True story : ขอบคุณ “ความสูญเสีย” ที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง

True story ความสูญเสีย
True story ความสูญเสีย

ขอบคุณ “ความสูญเสีย” ที่ทำให้ฉันเข้มแข็ง

“ความสูญเสีย” คำๆนี้ เตรียมพร้อมรับมือแล้วหรือยัง ความโศกเศร้าและสะเทือนใจ มักจะมาแทนที่เสมอ เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้

ครอบครัวของฉันแม้จะเป็นแค่ชนชั้นกลาง ไม่ได้ร่ำได้รวย แต่พ่อกับแม่ก็พยายามเลี้ยงดูลูกๆ ให้มีความสุขและห่างไกลจากความทุกข์มากที่สุด …เมื่อมีปัญหาก็ช่วยแก้ไข เมื่อทุกข์ใจคอยปลอบ ฉัน พี่ชาย และน้องชายจึงเติบโตขึ้นพร้อมกับความอบอุ่นใจและมีความสุขที่สุด

ทว่าโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ขณะที่ฉันใกล้จะจบปริญญาตรี เหลือเพียงแค่ไม่กี่เดือน จู่ ๆ พ่อก็เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองแตกกะทันหันและหมดสติไปนานถึง  14 วัน ช่วงนั้นเราสามคนพี่น้องใจคอไม่ดีกลัวไปหมด จะมีก็แต่ “แม่” ที่มั่นใจว่า“พ่อต้องฟื้น” เพียงแต่คงต้องใช้เวลาสักนิดและในที่สุดพ่อก็ฟื้นขึ้นมาจริง ๆ เพียงแต่ร่างกายซีกขวามีอาการอัมพฤกษ์เล็กน้อยต้องทำกายภาพบำบัดระยะหนึ่งจึงเป็นปกติ

หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น พวกเราอยู่อย่างสบายใจได้ราว 7 - 8 ปี พ่อเริ่มมีอาการปวดท้องบ่อย ๆ เมื่อหมอตรวจดูก็พบว่าพ่อเป็นมะเร็งลำไส้ระยะที่ 1 แต่ยังมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ ส่วนแม่ก็ยังเป็นหัวเรือใหญ่ในการดูแลพ่อเหมือนเดิม จนในที่สุดมะเร็งร้ายก็พ่ายแพ้ต่อความใส่ใจของแม่ พ่อเริ่มแข็งแรงมากขึ้น จนสามารถไปร่วมงานรับปริญญาของน้องชายได้

ฉันยังจำภาพในวันนั้นได้แม่น ครอบครัวของเราทุกคนมีความสุขมาก มีเพียงแม่ที่ดูเหมือนจะป่วย แล้วก็เหนื่อยง่ายกว่าปกติ วันรุ่งขึ้นพวกเราจึงรีบพาแม่ไปโรงพยาบาลทันที และหลังจากคุณหมอตรวจร่างกายแม่อย่างละเอียด พวกเราก็ได้รับข่าวร้ายว่า “แม่ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 3 แล้ว และจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 1 ปี”

ทันทีที่ได้ฟัง ฉันรู้สึกชาไปทั้งตัว แต่หากมัวเสียใจอยู่อย่างนี้มะเร็งก็จะยิ่งลุกลามไปเรื่อย พวกเราจึงรีบหาทางรักษาแม่ให้เร็วและดีที่สุด ซึ่งดูเหมือนไม่มีวิธีไหนจะให้ผลดีมากเท่ากับ “การให้เคมีบำบัด” ที่ฉันกลัวแสนกลัวอีกแล้ว หลังให้เคมีบำบัดไม่กี่วันผมของแม่ก็ค่อย ๆ ร่วงลง บางครั้งก็มีเลือดซึมออกในช่องปากและตาขาว แต่ถึงอาการเหล่านี้จะหนักหนาน่ากลัวสักแค่ไหน ฉันก็ยังคงเห็นแม่ยิ้มกว้างและใช้ชีวิตได้เป็นปกติราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น คงมีแต่ลูกสาวคนกลางอย่างฉันที่อ่อนแออย่างหนักและร้องไห้แทบทุกคืนเพราะสงสารแม่จับใจ

สุดท้ายแม้จะให้เคมีบำบัดได้ครบจำนวนครั้ง แต่มะเร็งร้ายก็ยังลุกลามไปถึงตับจนได้ ทำให้อาการของแม่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดแม่ก็จากเราไปอย่างสงบหลังจากป่วยได้เพียง 4 เดือน!

วินาทีนั้นฉันรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มอยู่ตรงหน้า เพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า “การเสียใจที่สุดในชีวิตเป็นอย่างไร” ทว่าคนที่อาการหนักที่สุดกลับไม่ใช่ฉัน แต่คือพ่อ…ผู้ชายที่อยู่เคียงข้างแม่มานานกว่า 30 ปีนั่นเอง

พ่อถึงขั้นตรอมใจ วัน ๆ เอาแต่นั่งเหม่อลอย ไม่พูดไม่จากับใครทั้งนั้น แรก ๆ ที่เห็นพ่อ ฉันเองก็แทบทำใจไม่ได้ แต่ทุกอย่างเหมือนถูกกำหนดไว้แล้วว่า “ฉันจะต้องเข้มแข็งให้ได้” เพราะหลังจากงานศพแม่พี่ชายก็ต้องกลับไปทำงานที่ภูเก็ต น้องชายก็จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ดังนั้นถ้าไม่ใช่ฉันต้องทำหน้าที่ดูแลพ่อ ก็คงไม่มีใครอีกแล้ว

ฉันจึงฮึดสู้ พยายามดูแลพ่ออย่างดีที่สุด จนเมื่อวางใจว่าทุกอย่างลงตัวแล้วสองปีต่อมาฉันก็ตัดสินใจแต่งงาน

ชีวิตคู่ของเราแม้จะไม่หวือหวาเหมือนคู่อื่นแต่ก็ไปได้ดี และไม่นานฉันก็กำลังจะมีหลานคนแรกให้พ่ออุ้ม แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ทันถึง 3 เดือนดี ฉันก็แท้งเสียก่อน โชคดีที่ได้กำลังใจจากสามีและเพื่อน ๆ จึงพอคลายความเศร้าลงได้บ้าง จากนั้นไม่ถึงปีฉันก็ตั้งท้องลูกคนที่สอง คราวนี้ฉันตั้งใจดูแลตัวเองอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก

ทุกอย่างดูจะราบรื่นดี…อีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น ฉันก็จะถึงกำหนดคลอดเจ้าตัวน้อยแล้ว แต่จู่ ๆ ราวตีห้าของวันหนึ่งฉันก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากภูเก็ตว่าพี่ชายเส้นโลหิตในสมองแตก อาการเป็นตายเท่ากัน!

ตอนนั้นฉันไม่คิดถึงเรื่องอื่น รีบโทรหาน้องชายทันที ก่อนจะออกเดินทางไปภูเก็ตในช่วงสายของวันนั้น ทันทีที่เห็นพี่ชายนอนอยู่บนเตียงและมีสายระโยงระยางเต็มไปหมด ฉันก็ร้องไห้ไม่หยุด จนกระทั่งคุณหมอต้องมาขอร้องว่า ถึงทุกคนจะอยู่ต่อไปก็ทำอะไรไม่ได้ กลับไปทำธุระที่กรุงเทพฯให้เรียบร้อยก่อนจะดีกว่า ส่วนทางนี้คุณหมอจะดูแลให้ดีที่สุด

เพียง 3 วันต่อมา พี่ชายก็จากไปอย่างสงบ หลังจัดการงานศพพี่ชายที่ภูเก็ตเสร็จพอกลับถึงกรุงเทพฯ ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย ฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากน้องชายว่าพ่อโรคหัวใจกำเริบหนัก ต้องส่งเข้าทำบอลลูนทันที และหลังจากนั้นอีกเพียงไม่กี่สัปดาห์พ่อก็ล้มศีรษะฟาดพื้น พอฟื้นขึ้นมาพ่อก็ไม่มีแรงจะลุกอีกเลย ต้องนอนอยู่บนเตียงอย่างเดียว

ช่วงนั้นฉันเครียดมาก เพราะสองเดือนมานี้มีแต่เรื่องร้าย ๆ ผ่านเข้ามาไม่จบสิ้นสามีเห็นว่า หากปล่อยให้ฉันเครียดอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ เขาจึงเอ่ยปากชวนฉันไปไหว้พระทำบุญเพื่อให้สบายใจขึ้น เราเริ่มต้นการเดินทางด้วยการไปไหว้พระที่อุดรธานี ก่อนจะตีรถลงมาชัยภูมิ กะกันว่าจะค้างที่นี่สักคืน เช้าตื่นมาทำบุญแล้วค่อยกลับ

แต่พอเอาเข้าจริงทุกอย่างก็ผิดแผนไปหมด เพราะจู่ ๆ กลางดึกคืนนั้น ฉันก็รู้สึกปวดเกร็งในช่องท้องขึ้นมาอย่างประหลาดก่อนจะมีเลือดไหลออกมาเต็มไปหมดเหมือนคนตกเลือดไม่มีผิด!

ฉันตกใจ ทำอะไรไม่ถูก กลัวว่าจะแท้งลูกอีก ดีที่สามีได้สติก่อนและรีบพาฉันไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เมื่อถึงมือหมอถึงได้รู้ว่า ฉันกำลังจะคลอด! ซึ่งก็แปลว่าฉันจะคลอดเร็วกว่ากำหนดถึงสองเดือน! แต่ด้วยความที่โรงพยาบาลนี้ไม่มีเครื่องมือพร้อมมากพอ คุณหมอจึงแนะนำให้ฉันเดินทางไปคลอดที่ขอนแก่นแทน

แม้ระยะทางจากชัยภูมิไปขอนแก่นจะนานถึงสองชั่วโมง และเส้นทางก็ขรุขระเหลือเกิน ทว่าอาการปวดเกร็งในช่องท้องกลับหายเป็นปลิดทิ้ง สงสัยคงเพราะความกังวลเรื่องลูกมีมากกว่านั่นเอง เมื่อไปถึงโรงพยาบาล พยาบาลก็รีบนำฉันเข้าไปเช็กร่างกายทันที เมื่อเห็นว่าปกติดีก็ให้รอเวลาให้ปากมดลูกเปิดมากพอที่จะคลอดเองเท่านั้น

หลังจากปากมดลูกเปิดกว้างพอคุณหมอก็ตัดสินใจฉีดยาเร่งคลอดให้ ไม่กี่นาทีต่อมาฉันก็คลอดอย่างง่ายดาย ที่น่าดีใจที่สุดคือ เจ้าตัวน้อยปลอดภัยดี ทั้งที่มีน้ำหนักเพียง 1,660 กรัมเท่านั้น

แต่ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็บอกว่า ลูกของฉันยังอยู่ในภาวะเสี่ยง ไหนจะน้ำหนัก  ไหนจะอยู่ในภาวะติดเชื้อ จึงต้องอยู่ในห้อง NICU (ไอซียูเด็ก) อย่างน้อย  2 เดือน จนกว่าจะแข็งแรงมากพอและสามารถหายใจได้เอง หลังพักฟื้น ฉันจึงต้องเก็บข้าวของย้ายขึ้นมาอยู่ที่ขอนแก่นชั่วคราว เพื่อให้นมและเฝ้าเจ้าตัวน้อยที่มักมีอาการติดเชื้อเป็นระยะ ๆ ส่วนสามีก็ต้องรับบทหนัก ขับรถกลับไปทำงานที่กรุงเทพฯสัปดาห์ละ 3 วัน และกลับมาดูฉันกับลูกอีก  4 วัน

ขณะเดียวกัน ช่วงนั้นพ่อของฉันก็เข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่น เจอเข้าอย่างนี้ฉันถึงกับจิตตกเลยทีเดียว ไหนจะเรื่องค่าใช้จ่ายที่ตามมาอีกเป็นหางว่าว

วันหนึ่งขณะเดินอยู่ในโรงพยาบาลคนเดียว อารมณ์เหงา ๆ ทำให้ฉันพาตัวเองเดินไปที่มุมตึก ในใจคิดว่า “ไม่อยากรับรู้อะไรอีกแล้ว พอกันที!” แต่โชคดีที่ยังเดินไม่ทันถึงมุมตึก สติก็คืนกลับมาว่า “อย่าคิดสั้น คิดถึงลูกกับพ่อเข้าไว้ เข้มแข็งให้ได้เหมือนที่แม่เคยทำสิ” ยิ่งพอมองไปรอบ ๆ  แล้วเห็นว่ายังมีคนที่ลำบากกว่าฉันอีกมาก  ฉันก็สลัดความคิดโง่ ๆ ทิ้งไว้ตรงนั้น ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในตึกพร้อมกับความคิดที่ว่า

ture-137-40666

“ฉันต้องมีความหวัง ฉันต้องเข้มแข็งถึงจะเกิดอะไรหนักหนากว่านี้ ฉันก็พร้อมจะสู้ ไม่มีวันถอย”

สองเดือนผ่านไป ลูกน้อยของฉันแข็งแรงขึ้นตามลำดับ ในที่สุดคุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ เป็นอันว่าครอบครัวของเราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียทีทว่าพวกเราอยู่กันอย่างมีความสุขได้ไม่นาน กลางดึกคืนหนึ่งลูกของฉันก็เกิดอาการชัก ขึ้นมาดื้อ ๆ หายใจไม่ออก หน้าเขียว ต้องรีบพาส่งโรงพยาบาลด่วน

ทันทีที่ลูกถึงมือหมอ พยาบาลก็รีบนำเครื่องไม้เครื่องมือสารพัดชนิดและสายระโยงระยางมาติดตามตัวลูกของฉันเต็มไปหมด ภาพที่อยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้เหมือนฝันร้ายที่ย้อนกลับมาเล่นงานฉันอีกครั้ง

หลังจากคุณหมอตรวจร่างกายลูกของฉันอย่างละเอียดด้วยวิธี MRI และ CT Scan คุณหมอก็ลงความเห็นว่า ลูกของฉันป่วยด้วยโรคเบรนอะโทรฟี่ อธิบายง่าย ๆ ว่า เกิดจากเส้นเลือดตีบ ทำให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองไม่สะดวก เด็กจึงชัก ถ้าชักมาก ๆ สมองก็มีโอกาสขาดอากาศหายใจได้ และยิ่งอยู่ในภาวะนี้นานเท่าไหร่ เด็กก็ยิ่งมีโอกาสตกอยู่ใน “สภาพผัก” มากเท่านั้น แต่ถ้าเด็กผ่านวิกฤติมาได้ก็ต้องทำใจว่า “ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ต้องประคองอาการต่อไปเรื่อย ๆ เท่านั้น”

ทันทีที่ได้ยินคุณหมอพูด ความหวังที่มีอยู่พังทลายลงหมด จากคนที่เคยคิดไกล วาดหวังไว้ว่าอยากให้ลูกเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทว่าวันนี้ลูกของฉันกลับจะไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว

แต่ก่อนที่ฉันจะจิตตกไปมากกว่านี้สามีที่คอยให้กำลังใจไม่ห่างก็ขอให้ฉันลองเปลี่ยนความคิดใหม่ หันมาคิดบวกดูบ้าง

“คิดแค่วันนี้ ได้เห็นเขายังหายใจได้เห็นเขาสบตาเราได้ก็พอใจแล้ว อย่างอื่นช่างมัน”

เมื่อไม่มีทางอื่นที่ดีกว่าฉันจึงลองคิดตามที่สามีบอกแล้วก็ได้ผล ฉันสบายใจขึ้นกว่าเดิมมาก และรู้สึกขอบคุณสามีที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ฉันยังได้รับกำลังใจดี ๆ จากญาติ ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ เพื่อน ๆ และผองเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่คอยถามไถ่ไม่ได้ขาด ที่สำคัญที่สุดคือ ฉันเชื่ออยู่ลึก ๆ ว่า แม่ที่อยู่บนสวรรค์ก็คอย เป็นกำลังใจให้ฉันด้วย ทั้งหลายทั้งปวง นี้เองที่ทำให้หัวใจที่อ่อนล้าของฉันยังพอมีกำลัง “เต้น” ต่อไปได้

หลังจากนั้นเหมือนปาฏิหาริย์มาโปรดเมื่ออาการของลูกเริ่มดีวันดีคืน คุณหมอเองยังแปลกใจและอนุญาตให้กลับบ้านได้โดยมีข้อแม้ว่าต้องกลับมาทำกายภาพบำบัด และตรวจพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เท่านี้ฉันก็ดีใจที่สุดแล้ว เพราะลูกยังมีลมหายใจอยู่ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ฉันก็พร้อมตั้งรับทุกอย่าง

ราวปี 2555 อาการของพ่อก็ทรุดลงอย่างน่าใจหาย แม้คุณหมอจะพยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจยื้อชีวิตพ่อได้คงถึงเวลาที่พ่อจะได้เดินทางไปพักผ่อนชั่วนิรันดร์กับแม่บนสวรรค์แล้วจริง ๆ

น่าแปลกว่า การจากไปของพ่อในครั้งนี้ ฉันกลับเข้มแข็งขึ้นมากและไม่ร้องไห้ ฟูมฟายเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่า “ความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่านี่เองที่ทำให้ฉันเข้มแข็งได้อย่างทุกวันนี้”


คำแนะนำจากพระอาจารย์ชาญชัยอธิปญฺโ

ทุกชีวิตที่เกิดมามีทุกข์ติดมาด้วย (ชาติปิทุกขา) จะไม่เอาทุกข์ไม่ได้เลยเมื่อมีร่างกายก็ต้องทุกข์กับกาย เพราะต้องแก่ (ชราปิทุกขา) ต้องเจ็บ ต้องตาย (มรณัมปิทุกขัง) ไม่มีใครจะพ้นกฎธรรมชาตินี้ไปได้

ความจริงแต่ละคนเป็นผู้กำหนดชีวิตของตน ไม่เพียงแต่ดี ชั่ว สุข ทุกข์ เท่านั้น แม้ความเจ็บและความตายเราก็เป็นผู้ทำให้เกิดขึ้นกับชีวิตของเราเองด้วยการสร้างกรรมไว้ คนที่มีสุขภาพดีมีอายุยืนเพราะรักษาศีลข้อไม่ฆ่าคน ไม่ฆ่าสัตว์ใหญ่ รวมถึงไม่เบียดเบียนสัตว์และตนเองให้บาดเจ็บได้รับทุกข์ทรมานด้วย บางคนไม่ได้ทำในชาตินี้ เพราะยังเด็กไร้เดียงสาแต่เป็นกรรมเก่าที่ทำไว้ในอดีตชาติส่งผลมา ผู้ที่ผิดศีลข้อลักทรัพย์ เป็นเหตุให้ทรัพย์ของตนต้องวิบัติด้วยประการต่าง ๆ ผิดศีลข้อกาเม เป็นเหตุให้วิปริตทางเพศ ถูกเขาหักอก หรือมีอาชีพขายบริการทางเพศผิดศีลข้อมุสา เป็นเหตุให้ถูกเขาใส่ร้ายไม่มีใครเชื่อถือในคำพูด ผิดศีลข้อสุรายาเสพติด เป็นเหตุให้ปัญญาทึบ สติฟั่นเฟือน สุขภาพไม่ดี เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้  การรักษาศีล 5 จึงมีความสำคัญต่อชีวิต สิ่งใดไม่ดี  ทำแล้วเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  อย่าไปทำเลยเพราะจะนำทุกข์โทษภัยมาสู่ตน สิ่งใดที่ดีหมั่นทำให้มาก ๆ นอกจากนี้ให้เข้าใจว่าชีวิตไม่แน่นอน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วให้ยอมรับความเป็นจริง แต่ไม่ยอมจำนนที่จะแก้ไขปัญหาอุปสรรคด้วยสติปัญญาและกำลังใจที่เข้มแข็งลดลงอีก

เรื่อง ปาปิรัส ภาพ วรวุฒิ วิชาธร

keyboard_arrow_up