ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (จบ)

ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (จบ)

    เมื่อคุณพ่อจากไปแล้ว สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า แม้ไม่ใช่มรดกร้อยล้านพันล้าน แต่ท่านได้ให้ชีวิตและพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของมิ้นท์มาจนถึงบัดนี้

  มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า เริ่มร้องเพลงที่โรงแรมดุสิตธานีตั้งแต่อายุสิบห้า นั่งร้องเพลงดีดกีตาร์มาเรื่อย จนวันหนึ่งได้พบกับ พี่แต๋ม – ชรัส เฟื่องอารมย์ ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้มาทำอัลบั้มแรกในชีวิต ในชุด “มาลีวัลย์และชรัส” เมื่อปี 2528 และหลังจากนั้นชื่อของมิ้นท์ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นจากอัลบั้ม “ปรารถนาและอารมณ์” ล่าสุดมิ้นท์ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่ซึ่งมีซิงเกิ้ลแรกเป็นเพลง “เจ็บได้ ร้องไห้เป็น” คาดว่าหลายคนคงจะได้ฟังกันบ้างแล้ว

ในปี 2552 นี้มิ้นท์อยากบอกว่า ดีใจมากที่ได้เลือกมาอยู่ตรงนี้ได้เป็นนักร้อง และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตก็ว่าได้

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมิ้นท์ไม่ใช่เด็กช่างฝัน แต่เป็นคนที่อยู่กับชีวิตจริงมาโดยตลอด วัยเรียนที่หลายคนได้เฮฮาสนุกสนาน มีเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลัง มิ้นท์กลับต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ในขณะเดียวกันก็ต้องทุ่มเทเวลาในการอ่านหนังสือเพื่อรักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับที่ดี ชีวิตวัยรุ่นจึงไม่รู้จักคำว่า “ร่าเริง” เหมือนคนในวัยเดียวกัน ประกอบกับเป็นคนเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ไม่รู้จักความยืดหยุ่น ทำให้ชีวิตช่วงนั้นค่อนข้าง “ตึง” เกินไป และทำให้เป็นทุกข์ได้ง่าย แต่ต่อให้ทุกข์อย่างไรก็จะมีเสียงหนึ่งก้องอยู่ในหัวมาตลอดว่า“คนเราล้มได้ แต่ขอให้เราเข้มแข็งพอที่จะยอมรับความจริงและลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง” มิ้นท์มีคำพูดนี้อยู่ในใจมาตลอด จนกลายเป็นคติประจำตัวที่ช่วยให้ผ่านคืนวันร้ายๆ มาได้

ในช่วงที่คุณพ่อป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง เป็นช่วงที่มิ้นท์จิตใจย่ำแย่ที่สุดก็ว่าได้ เพราะท่านเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเรา ตอนนั้นมิ้นท์ยังเด็ก อายุแค่ 12 – 13 ปี ยังไม่ทราบว่าจะช่วยเหลือคุณพ่อได้อย่างไร จนวันหนึ่งเห็นพระกำลังบิณฑบาต เกิดความสงสัยจึงถามพี่เลี้ยงว่า เขานำอาหารไปใส่บาตรกันทำไม แล้วทำไปเพื่ออะไร พี่เลี้ยงบอกว่า เป็นการทำบุญให้ตัวเอง ให้คนอื่น และสามารถแผ่เมตตาให้คนที่ล่วงลับได้ด้วย พอทราบอย่างนั้นมิ้นท์เลยคิดว่า ถ้าเราใส่บาตร เราก็จะทำบุญให้คุณพ่อได้ และบางทีนี่อาจเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ท่านหายจากความเจ็บป่วยได้

แม้จะนับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก แต่มิ้นท์ก็แอบคุณพ่อไปตักบาตรทุกเช้า รู้สึกมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำบุญ ยิ่งหลังจากคุณพ่อเสียแล้ว มิ้นท์ก็ยิ่งทำบุญมากขึ้น ทั้งทำสังฆทานตามวัดต่างๆเวลาเขาเรี่ยไรเงินสร้างโน่นสร้างนี่ก็ช่วยทำบุญด้วยทุกครั้ง ที่ไหนมีงานบุญมิ้นท์ก็จะไปร่วมด้วยจนกลายเป็นงานอดิเรกก็ว่าได้

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า มิ้นท์รู้จักพระพุทธศาสนาครั้งแรกด้วยการทำทาน แต่เป็นการทำทานด้วยทรัพย์ โดยยังไม่เข้าใจว่าศาสนาพุทธที่แท้จริงเป็นอย่างไร แม้กระทั่งศีลห้าก็ไม่รู้จัก ทำให้ชีวิตช่วงหนึ่งของมิ้นท์ตกอยู่ในวังวนของ “เหล้า”

เกือบห้าปีที่มิ้นท์ใช้เหล้าเป็นเพื่อน ใจหนึ่งก็อยากรู้ว่าเหล้าดีอย่างไร ทำไมคุณพ่อถึงชอบดื่ม ในเมื่อเหล้าเป็นเพื่อนคุณพ่อได้ก็น่าจะเป็นเพื่อนมิ้นท์ได้เหมือนกัน จึงเริ่มดื่มติดต่อกันมาเรื่อยๆดื่มจัดมาก ขนาดที่สามารถนั่งดื่มได้จนถึงเช้า แต่พอเช้าก็ยังตักบาตรต่อได้อีก เป็นอยู่อย่างนี้จนวันหนึ่งก็เลิกไปเองในที่สุด

ตั้งแต่รู้จักการทำบุญทำทาน มิ้นท์รู้สึกว่าชีวิตตัวเองเหมือนคนที่เดินอยู่ในทางมืดแล้วได้พบแสงสว่าง แต่น่าแปลกที่แสงสว่างนี้ยังไม่สามารถตอบคำถามที่มิ้นท์สงสัยได้ และยังไม่สามารถทำให้รู้สึกว่าชีวิตเต็มอิ่มได้เลย แม้คุณแม่ของเพื่อนจะพาไปทำบุญที่อยุธยาบ่อยมาก และครั้งหนึ่งเคยบวชชีพราหมณ์ แต่ก็ยังไม่รู้สึกซาบซึ้งมากนัก

จนกระทั่งวันหนึ่งคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นกัลยาณมิตรก็ช่วยชี้ทางให้มิ้นท์ และแทบไม่น่าเชื่อว่าคำพูดเรียบง่ายนี้จะมีอิทธิพลอย่างใหญ่หลวงต่อชีวิต

“คุณมิ้นท์สนใจไปปฏิบัติธรรมไหม”

แค่ได้ฟังคำนี้มิ้นท์ก็เกิดความสงสัยทันทีว่า สิ่งนี้ต่างจากการไปวัดทำบุญที่เราเคยๆ ทำมาอย่างไร เมื่อไปปฏิบัติจริงๆ จึงได้พบคำตอบที่หามานาน ได้รู้ว่า “สิ่งนี้แหละที่เป็นทั้งความสงบของใจและทำให้เราเข้าใจเหตุและผลของการเกิดมาบนโลกนี้”

มิ้นท์ไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปี 2545 ที่นี่ทำให้มิ้นท์พบธรรมะที่แท้ ได้เห็น “ใจ” ของตัวเองชัดขึ้น ได้พบความสุขสงบ ได้รู้ว่าทำไมเราถึงเป็นทุกข์ ได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุและผลในตัวเอง และได้รู้ว่า แค่บุญและบาปเท่านั้นที่เราสามารถพกติดตัวไปได้ในวันที่เราหมดลมหายใจ

หลังออกจากการปฏิบัติธรรม มิ้นท์รู้สึกว่าใจตัวเองนิ่งมาก มีสติเพิ่มขึ้น เห็นเลยว่าใจคนเรายิ่งใหญ่มาก แต่ส่วนใหญ่เรามักตามใจตัวเองจนเกินไป ทำให้ใจไม่ได้รับการพัฒนา เมื่อเจอทุกข์ก็ซวนเซได้ง่าย ความจริงแล้วปัญหาทางโลกต่างๆ ที่เราเจอะเจอ ถ้าเพียงแค่ใจเรามี “สติรู้ทัน” เราก็จะไม่เจ็บป่วยทางกายและเจ็บป่วยทางใจเหมือนที่เป็นกันเช่นทุกวันนี้

นอกจากนั้นการปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอยังทำให้มิ้นท์ระลึกถึงบุญคุณของทุกอย่างรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นบุคคล ธรรมชาติธรรมะ ที่ทำให้เราได้พบกับสิ่งประเสริฐในชีวิต มิ้นท์เชื่อว่าการระลึกถึงบุญคุณของสิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีกำลังใจในการทำงานต่อให้พบเจออุปสรรคแค่ไหนก็ผ่านไปได้ เหมือนสุภาษิตที่ว่า “คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้” ซึ่ง มิ้นท์คิดว่าในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เราต้อง “ให้” ให้มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาเราได้รับมามากเพียงพอแล้ว และเพียงพอที่เราจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบาก และด้วยความคิดนี้ เมื่อสองปีที่แล้วมิ้นท์คิดถึงขนาดจะไปบวชชีเพื่อใช้ชีวิตทางธรรม แต่เพื่อนๆ ทักท้วงว่า แม้ไม่บวชก็สามารถทำประโยชน์ทางอื่นให้พระพุทธศาสนาได้

แล้วก็เป็นจริงอย่างนั้น เพราะที่ยุวพุทธฯมิ้นท์ได้รู้จักโครงการพัฒนาจิตเยาวชนแบบบูรณาการ ซึ่งมีทั้งโครงการสำหรับเยาวชนชายและหญิง อายุตั้งแต่ 10 – 25 ปี เช่น โครงการสามเณรใจเพชรโครงการสามเณรลูกแก้ว โครงการธรรมบุตรี ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการเหล่านี้มากกว่า 1,000 คนในแต่ละปี

มิ้นท์มีหลานชายที่ได้บรรพชาเป็นสามเณรลูกแก้วและสามเณรใจเพชร ซึ่งทำให้มิ้นท์มีโอกาสได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ตั้งแต่พิธีขอขมา พิธีบวช ไปจนถึงวันสิ้นสุดโครงการ คือพิธีรับมอบลูกแก้วลูกขวัญ และพิธีรับน้องยุวบัณฑิตใหม่

จากการทำกิจกรรมเหล่านี้ มิ้นท์มีโอกาสได้รู้จักกับหัวหน้าพี่เลี้ยงของที่นี่ ซึ่งปรารภให้ฟังว่า อยากได้เพลงประกอบในพิธีต่างๆที่เหมาะสมกว่านี้ ด้วยความที่อยากตอบแทนบุญคุณของที่นี่ มิ้นท์จึงได้ทำเพลงขึ้นมาสามเพลงเพื่อมอบให้ยุวพุทธฯใช้ในโครงการตามที่ตั้งใจไว้ในรูปแบบดนตรีต่างๆ กัน รวมทั้งช่วยเรียบเรียงและทำดนตรีเพลงศีลห้าที่มีอยู่เดิมขึ้นมาใหม่ ซึ่งการทำเพลงครั้งนี้ได้รับความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจากเพื่อนๆ ศิลปินและห้องบันทึกเสียง ทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าความเป็นจริงมาก

นอกจากนั้นมิ้นท์ได้ทราบว่า ค่าใช้จ่ายของสามเณรต่อรูปที่ใช้ในโครงการตลอดระยะเวลา 4 – 5 สัปดาห์ หรือธรรมบุตรีใน 1 สัปดาห์สูงมาก ซึ่งตลอดมายุวพุทธฯไม่เคยเก็บค่าใช้จ่ายสำหรับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการเลย ทำให้มิ้นท์มีความปรารถนาอยากจะช่วยบอกบุญด้วยการเชิญชวนญาติธรรม พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ และแฟนเพลงของมิ้นท์ทุกๆ ท่าน ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพในโครงการนี้

ณ วันนี้  มิ้นท์ไปปฏิบัติธรรม ณ ศูนย์วิปัสสนายุวพุทธฯเฉลิมพระเกียรติ ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวงจังหวัดปทุมธานี เดือนเว้นเดือน ทำให้รู้สึกว่าตัวเองได้พบความสุขความอิ่มเอมของใจอย่างแท้จริง และคิดว่าจะใช้ทุกลมหายใจที่มีเพื่อตอบแทนคุณแผ่นดิน ตอบแทนพระพุทธศาสนา และตอบแทนคุณของคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ชีวิตเรามา

    ท้ายที่สุดนี้ มิ้นท์ขอให้ทุกท่านได้พบแสงสว่างแห่งธรรมะที่จะช่วยชี้นำทางให้ทุกท่านไปสู่ความสุขเหมือนกับที่มิ้นท์ได้พบและมีความสุข ร่มเย็น มาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ


บทความน่าสนใจ

ถึงเวลา… ก็ต้อง “ปล่อย” เรื่องจริงของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ปล่อยวางความทุกข์

การให้โอกาสเป็นสิ่งที่ดี – ข้อคิดชีวิตเป็นสุข โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อยู่สบาย แล้วทำไมต้องตายลำบาก บทความน่าคิด จากพระไพศาล วิสาโล 

น้องโอ เด็กดี ผู้มีมานะ ขายข้าวไข่เจียวเลี้ยงตนและน้อง สานฝันเรียนให้จบดั่งใจหวัง

 

keyboard_arrow_up