ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว

เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

หลายปีก่อน เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ  เคยรู้สึกแย่กับชีวิตสุด ๆ ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ความรู้สึกนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้น “เกลียดชีวิตตัวเอง” แถมเจินยังเคยคิดด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่จะหมดอายุขัยเสียที จะได้จบ ๆ เรื่อง ไม่ต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้

ช่วงที่เกิดเรื่องเจินกำลังเรียนปริญญาโทค่ะ ส่วนงานที่ทำอยู่ก็มีทั้งพิธีกร ถ่ายละคร เท่านั้นยังไม่พอ เจินยังหุ้นกับรุ่นพี่อีกสองคนเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็ก ๆ รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ทั่วไปด้วย

บริษัทที่ว่านี้เป็นหนึ่งในความฝันของเจินค่ะ หลังจากคลุกคลีในวงการบันเทิงได้สักพัก รู้จักผู้คนมากมาย เจินก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน ยิ่งมีหุ้นส่วน 2 คนเคยทำงานโปรดักชั่นมาร่วมด้วย เจินยิ่งมั่นใจ เพียงแต่ระยะแรก ๆ อาจเหนื่อยสักหน่อยเพราะเรามีกันอยู่แค่ 3 คน

หลังจากได้โจทย์ผลิตรายการจากสถานีโทรทัศน์มา พวกเราเห็นพ้องกันว่าจะผลิตรายการแรกนี้ด้วยเงินทุนของบริษัท แทนที่จะรองบประมาณจากทางสถานีฯเหมือนผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ เนื่องจากพวกเราคิดแล้วว่าวิธีนี้สามารถทำเงินได้มากกว่า ขอแค่เราขายโฆษณาได้เท่านั้น พูดง่าย ๆ แอบ “โลภ” นั่นเอง

พวกเราทำงานกันตัวเป็นเกลียว ทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ นับแต่งานในออฟฟิศไปจนถึงออกกองไปถ่ายทำ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เจินก็สู้ไม่ถอย ทุ่มเทสุด ๆ เพราะอยากให้ทุกภารกิจผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ช่วงนั้นกว่าเจินจะได้นอนก็ตีสามหรือตีสี่ไปแล้ว ถ้าวันไหนมีงานมาก ๆ เจินแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ!

แต่แล้วผลกลับออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบริษัทของเราจะขายโฆษณาไม่ได้แล้ว สถานีฯยังไม่ชอบรูปแบบรายการด้วย ทุกอย่างที่ลงทุนไปจึงสูญเปล่า ไม่มีรายรับเข้ามาสักแดงเดียว เท่านั้นยังไม่พอบัญชีของบริษัทยังเริ่ม “ติดลบ” ด้วย เมื่อเห็นท่าไม่ดี พวกเราจึงตกลงยุติบทบาทของบริษัทแต่เพียงเท่านี้

แค่บริษัทเจ๊ง ความฝันพังทลายยังไม่พอ เจินยังมีปัญหาเรื่องความรักเข้ามาอีก ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้เจินรู้สึกโคตรท้อนอยด์ จิตตก เครียด นอนไม่หลับ ชีวิตรวนไปหมด ไม่ดูแลตัวเอง หัวฟู สิวพรึ่บ ช่วงที่ขับรถคนเดียวก็ร้องไห้ตาบวม แต่ถึงอาการจะแย่แค่ไหน พอกลับเข้าบ้านปั๊บเจินก็ต้องพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มแย้มมีความสุขเพราะไม่อยากให้คนอื่นพลอยไม่สบายใจไปด้วย

เจินใช้ชีวิตบนความทุกข์และเกลียดชีวิตตัวเองอยู่นานเป็นเดือน ๆ จนพี่โปรดิวเซอร์รายการที่ทำอยู่สังเกตเห็นและเอ่ยปากว่า “คนเราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว อย่าให้ปนกัน ไม่อย่างนั้นจะแย่”

ยิ่งได้ฟังเจินก็ยิ่งแย่ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โชคดีว่าวันหนึ่งได้ยิน พี่จินนี่ (ธนิดา กาญจนวัฒน์) พูดว่าจะไปปฏิบัติธรรม เจินจึงขอไปด้วยทันทีแบบไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าที่นี่แหละที่เจินจะได้อยู่คนเดียวสมใจ

5 วันในการปฏิบัติธรรมเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า “เจินทุกข์เพราะอะไร” ทุกข์ทั้งหลายมันเกิดจาก “ความคาดหวัง” ของเจินเองทั้งนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น พอไม่ได้ก็เจ็บใจ ทุกข์ใจ และเสียใจ

ชีวิตข้างหน้าถ้าไม่อยากทุกข์หนักแบบนี้อีก ก็ต้องคาดหวังกับชีวิตน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าให้ใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายนะคะ วางเป้าหมายเอาไว้แล้วค่อย ๆ ไปให้ถึง ทำทุกอย่างแบบพอดี ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง หลังกลับจากปฏิบัติธรรม จิตใจของเจินเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดได้ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป มา “เริ่มต้นใหม่” ดีกว่า

หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตของเจินก็พบจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้มารู้จัก พี่แนท (ศุภชัย วิเศษไพฑูรย์ – สามี)น่าแปลกที่ปกติเจินมักไม่ค่อยเปิดใจเล่าอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังไม่เล่า แต่เจินกลับกล้าเล่าปัญหาทุกเรื่องให้เขาฟัง เล่าแล้วพี่แนทมักจะมีคำถามย้อนกลับมาให้ได้คิดเสมอ เช่น เจินบอกว่าอยากทำงานให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ พี่แนทก็จะถามว่า เจินต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะรู้สึกพอ เป้าหมายในชีวิตของเจินอยู่ตรงไหน

นั่นทำให้เจินเงียบไปเลย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเคยถามเจินแบบนี้แล้ว เจินเองก็ยังไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะหยุดตรงไหน และที่สำคัญ เจินยังไม่เคยหยุดถามตัวเองเรื่องความอยากเลย

ยิ่งเมื่อนำความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติธรรมมาคิด ยิ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาจิตใจของเจินยังมี “ความหยาบ” อยู่มาก เพราะอยู่กับการดิ้นรนเอาตัวรอดยื้อแย่งแข่งขัน หรือไม่ก็คิดเปรียบเทียบ ตั้งแต่การเรียน การทำงาน แม้กระทั่งการใช้ชีวิตในบางเรื่อง เช่น ทำไมคนนั้นทำแค่นี้แล้วได้กลับมามากกว่าเรา ทั้งที่เราทำเยอะกว่า

เพราะอย่างนี้ชีวิตเจินถึงโคตรเหนื่อย…เพราะเจินยังไม่มีจุดที่รู้สึกว่า “พอ” นั่นเอง

ถ้าลดตรงนี้ลงได้ พอใจในสิ่งที่มี แล้วทำมันด้วยความรัก ไม่ใช่แค่ความอยาก เมื่อนั้นเจินก็จะไม่รู้สึกเหนื่อยหรือกดดันอย่างที่เป็นมา นอกจากเรื่องนี้พี่แนทยังสอนให้เจินลองคิดถึงเรื่อง “โชคดี” ของตนเองแบบง่าย ๆ เช่น โชคดีที่ยังมีลมหายใจ โชคดีที่มีบ้านอยู่ โชคดีที่มีข้าวกิน เพื่อให้รู้สึกถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่จริง ๆ แม้ไม่ต้องมีอะไรมากมาย ทุกคนก็มีความสุขกับชีวิตได้

ที่เล่ามาเจินคงเปลี่ยนไม่ได้ภายในวันสองวัน เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลาค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างน้อยวันนี้เจินก็เข้าใจคำว่า “พอ” และรู้จักปล่อยวางได้มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ต้องขอขอบคุณประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาและพี่แนท ไกด์ส่วนตัวที่คอยชี้แนะ ประคองให้เจินไม่หลงทางค่ะ

 

Secert BOX

ชีวิตจะมีความสุข (มากขึ้น) ถ้าคุณรู้จักคำว่า “พอ”

ณิชชาพัณณ์  ชุณหะวงศ์วสุ

keyboard_arrow_up