอง รู้จักจัดการกับความทุกข์ไม่ให้มาเกาะกินทำร้ายเรา

ด้วยความที่ต้องเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว จุ๋มกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราไม่มีงานทำ ครอบครัวจะอยู่อย่างไร ซึ่งทำให้เกิดความเครียด ตอนหลังเลยใช้วิธีเขียนออกมาเลยว่าเรากลัวอะไรบ้าง แล้วเราจะมีวิธีจัดการอย่างไร แบ่งไปเลยว่าส่วนไหนแก้ไขได้ ส่วนไหนแก้ไขไม่ได้ ถ้าแก้ไขไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่าจะทุกข์ไปทำไม เพราะมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ ขั้นตอนต่อไปเราจึงต้องปล่อยวางอย่างเดียว

แม้จะรู้จักรสชาติของความทุกข์มาบ้างแล้ว แต่ในวันที่บ้านกำลังจะโดนยึด สามีที่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานเกิดล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง ชีวิตจุ๋มสาหัสสากรรจ์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในยามนั้นจุ๋มแทบมองไม่เห็นว่าหนทางข้างหน้าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไปด้วยซ้ำ…

(โปรดติดตามตอนต่อไป)
Secret Box
แง่คิดชีวิตจากจุ๋ม – นรีกระจ่าง คันธมาส

• ไม่มีอะไรเป็นได้ดั่งใจเราทุกอย่าง ฉะนั้นจงเตรียมพร้อมรับความผิดหวังอยู่เสมอ

• เมื่อเจอเรื่องเลวร้ายต้องพยายามเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้คนในครอบครัว

• ความจริงแล้วเราไม่ได้โชคร้ายเลย หากเทียบกับคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา

• อย่าจมอยู่กับความทุกข์นาน แต่ให้ลองคิดดูว่าสิ่งไหนแก้ไขได้ สิ่งไหนแก้ไขไม่ได้ ถ้าสิ่งไหนแก้ไขไม่ได้ก็ต้องรู้จักปล่อยวาง

keyboard_arrow_up