เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก

เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก

ในละครแต่ละเรื่อง นอกจากจะมีตัวละครเด่น ๆ ซึ่งได้แก่ พระเอก – นางเอกแล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านางร้ายหรือตัวอิจฉาก็คือตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีส่วนทำให้ละครเรื่องนั้นมีสีสันเข้มข้น และมีอรรถรสน่าติดตามยิ่งขึ้น

Secret ขอนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของ 3 นางร้ายเจ้าบทบาท ที่รับบทร้ายทีไรก็ “ตีบทแตกกระจุย” ทุกที นำทีมโดย คุณกิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์, คุณบุ๋ม – ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และคุณน้ำผึ้ง – ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์

คำถามแรกขอเข้าประเด็นเลยนะคะ ว่า ทั้ง 3 คนมักจะได้เล่นแต่บทนางร้าย ไม่ทราบว่าขัดกับบุคลิกจริง ๆ มากไหม และอยากเปลี่ยนไปรับบทอื่นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์บ้างหรือไม่

คุณบุ๋ม : จริง ๆ ก็ไม่ใช่จะรับเล่นแต่บทร้ายนะคะ เพราะอยากให้คนดูได้เห็นว่าเรารับบทดี ๆ ก็เป็น ไม่ว่าจะเป็นบทเจ้าน้ำตาเหมือนอย่างในละคร ในสวนขวัญ ซึ่งต้องมีบทร้องไห้หนักมาก วันหนึ่งสิบกว่าฉาก หรือบทตลกอย่าง แม่น้อม ในเรื่อง ลูกทาส ก็ออกจะฮา ๆ หน่อย เป็นแนวเจ๊ ๆ เจ้าแม่ เถียงเป็นเถียง ตบเป็นตบ ตีเป็นตี บทอย่างนี้ก็เล่นเป็นค่ะ คือเป็นนักแสดงจริง ๆ ต้องเล่นได้หลายบทบาท

คุณกิ๊ก : กิ๊กแฮ็ปปี้กับการที่ผู้จัดและผู้ใหญ่ให้โอกาสเล่นบทร้ายนะคะ เพราะกิ๊กรู้สึกว่าเล่นเป็นนางเอกเล่นยาก (หัวเราะ) อย่างในซิตคอม เป็นต่อ เราเล่นเป็นแฟนเก่าพระเอก ซึ่งบทบาทคล้าย ๆ นางเอก แล้วมีบทที่ต้องอยู่กับพระเอก กิ๊กรู้สึกว่ายากค่ะ บทร้ายง่ายกว่า เพราะได้แสดงออกให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ไม่ต้องเหนียม ๆ เก็บ ๆ ไว้เหมือนบทนางเอก

คุณน้ำผึ้ง : สำหรับน้ำผึ้งก็มีบทอื่นมาคั่นเหมือนกันค่ะ อย่างเรื่อง นายยิ้มมะยมหวาน ซึ่งเป็นละครเกี่ยวกับขนมหวานและความรักต่างวัย น้ำผึ้งเล่นเป็นผู้หญิงอายุ 30 กว่า มีแฟนเด็ก ในเรื่องจะเป็นคนดีที่อ่อนแอ ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามกับที่เคยเล่น คนดูจะได้เห็นว่าเราเล่นได้หลากหลาย ทำให้ความเป็นนักแสดงมีความแพรวพราวมากกว่าจะรับบทเดิม ๆ อยู่แบบเดียว

บทนางร้ายขัดกับบุคลิกจริงมากไหม…คือถึงน้ำผึ้งจะไม่ใช่คนดีมาก แต่ก็ไม่ได้เป็นคนขี้อิจฉา เวลารับบทที่ต้องเป็นคนขี้อิจฉาตลอดเวลามันเหนื่อยนะ เพราะทั้งสายตา วิธีคิด และจิตของคนขี้อิจฉามันหนักค่ะ ซึ่งน้ำผึ้งว่าคนแบบนี้น่าสงสาร

Cover 3 Girl0339

มีคนกล่าวว่า การแสดงหนังแสดงละครจะทำให้คนยิ่งเกิดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง (คนที่ถือศีล 8 จึงห้ามดูละคร) โดยเฉพาะนางร้ายที่ต้องแสดงกิริยาก้าวร้าวรุนแรง เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี มีความเห็นอย่างไรกับคำพูดนี้คะ

คุณบุ๋ม : เวลาแสดงบทโกรธ บุ๋มเคยถามผู้กำกับเหมือนกันว่า “หนูต้องโกรธขนาดนั้นเลยเหรอ” ในละครเวลานางร้ายเห็นนางเอกกับพระเอกอยู่ด้วยกัน นางร้ายก็จะแอบอยู่มุมตึกแล้วพูดออกมาว่า “ฉันเกลียดแก แกไม่น่าอยู่ร่วมโลกกับฉันเลย คอยดูนะ ฉันจะฆ่าแกให้ตาย” ซึ่งในชีวิตจริงเวลาเราโกรธหรือเกลียดใคร เราคงไม่อยากมองไม่อยากยุ่งกับเขา แต่พอเป็นในละครมันไม่ใช่อย่างนั้น ต้องมีกระแนะกระแหน โกรธจัด ๆ เอะอะตบ เอะอะตีอะไรอย่างนี้ ซึ่งต่างจากในชีวิตจริงที่เราไม่เคยตีกับใคร ไม่กล้า และไม่เคยมีเรื่องกับใครด้วยซ้ำ คือเราต้องเข้าใจว่ามันคือละครน่ะค่ะ เราต้องแยกให้ออกและมีความเข้าใจตรงนี้

คุณกิ๊ก : สำหรับกิ๊กคิดว่าไม่ใช่แต่อาชีพนักแสดงเท่านั้น ตราบใดที่เรายังเป็นฆราวาสอยู่ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา หรืออาชีพอื่น ๆ ล้วนมีผลกระทบกับคนอื่นด้วยกันทั้งนั้น มีอาชีพอยู่ 5 อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ให้ทำ เพราะทำแล้วไม่ดีกับตัวของเราเอง คือ 1. ไม่ขายสัตว์ให้เขาเอาไปฆ่า 2. ไม่ขายมนุษย์ 3. ไม่ขายอาวุธ 4. ไม่ขายยาพิษ 5. ไม่ขายและไม่ดื่มสุรา กิ๊กจึงถือว่าอาชีพนักแสดงเป็นสัมมาอาชีพ เพราะไม่ได้อยู่ในข้อห้ามเหล่านั้น ยอมรับค่ะว่าเป็นอาชีพที่ทำให้เกิดอกุศลจริง แต่เราสามารถเปลี่ยนให้เป็นกุศลได้ด้วยการใช้อาชีพของเราชวนคนไปทำความดี สูงสุดก็คือชวนไปเจริญภาวนา รักษาศีล กิ๊กว่าทุกอาชีพมีทั้งบวกและลบ เพียงแต่ว่าเราจะมองมุมไหนเท่านั้น และนำอาชีพนั้นมาทำประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

คุณน้ำผึ้ง : ละครเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ อย่างตอนเล่น เวียงร้อยดาว ตัวละครภายนอกดูเป็นคนดี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นตัวร้าย เรื่องนี้ตีแผ่ให้เห็นถึงความล้ำลึกในการหลอกลวงของคน น้ำผึ้งมองว่าเป็นสิ่งที่ดีในแง่ของการสอนคน สอนเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่ยังไม่รู้จักโลกดี เมื่อก่อนน้ำผึ้งเคยแอนตี้ว่าละครทำเกินจริง แต่พอโตขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น เห็นคนเยอะขึ้น เรากลับมองว่านี่แหละเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะดูเอาไว้ เพราะมันจะเป็นการป้องกันเราจากคนร้าย ๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้ความเป็นกลียุคมีมากขึ้น คนหลอกกันลึกซึ้งขึ้น เก่งขึ้น การดูละครจะสอนให้เราได้ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนไม่ดี น้ำผึ้งมีความเห็นว่าอย่างนี้ค่ะ

Cover 3 Girl0781

ทราบมาว่าในชีวิตจริงแต่ละคนสนใจพุทธศาสนาไม่น้อย ขอถามว่า ธรรมะมีส่วนช่วยในการทำงานและการดำรงชีวิตอย่างไรบ้าง

คุณบุ๋ม : ช่วยได้มากเลยค่ะ โดยเฉพาะแม่ม่าย ซิงเกิลมัมอย่างบุ๋มที่มีปัญหาอะไรหลายต่อหลายอย่าง เวลามีปัญหาบุ๋มจะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน โดยบุ๋มจะหาสาเหตุแห่งทุกข์ก่อน และหากยังแก้ปัญหาไม่ได้ ณ ตอนนั้นก็จะนิ่งแล้วถอยห่างออกมา บุ๋มไม่ยึดติดอะไรมากยึดทางสายกลางดีที่สุด หลักธรรมของบุ๋มคือ ไม่สุขเกินไปและไม่ทุกข์เกินไป ความคิดแบบนี้ได้มาจากตอนเลิกกับสามีใหม่ ๆ แล้วท่าน ว.วชิรเมธีเรียกไปอาศรมอิสรชนที่จังหวัดเชียงราย สมัยนั้นยังไม่มีไร่เชิญตะวันเลยค่ะ ตอนนั้นบุ๋มได้อยู่กับตัวเอง มองตัวเอง พิจารณาตัวเอง ได้ทำตัวเหมือนเด็กวัด นุ่งขาวห่มขาว กวาดลานวัด เดินจงกรม ตอนนั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรมากมายนักเพราะจิตมันไม่นิ่ง แต่ยังดีกว่าไปที่อโคจรหรือประชดชีวิตซึ่งจะทำให้ยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิม

ทุกวันนี้บุ๋มถือศีล 5 เป็นปกติ บุ๋มไม่ฆ่าสัตว์ ไม่โกหก ไม่ลักเล็กขโมยน้อย ไม่เคยเอาเปรียบใคร คือเราเป็นคนดีได้ แต่อย่าเป็นคนโง่นะ เพราะการเป็นคนโง่ให้เขาเอารัดเอาเปรียบทำให้อยู่ในสังคมยาก ดังนั้นบุ๋มถึงต้องดูแกร่งในบางครั้งเพื่อให้เขารู้ว่าเราไม่ได้อ่อนแอจนเอาเปรียบได้ บุ๋มเชื่อว่า ศีลจะเป็นเกราะป้องกันตัวเราที่ดีที่สุด อาจจะไม่ได้เห็นผลในวันนี้ แต่ถ้าเรายึดมั่นในความดี คิดดี ทำดี ยังไงก็ต้องได้สิ่งดี ๆ กลับคืนมา

คุณกิ๊ก : ด้วยความที่กิ๊กรับบทร้ายมานาน อยู่วงการมาเกือบ 20 ปี ทุกวันนี้กิ๊กต้องจัดโหมดของตัวเองให้ได้ว่าตอนนี้ฉันอยู่ทางธรรม กำลังปฏิบัติธรรม หรืออยู่ทางโลก คือเล่นละคร เราต้องใช้ชีวิตให้กลมกลืนเป็นธรรมชาติ กิ๊กว่าธรรมะช่วยสนับสนุนการทำงานแบบโลก ๆ นะคะ เมื่อปฏิบัติธรรมแล้วกิ๊กทำงานได้ดีขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และเข้าถึงบทบาทตัวละครได้ดีขึ้น การปฏิบัติธรรมช่วยให้จิตใจเราอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง พร้อมที่จะเข้าอกเข้าใจเห็นใจผู้อื่น กิ๊กต้องขอบคุณ พี่ป้อน (นิพนธ์ ผิวเณร – ผู้กำกับฯ) ที่บอกว่า เวลาเล่นละครให้ทำเหมือนเวลาปฏิบัติธรรม คืออยู่กับปัจจุบันขณะ และเล่นออกมาจากใจ จากความรู้สึกที่เป็นตัวละครตัวนั้น พี่ป้อนทำให้กิ๊กได้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิบัติธรรมกับการแสดง ซึ่งทำให้เล่นได้อารมณ์ความรู้สึกที่สมจริงในทุก ๆ ฉากที่เราแสดง ซึ่งคนดูก็จะรับได้ว่าเราไม่ได้เฟค

การปฏิบัติธรรมช่วยให้กิ๊กมองเห็นทุกข์ในชีวิตชัดขึ้น เพราะทุกข์จริง ๆ มันอยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่เอง ซึ่งเราสามารถเช็กตัวเองได้ว่าการปฏิบัติของเราก้าวหน้าขึ้นหรือไม่จากการเผชิญความจริงในชีวิต เช่น พอเวลามีทุกข์ ชอบใจ ไม่ชอบใจ เรารู้เท่าทันอารมณ์ต่าง ๆ นั้นหรือไม่ หรือเวลามีปัญหาให้แก้ ตัวเราลงไปเล่นกับมัน หรือใช้สติที่เพียรฝึกมาในการแก้ปัญหาเหล่านั้น กิ๊กรู้สึกว่าตั้งแต่ปฏิบัติวิปัสสนามา กิ๊กมีความสุขในชีวิตมากขึ้น คือพอรู้ว่าเป็นทุกข์ เป็นปัญหา กิ๊กจะไม่โอบอุ้มปัญหานั้นเอาไว้ คือใจจะปล่อยวางไปเองค่ะ

อีกอย่างหนึ่ง ตัวกิ๊กเองก็ถือศีล 5 กิ๊กคิดว่า ถ้าคนเรามีศีล ศีลก็จะนำความสุขมาให้ ศีล แปลว่า ปกติ ส่วนมนุษย์แปลว่า ผู้มีใจสูง คน แปลว่า ยุ่ง ฉะนั้น เรื่องของศีล แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะไม่ได้บังคับให้เราต้องถือ แต่ท่านก็ทรงบอกว่าการรักษาศีลจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง เรื่องศีลไม่ใช่เรื่องไกลตัว ถ้าใครประพฤติปฏิบัติจะได้อานิสงส์ได้บุญมาก ซึ่งสูงกว่าการให้ทานใด ๆ เพราะฉะนั้นเรื่องของศีล 5 ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นเรื่องใหญ่ คนที่รักษาได้ทุกวัน ก็ได้เก็บอริยทรัพย์ให้กับตัวเองมากมายมหาศาล เพราะศีลนำมาซึ่งโภคทรัพย์และพาไปถึงพระนิพพานได้ค่ะ

คุณน้ำผึ้ง : ปกติน้ำผึ้งจะติดเป็นคนเอกซ์ตรีม พอวัตถุนิยมก็ไปสุดกู่เลย พอไม่เอาวัตถุนิยมก็เหมือนยาจก น้ำผึ้งเป็นคนสุดโต่งค่ะ แต่สุดท้ายไปไม่รอด ยังไงคำของพระพุทธเจ้าก็ถูกเสมอ คือทำอะไรให้พอดี ๆ เดินทางสายกลาง น้ำผึ้งได้อ่านหนังสือของท่านพุทธทาส รู้สึกว่าคำสอนของท่านนำสมัยและเป็นวิทยาศาสตร์มากจนปราบเด็กดื้ออย่างน้ำผึ้งได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเมื่อได้ไปรู้จักกับลูกศิษย์ท่านพุทธทาส คือ อาจารย์เล็ก ท่านใช้สมญานามว่า สนเฒ่าแสดงธรรม ท่านได้ให้ความกระจ่างในเรื่องธรรมะว่ายึดทำไม ที่ทุกข์อยู่ทุกวันนี้ก็เพราะความยึด ท่านสอนให้น้ำผึ้งรู้จักความว่างจากการยึดถือ เพราะปกติในสายงานของน้ำผึ้งจะวุ่นตลอด ไม่รู้จักความว่างเลย ซึ่งมันยากมากนะคะสำหรับคนที่เป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์อย่างน้ำผึ้ง ที่ต้องการจัดการทุกอย่างให้ออกมาเป๊ะและดีที่สุดเสมอ

หลวงตาท่านสอนว่า ทุกอย่างเป็นอนัตตา มีเกิด มีดับ มีเมื่อคิด ไม่คิดก็ไม่มี ซึ่งพอน้ำผึ้งเริ่มฝึกให้จิตอยู่นิ่ง ๆ ว่าง ๆ บ้าง ก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก มันเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ทำให้เราสบายใจได้มากที่สุด ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามาน้ำผึ้งจะใช้คาถา ปล่อยมัน ๆ ออกจากหัวใจ อยู่นิ่ง ๆ ว่าง ๆ กับปัจจุบัน ไม่ยึดถือตัวตน การที่น้ำผึ้งรู้จักอารมณ์ของตัวเอง ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ น้ำผึ้งถือว่านี่คือสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่แล้วละค่ะ

Cover 3 Girl1371

เข้าใจธรรมะและเห็นสัจธรรมของความทุกข์ขนาดนี้ ไม่ทราบว่ามีความคิดเห็นอย่างไรกับการไปนิพพานคะ

คุณบุ๋ม : นิพพานดีที่สุด บุ๋มถึงอยากบวชไง เพราะรู้สึกว่าถ้าเราสามารถบวชได้ คงจะปฏิบัติตนแล้วเข้าถึงนิพพานได้เร็วขึ้น แต่จริง ๆ มีหลายคนบอกว่า แค่อยู่กับตัวเอง ทำสมาธิ ตั้งจิตให้เป็นกุศล มีศีล ไม่ทำเรื่องแย่ ๆ ให้เกิดขึ้น ก็ถือว่าได้ปฏิบัติธรรมในระดับหนึ่งแล้ว แต่เรายังอยู่ในวงการบันเทิง ยังต้องแต่งหน้าทาปาก ต้องเล่นบทร้าย พูดจาผรุสวาท มันเลยเหมือนกับเรายังหนีไปไม่ได้

จริง ๆ บุ๋มอยากจะเกษียณตัวเองตั้งแต่ออกจากตำแหน่งนางสาวไทยแล้ว ไม่เคยวาดหวังว่าตัวเองต้องมาอยู่ในวงการสิบกว่าปีขนาดนี้ การที่มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ และส่วนใหญ่เป็นงานช่วยเหลือคนอื่น ทำให้บุ๋มเปลี่ยนเป้าหมายชีวิตตัวเอง แทนที่จะเอาตัวรอดคนเดียว ก็มามองว่า ในเมื่อชีวิตเราถูกกำหนดมาเป็นแบบนี้ ถูกเลือกให้เป็นผู้ช่วยสังคมอย่างนี้ ฉันก็ต้องอยู่ตรงนี้เพื่อต่อยอดให้คนอื่นต่อไป

คุณกิ๊ก : เมื่อก่อนเราก็ฟังผ่าน ๆ นะคะคำว่า “นิพพาน” พระพุทธเจ้าสอนว่านิพพานเป็นบรมสุข แต่พอมาปฏิบัติธรรมทำให้รู้ว่าไม่ง่ายเลยสำหรับการจะไปถึงที่สุดแห่งสุขคือพระนิพพาน หากเราต้องการพ้นทุกข์หรือไปถึงพระนิพพานจริง ๆ หน้าที่ของเราคือการปฏิบัติค่ะ ไม่ว่าจะภพไหนชาติไหน ทำไปเรื่อย ๆ เมื่อวันหนึ่งที่บุญบารมีของเราถึงเหมือนกับน้ำเต็มตุ่ม เต็มเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น กิ๊กมีความศรัทธาพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าเป็นไอดอล กิ๊กเชื่อว่าพระนิพพานมีอยู่จริงและกิ๊กก็กำลังเดินหนทางนั้นอยู่

ได้อ่านหนังสือท่านพุทธทาส ท่านบอกว่า หมดตัวกูของกูเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็นิพพาน ซึ่งถ้าเราลองน้อมนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน เราจะรู้ว่า หากเราไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีคำว่าตัวกูของกู มันก็ไม่ทุกข์ ท่านพุทธทาสเขียนไว้ในหนังสือว่า นิพพานไม่ยากเกินที่เราจะเข้าใจ ถ้าลองได้ลงมือปฏิบัติจะรู้ว่า เราสามารถนิพพานได้ทุกขณะค่ะ

คุณน้ำผึ้ง : น้ำผึ้งนึกไม่ออกว่านิพพานเป็นยังไง แต่น้ำผึ้งขออ้างคำท่านพุทธทาสที่ว่า นิพพานคือความเย็น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเย็น นั่นแหละนิพพาน ถ้าเราฝึกตัวเองให้เย็นขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ทำอะไรตามอารมณ์มากไป นิพพานก็จะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ คงจะคล้ายกับเป้าหมายของพระพุทธเจ้า ที่ต้องการให้เราละทิ้งความทุกข์ น้ำผึ้งว่าใจที่เป็นสุข ปราศจากทุกข์ บางทีเอาเงินพันล้านมาแลกก็ไม่ยอมจริง ๆ นะ อาจจะฟังดูเหมือนพูดเกินไป แต่น้ำผึ้งรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ น้ำผึ้งเคยดับทุกข์ด้วยการใช้วัตถุมาเยอะ สุดท้ายก็ดับทุกข์ไม่ได้ กลายเป็นว่ามีความอยากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่พอมาทางนี้ ทางของพระพุทธเจ้า มันหยุดได้จริง ๆ คือฉันไม่ต้องเปลี่ยนรถใหม่ ฉันก็มีความสุขได้มากกว่าเดิม

ในฐานะที่เป็นคนของประชาชนและเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคมและพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้างคะ

คุณบุ๋ม : บุ๋มจะช่วยงานท่าน ว.วชิรเมธีอยู่เป็นประจำค่ะ งานที่ช่วยท่านก็จะมีงานแปลเอกสาร แปลจดหมาย หรือบางทีก็ไปเป็นพิธีกรงานเปิดห้องสมุด หาทุนให้กับนักเรียน หาทุนสร้างห้องสมุด สร้างโรงเรียน แล้วแต่ท่านจะใช้เลยค่ะ บางทีก็ไปเป็นพิธีกรพากย์แข่งเรือ ตีกอล์ฟ หรืองานฟุตบอลการกุศล เรียกว่าท่านมีงานอะไรก็จะส่งมาให้เรา ทุกงานเป็นงานบุญ ซึ่งเราเต็มใจและภูมิใจมาก ๆ ที่ได้ทำ

บุ๋มไปช่วยท่าน ว.ตั้งแต่สมัยที่ยังมีแค่อาศรมอิสรชน ตอนนั้นห้องน้ำยังเป็นห้องน้ำติดแก๊สอยู่เลย จำได้เลยว่า ครั้งหนึ่งเข้าห้องน้ำแล้วไฟลุกพึ่บขึ้นหลังคา บุ๋มตกใจร้องลั่นเลย วันรุ่งขึ้นเลยเข้าไปในเมืองแล้วสั่งเปลี่ยนเป็นเครื่องทำน้ำอุ่นหมดทั้งวัดเลย ทุกครั้งเวลาไปกราบท่านก็จะเห็นศิษยานุศิษย์เพิ่มมากขึ้นทุกปี อันนี้คือความภูมิใจที่ได้เห็นเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้าวัดเพิ่มขึ้น เลยทำให้เรารู้สึกว่า “ดีเนอะ คนทำดีเยอะขึ้น สังคมจะได้น่าอยู่ขึ้น”

คุณกิ๊ก : ตอนนี้กิ๊กมีโอกาสได้จัดคอร์สวิปัสสนาและไปบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน กิ๊กอยากเพิ่มศรัทธาให้คนเข้าใจว่าธรรมะไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องธรรมดาที่เป็นจริงและถูกต้องสำหรับทุกคน อยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่าถ้าคุณปฏิเสธธรรมะก็คือปฏิเสธความจริง กิ๊กตั้งใจอยากเผยแผ่งานวิปัสสนากรรมฐาน อยากให้คนได้ปฏิบัติธรรมกันมาก ๆ เพราะกิ๊กรู้สึกว่านี่คือหนทางที่ใช่ที่จะทำให้ค้นพบความสุขที่แท้จริง แต่ประเด็นคือเวลาจัดคอร์สเราไม่ได้มีสปอนเซอร์ แต่ต้องควักสตางค์จ่ายเองทั้งหมด ซึ่งกิ๊กรู้สึกว่ารายได้ที่ได้จากการแสดงอย่างเดียวไม่พอทำบุญ ตอนนี้กิ๊กเลยทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเกี่ยวกับการดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนักด้วยเพราะกิ๊กต้องการเอารายได้และผลกำไรทั้งหมดมอบให้พระศาสนา ซึ่งที่ทำทุกวันนี้มีแต่ได้กับได้ เพราะมีแต่คนมีความสุข

คุณน้ำผึ้ง : น้ำผึ้งจะเน้นในส่วนที่เกี่ยวกับสัตว์มากกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงอินมากขนาดนี้ แต่มีความรู้สึกว่าเขาบริสุทธิ์ เราเองอยู่ในวงการมายามาทั้งชีวิตเลยรู้สึกว่าสื่อสารกับคนมันซับซ้อน บางทีมาในคราบของเพื่อนที่แสนดี แต่สุดท้ายก็มาแทงข้างหลัง น้ำผึ้งเลยคิดว่าคุยกับสัตว์จะง่ายกว่า สังเกตหรือไม่เวลาหมาจะกัดเรามันจะทำหน้าไม่เป็นมิตรมาก่อนเลย (หัวเราะ)

น้ำผึ้งช่วยเหลือสัตว์ป่าถูกทิ้งที่เขาเขียวค่ะ พวกลิงลม แมวดาว เพราะตอนที่เขาตัวเล็ก ๆ คนไปจับจากป่าเอามาเลี้ยง แต่พอโตเป็นวัยรุ่นสัตว์พวกนี้จะโหด เจ้าของก็จะเอามาทิ้งไว้ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว น้ำผึ้งก็เลยช่วยเขาหางบสร้างบ้านให้สัตว์พวกนี้ ซึ่งต่อไปจะมีการขยายโครงการนำสัตว์ไปปล่อยป่าแล้วมีจีพีเอสติดตามตัว เป็นโครงการที่ไม่ใหญ่มาก เพราะจะเน้นด้านอนุรักษ์มากกว่า น้ำผึ้งทำมานานแล้วเพราะรู้สึกว่าเขาน่าปกป้อง

สุดท้าย อยากทราบว่าความสุขและเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนคืออะไร

คุณบุ๋ม : ความสุขของบุ๋มคือการมีเวลาให้จิตนิ่งหลังจากเจอเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมาย การที่รู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ ได้อยู่กับตัวเองนั้นมีความสุขที่สุดแล้ว ถือเป็นแก่นแท้ของชีวิตเลย แต่ในฐานะแม่คนหนึ่ง ความสุขคือการได้เห็นลูกแข็งแรง ได้เรียนหนังสือ ได้อยู่ในสังคมที่ดี แต่ถ้าในฐานะนางสาวไทย ก็คือการได้ทำสิ่งดี ๆ เพื่อสังคมเพื่อประเทศชาติ ทุกวันนี้บุ๋มอยากทำงานให้ดีที่สุด มีคนถามบุ๋มว่า ทำงานหนักทุกวันนี้เพื่ออะไร คำตอบคือบุ๋มอยากให้ลูกสบาย เพราะเราไม่รู้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเลยตั้งใจจะทำงานเก็บเงินให้เยอะที่สุด เพราะอีกสามสี่ปีข้างหน้าอยากจะรีไทร์ตัวเองเอาจิตมาอยู่กับพระพุทธศาสนาตามรอยพระพุทธเจ้าบ้าง เท่านี้คือความสุขที่สุดแล้ว

คุณกิ๊ก : กิ๊กมีความสุขจากการทำดี คิดดี พูดดี ได้เห็นกิเลส ความไม่ดีที่นอนเนื่องอยู่ในตัวเอง และได้เพียรที่จะลดละมันในทุก ๆ วัน มีความสุขที่ได้เจริญสติทุกครั้ง ๆ ที่เราระลึกได้ ที่ต้องพูดอย่างนี้ เพราะทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเราไม่มีอะไรยึดมั่น ถือมั่นได้ ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ฉะนั้นถ้าเราอยากมีความสุข เราต้องปฏิบัติตัวตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน คือการมีสติอยู่กับปัจจุบันขณะ กิ๊กอยากจะมีเงินเยอะ ๆ เอาไว้ทำบุญ อยากจะทำงานทางโลกให้ประสบความสำเร็จ เพื่อที่จะได้นำปัจจัยเหล่านั้นมาช่วยงานพระศาสนาได้อย่างเต็มที่ โดยจะตั้งใจทำหน้าที่ของเรา ณ ปัจจุบันให้ดีที่สุด

คุณน้ำผึ้ง : ความสุขของน้ำผึ้งไม่ใช่แค่แต่งงานแล้วก็จบแฮ็ปปี้เอนดิ้งเหมือนในละคร แต่น้ำผึ้งมองความสุขที่หัวใจ ไม่ได้มองความสุขทางสถานะภายนอกแล้วค่ะ เพราะชีวิตผ่านมาหมดแล้ว น้ำผึ้งว่าการพัฒนาจิตใจตัวเองให้มีความฉลาดทางสติปัญญาเพิ่มขึ้นเป็นสิ่งที่ดูงดงาม คนเรามีเกิดแก่เจ็บตาย ความสวยไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป ถ้าเรามีจิตใจที่พัฒนาแล้ว มีความเมตตา ถึงเราจะแก่ จะไม่สวย แต่ก็ยังมีคนรัก ชีวิตของน้ำผึ้งตอนนี้เกินเป้าหมายที่อยากได้แล้ว น้ำผึ้งเคยฝันว่าอยากมีบ้านอยู่ต่างจังหวัด อยากเลี้ยงควาย อยากมีสวน ตอนนี้ก็มีครบหมดแล้ว เรียกว่าบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้แล้ว

ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตที่เหลือไปตามหัวใจ กลับมาเล่นละครเรื่องที่อยากเล่น กลับมาทำงานที่อยากทำ อาจจะเรียกได้ว่าเกษียณตัวเองแบบไม่เกษียณค่ะ


บทความน่าสนใจ

6 วิธีปลดบ่วง สุขภาพใจ วัยเกษียณ

ความสุขอันสูงสุด ของคุณหมอวัยเกษียณแพทย์หญิงศิวาพร จันทร์กระจ่าง

“สุขกับปัจจุบัน” มิว นิษฐา จิรยั่งยืน

ความสุขจากคำขอบคุณ บทความที่คนกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานควรอ่าน

 

keyboard_arrow_up