อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้าน GEM PEACE by Chuchai

ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ
ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

อัญมณีแห่งชีวิต ของ ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ เจ้าของร้าน GEM PEACE by Chuchai

“เพชร” เป็นอัญมณีที่มีความเป็นอมตะและมีคุณค่าในตัวเองอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย แสงประกายระยิบระยับของเพชรยั่วยวนใจให้หญิงสาวแทบทุกคนต้องเหลียวมองและอยากครอบครองเป็นเจ้าของ – ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

ชีวิตที่ได้คลุกคลีอยู่กับเพชรในฐานะเจ้าของร้านเพชร “เจมพีซบายชูชัย” (GEM PEACE by Chuchai) ทำให้ผม ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ได้เห็นอากัปกิริยาของผู้คนมากมาย บางคนชอบเพชร แต่ก็พยายามซ่อนความปรารถนาของตนเองไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่บางคนกลับเปิดเผยดวงตาแห่งความปรารถนาให้เห็นอย่างเด่นชัด หากจะว่าไปแล้ว ลักษณะนิสัยของผู้คนบางครั้งก็สะท้อนให้เห็นผ่านการเลือกซื้อเพชรนั่นเอง

แต่ต่อให้เพชรล้ำค่าเพียงใด สำหรับผมแล้ว ชีวิตของคนเรายังมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่านั้น และที่สำคัญคือ ไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน เป็น “อัญมณีแห่งชีวิต” ที่ทุกคนต่างก็มีอยู่แล้วในตัว เพียงแต่ส่วนใหญ่เรามักมองข้ามอัญมณีชิ้นนี้ เพราะมัวหลงอยู่กับการเสาะหาหิน กรวด ทราย มาเก็บไว้แทน

กว่ายี่สิบปีที่ผมเพียรสร้างสมบัติพัสถานจนหลายคนยกตำแหน่งเศรษฐีให้ หลายคนอาจคิดว่า สมบัติเหล่านี้จะนำความสุขสงบในชีวิตมาให้ผมได้ด้วย แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่า ต่อให้ผมร่ำรวยแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่าไม่มีความสุขเท่ากับตอนที่ตัวเองมีฐานะยากจนเลยแม้แต่น้อย เพราะเมื่อผมทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จ สิ่งที่ตามมาคือผมต้องพยายามรักษาสิ่งนี้ไว้และต้องต่อยอดความสำเร็จนี้ไปเรื่อยๆซึ่งนำความเหน็ดเหนื่อยมาให้ไม่ต่างจากตอนยังยากจนที่ต้องดิ้นรนทำงานเช้าจรดเย็นเลยสักนิด

“ถ้าอย่างนั้น อะไรกันหรือคือความสุขที่แท้จริงของผม”

ราวสองปีที่แล้ว ผมตั้งคำถามกับตัวเองอย่างนี้ พร้อมกับมองย้อนชีวิตของตัวเองที่มาจากศูนย์ ทำไมผมไม่รู้สึกยินดีปรีดากับความสำเร็จของตัวเอง คนที่ลงทุนทำธุรกิจด้วยเงินเพียงหมื่นกว่าบาท แต่สามารถร่ำรวยมีเงินทองหลายล้านบาทน่าจะมีความสุขมากกว่านี้ แต่ทำไมผมยังรู้สึกเหมือนเดิม รู้สึกว่าชีวิตนี้ต้องดิ้นรนไขว่คว้าอยู่ตลอดเวลา

หลายคนที่เห็นความร่ำรวยของผมอย่างฉาบฉวยอาจจะคิดว่าผมคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มีสมบัติพรั่งพร้อมบริบูรณ์ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ตอนเด็กๆ ชีวิตผมติดลบเลยด้วยซ้ำเพราะเกิดในครอบครัวชาวจีนที่ค่อนข้างยากจน พ่อมีภรรยาสองคน มีลูกกับแม่ใหญ่ 8 คน และแม่เล็ก 12 คน ผมเป็นลูกคนที่แปดของแม่เล็ก

            IMG_6577_F

ด้วยความเป็นเด็ก ผมไม่รู้หรอกว่าความอัตคัดขัดสนเป็นอย่างไร จนเมื่อรู้ความมากขึ้น เห็นพ่อกับแม่มีปากเสียงกันด้วยเรื่องเงินทอง จึงเริ่มรับรู้ฐานะความเป็นอยู่ของตัวเอง ยิ่งช่วงไหนไม่มีเงินแล้วต้องกินปลาเค็มอยู่นานหลายวัน หรือต้องเก็บผักริมทางมาทำกับข้าว ก็ยิ่งประจักษ์ชัดในความยากจนของตัวเอง

ถ้าบอกว่า พ่อของผมมีอาชีพคัดพลอยส่งร้านเพชร คนทั่วไปคงคิดว่าไม่น่าจะลำบากอะไร แต่ความจริงแล้วอาชีพนี้หาความแน่นอนไม่ได้ เพราะวันไหนที่ลูกค้าสั่งของเยอะ พ่อก็มีเงินพาครอบครัวไปกินอาหารดีๆ แต่ถ้าขายไม่ได้ พ่อก็ไม่มีเงินเลย และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ยิ่งนานวัน งานคัดพลอยของพ่อก็เริ่มน้อยลงทุกวัน จนวันหนึ่งท่านตัดสินใจไปค้าขายพลอยกับคนพม่าที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตากโดยพาแม่ น้องอีกสามคน และผมไปด้วย ส่วนพี่คนอื่นต้องแยกย้ายทำงานเลี้ยงตัวเองที่กรุงเทพฯ

แล้ววันหนึ่ง สถานการณ์ในครอบครัวของเราก็แย่หนัก เมื่อพ่อป่วยด้วยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แม่จึงต้องพาพ่อมารักษาตัวที่กรุงเทพฯและฝากลูกๆ ไว้กับเพื่อนบ้าน เราสี่คนพี่น้องต้องดิ้นรนหาข้าวหาน้ำมาประทังชีวิตให้อยู่รอด จนที่สุดพี่รุ่ง (รุ่งฤดี ชัยฤทธิเลิศ)ซึ่งเป็นพี่สาวขึ้นมารับกลับกรุงเทพฯเพราะพ่ออาการทรุดหนักมาก

ช่วงที่พ่อนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล ครอบครัวของเราต้องต่อสู้ดิ้นรน แม่ต้องดูแลพ่ออย่างใกล้ชิด ส่วนลูกทุกคนพยายามทำงานหาเงินเท่าที่จะทำได้ จำได้ว่า พี่รุ่งรับจ้างขัดแหวน (ขัดแหวนซึ่งจะใช้เป็นตัวเรือนให้ขึ้นเงา) วันละ 100 วง ได้เงินวันละ 500 บาท แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของพ่อมากกว่านั้น เราจึงต้องไปกู้หนี้ยืมสิน  ที่สุดพ่อทนไม่ไหว เพราะไม่อยากเห็นครอบครัวลำบากไปมากกว่านี้ ท่านจึงให้พากลับบ้าน หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งเดือนท่านก็จากเราไป

เมื่อสิ้นพ่อแล้ว ความยากจนก็ยังถาโถมเข้ามาหาเรา แต่โชคดีที่พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน เราต่างช่วยกันทำมาหากิน ทั้งขายลูกชิ้น ไอศกรีม และขนมหวาน เพื่อหารายได้เข้าบ้าน ตอนนั้นผมช่วยพี่สาวขัดแหวนจนมืดทุกวัน ตอนหลังเมื่อพี่สาวเปิดร้ายขายไอศกรีมก็ไปช่วยขาย ผมไม่เคยได้วิ่งเล่นสนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นๆ จนวันที่เรียนจบประถมปลาย

ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ด้วยการเลือกที่จะไปขายโปสต์การ์ดและแสตมป์ที่โรงแรมอินทราแทนการเรียนต่อ เพราะรู้ดีว่า ถ้าผมไม่เลือกทางนี้ พี่ชายที่เพิ่งสอบเอนทรานซ์ได้กับน้องๆ อาจไม่ได้เรียนผมเลือกทิ้งการเรียนและเริ่มต้นชีวิตการทำงานมาตั้งแต่อายุ 14 ปี ด้วยความที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ทำให้ผมต้องพยายามพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ครั้งแรกที่พูด จำได้ว่าตัวสั่นด้วยความกลัว แต่เมื่อคิดได้ว่า ถ้าเราไม่ทำ คนที่บ้านต้องอดตาย จึงฮึดสู้จนพูดได้คล่องในที่สุด

ผ่านไปสี่ปี วันหนึ่งหลังจากปิดร้านตอนเย็น ผมสังเกตว่า ร้านจิเวลรี่ชั้นบนของโรงแรมอินทรายังมีลูกค้าเข้าออกเรื่อยๆ จึงไปปรึกษาพี่รุ่งว่า เราน่าจะขายเครื่องประดับบ้าง เพราะพ่อก็เคยทำงานแบบนี้ พี่รุ่งจึงติดต่อญาติที่ทำธุรกิจนี้เพื่อขอแหวนเพชรมาทดลองขาย ปรากฏว่าขายได้หมดภายในหนึ่งเดือนตอนนั้นผมรู้แล้วว่า ธุรกิจนี้ต้องไปได้สวยแน่นอน จึงตั้งเคาน์เตอร์ขายแหวนเพชรและเครื่องประดับอื่นๆ อย่างจริงจัง ซึ่งทุกอย่างขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ทำให้มีรายได้เดือนละกว่าหนึ่งล้านบาททำให้ผมมีเงินส่งน้องๆ เรียนและใช้หนี้จนหมด

นี่ถือเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญในชีวิตก็ว่าได้ เพราะหลังจากนั้น ก็มีคนจ้างให้ออกแบบแหวนตามมา ตั้งแต่นั้นผมก็เป็นทั้งผู้ออกแบบและขายในคนเดียวกัน ทำให้ธุรกิจค้าเพชรเติบโตอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักในวงสังคมอย่างกว้างขวาง

IMG_6596-f

แม้ว่าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเช้าจรดเย็น วันแล้ววันเล่าจะทำให้ตัวเองร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ผมกลับสูญเสียโอกาสบางอย่างไป นั่นคือ ผมไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ

แต่ที่แย่กว่านั้นคือ ผมไม่มีสังคมของคนวัยเดียวกัน ในแต่ละวัน คนที่ผมคุยด้วยคือลูกค้าวัยห้าสิบหกสิบ ซึ่งผมต้องปฏิบัติตัวกับพวกเขาอย่างมีสัมมาคารวะ ดังนั้นแม้จะกล้าในการพูดภาษาอังกฤษและกล้าขายของ แต่ในช่วงแรกๆ ที่ต้องเข้าสังคม ผมกลายเป็นคนขี้อาย เพราะไม่รู้จะวางตัวอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น ช่วงที่กำลังก่อร่างสร้างตัว ผมไม่ชอบเที่ยวเฮฮากลางคืน ไม่ชอบดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ ค่อนข้างรังเกียจสิ่งเหล่านี้ด้วยซ้ำ ดังนั้นชีวิตจึงวนเวียนอยู่กับการทำงานแปดโมงเช้าและเลิกงานตอนสองทุ่มแล้วกลับบ้านทุกวัน จะว่าไปแล้ว ลึกๆ ผมรู้สึกเปลี่ยวเหงาอยู่บ้าง แต่เมื่อคิดว่า การทำงานจะสามารถนำเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ ความคิดนี้ก็ถูกลบออกไป

จนถึงวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่างพรั่งพร้อมดังที่ใจต้องการความรู้สึกนี้กลับผุดขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ว่า ทำไมความยินดีในทรัพย์สินเงินทองจึงมีแค่เพียงวูบเดียว แล้วความสุขจริงๆของคนเราอยู่ที่ไหน ทำไมการได้ครอบครองสิ่งมีค่า ได้เดินทางรอบโลก ได้ในสิ่งที่อยากได้ จึงไม่สามารถทำให้เรามีความสุขได้อย่างแท้จริง

ผมพยายามหาคำตอบนั้นด้วยตัวเองเงียบๆ แล้วก็ได้พบว่า ยังมีสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเพชร ยิ่งกว่าเงินทองที่รอคอยให้ผมได้ค้นพบ

Secret Box

เคล็ดลับแห่งความสำเร็จของคุณชูชัย ชัยฤทธิเลิศ

keyboard_arrow_up