ถ้าไม่เคย “ล้ม” ผมคงไม่รู้ว่าการลุกขึ้นมามีค่าแค่ไหน กิก ดนัย จารุจินดา

ถ้าไม่เคย “ล้ม” ผมคงไม่รู้ว่าการลุกขึ้นมามีค่าแค่ไหน กิก ดนัย จารุจินดา

 “จมไม่ลง” ผม กิก ดนัย จารุจินดา ไม่เคยเข้าใจความหมายของคำคำนี้มาก่อน กระทั่งวันที่ผมต้องกลั้นใจยืมเงินเพื่อนสนิทเป็นครั้งแรกในชีวิต เพื่อจะรักษาภาพลักษณ์เท่ๆ หรูๆ ที่เคยมีเอาไว้ให้ได้ วันนั้นเองที่ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้ง!

ผม กิก – ดนัย จารุจินดา มีโอกาสได้เข้าวงการบันเทิงตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง ตอนนั้นเริ่มมีงานเข้ามาประปราย แต่ที่ถือว่าทำรายได้เป็นกอบเป็นกำก็คือ การเล่นละครและโชว์ตัว เพราะเพียงแค่ 2 อย่างนี้ก็ทำให้ผมมีรายได้หลักแสนแล้ว…ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นี่คือเงินก้อนแรกในชีวิตที่ผมหามาได้เอง

คราวนี้อยากได้อะไรก็ไม่ต้องขอพ่ออีกแล้ว ไม่ว่าจะโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า แว่นตา นาฬิกา ฯลฯ ถูกใจกี่สีกี่แบบผมจัดหมด ไม่ต้องมัวคิดให้เสียเวลา ชีวิตแสนจะมีความสุขสะดวกสบาย แต่แค่ไม่ถึงเดือน เงินแสนที่ว่าก็หมดเกลี้ยง! โชคยังดีว่า ตอนนั้นผมมีงานละครตามมาอีกสองเรื่อง มีงานโชว์ตัวอีกต่างหาก ไม่นานผมก็มีเงินก้อนใหม่เข้ามา แถมคราวนี้ยังเป็นเงินก้อนโตกว่าเดิมเสียด้วย ใจก็เริ่มคิดว่าจเอาเงินนี้ไปทำอะไรดี

“ซื้อรถใหม่ดีกว่า” จากที่เคยใช้รถราคาไม่กี่แสน ผมก็ขยับขึ้นมาซื้อรถราคาล้านต้นๆ แรกๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี แต่อะไรๆ ก็ไม่แน่นอนจริงๆ ครับ เพราะอยู่ๆ ผมก็ไม่มีงานละครเข้ามา งานโชว์ตัวก็พลอยไม่มีด้วย รายได้ลดฮวบ แต่รายจ่ายยังอยู่ครบเหมือนเดิม

ผมกดเงินออกมาใช้แทบจะวันเว้นวัน จนในที่สุดก็เหลือเงินติดบัญชีอยู่แค่ไม่กี่หมื่น คราวนี้ก็เริ่มแย่สิครับ ครั้นจะบอกพ่อ ผมก็ไม่กล้า เพราะกลัวโดนดุ ยิ่งคนอื่นด้วยแล้วยิ่งให้รู้ไม่ได้เลย เพราะผมกลัวว่าจะโดนเหยียบซ้ำเข้าไปอีก เรียกว่าทั้งเครียด ทั้งทุกข์สุดๆ เลย

ถึงตอนนี้ชีวิตเปลี่ยนทันทีครับ จากคนฟุ่มเฟือย เดินห้าง ช็อปปิ้ง กินหรูแทบทุกวัน ต้องกลายเป็นคนประหยัด จากคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น หน้าใหญ่ เฮไหนเฮกัน ก็ต้องคอยหลบหน้าเก็บตัวด้วยข้ออ้างต่างๆ นานา

แม้แต่น้ำมันรถจากที่เคยมีเต็มถังไม่เคยขาด คราวนี้ผมต้องค่อยๆ เจียดใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ใช้จนกระทั่งไฟสัญญาณขึ้นเตือนถึงได้เติม แต่บางครั้งก็เคยกะปริมาณน้ำมันที่เหลือผิด…ถึงขั้นรถดับกลางถนนให้ได้อายมาแล้วก็มี!

พอเครียดมากผมก็เริ่มถามตัวเองว่าลองหางานใหม่ๆ ทำไหม แต่ความหน้าบางของผมก็บอกว่า “อย่าทำนะ เราเป็นดารา” สุดท้ายเมื่อเงินเกือบจะหมดบัญชีจริง ๆ ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก จึงต้องกลั้นใจขอยืมเงินจากเพื่อนสนิทเอามาหมุนไปก่อน พร้อมกับกำชับว่า “อย่าบอกใครนะ กูอาย”

ผมตกอยู่ในสภาพเสือลำบากอยู่นานร่วมปี ในที่สุดก็มีข่าวดีเข้ามาว่า มีคนติดต่อให้ผมเล่นละคร จากคนที่กำลังจะล้มแล้ว อยู่ๆ ก็มีคนมาฉุดให้ลุกขึ้น ตอนนั้นหัวใจมันพองฟูไปหมด หัวก็เริ่มคิดทันทีว่า

TP_K_085

 “จากนี้ไปผมจะไม่มีวันกลับมาทุกข์มาเครียดอย่างนี้อีกแล้ว ผมจะต้องหาเงินล้านให้ได้ ซึ่งวิธีที่สำคัญที่สุดก็คือ ทำอย่างไรให้มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ต้องไปเรียนแอ็คติ้งเพิ่มและฝึกฝนตนเองทุกรูปแบบเพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นว่าผมเล่นละครดีจะได้จ้างผม”

ผมบอกตัวเองว่า จะไม่มีอีกแล้ว เด็กวัยรุ่นที่ฟุ่มเฟือย บ้าวัตถุ จะมีแต่เด็กวัยรุ่นที่บริหารจัดการ “เป็น” และมีเงินล้านที่สองให้ได้ แม้ว่าข้อหลังนี้จะยากสักหน่อยแต่ผมจะพยายามทำอย่างที่ คุณตัน ภาสกรนที พูดไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งว่า “เงินล้านแรกหายาก แต่ล้านต่อไปมันหาง่ายนิดเดียว” ให้ได้ ผมเริ่มจากการแยกบัญชีธนาคารออกเป็นบัญชีสำหรับ “ใช้จ่าย” กับบัญชี “เงินเก็บ” ซึ่งบัญชีหลังนี่ผมตั้งใจว่าจะไม่แตะต้องอย่างเด็ดขาด

ไม่กี่ปีต่อมาผมก็ทำได้อย่างที่ตั้งใจไว้จริงๆ ใช้เงินเป็น เก็บเงินเป็น แล้วก็ยังรู้จักลงทุนเพื่อต่อยอดสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อทอง ซื้อที่ดิน ฯลฯ สร้างความภูมิใจให้ตัวเองและครอบครัวเป็นที่สุด เมื่อลูกชายคนโตของบ้านเริ่มเป็นโล้เป็นพายเสียที

จะว่าไปแล้วการที่ผมมีวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็ต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของพ่อด้วยครับ พ่อของผมทำธุรกิจเนื้อไก่ หากจำกันได้ ประเทศไทยเคยเจอวิกฤติไข้หวัดนกระบาดครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2547 ช่วงนั้นธุรกิจของพ่อล้มไม่เป็นท่าเลยครับ ไก่ขายไม่ได้ ลูกค้าขาดความเชื่อมั่น แต่โชคดีที่พ่อยังมีสติแล้วก็รอบคอบ มีการบริหารจัดการที่ดี มีเงินทุนสำรองรองรับ ในที่สุด พ่อก็สามารถพาทุกคนผ่านวิกฤติการณ์ครั้งนั้นมาได้ภายในระยะเวลา 1 ปีโดยไม่มีหนี้สินติดตัวเลย

หลังจากนั้นไม่นานบ้านของผมก็เกิดไฟไหม้ วันนั้นบ้านทั้งหลัง ของทุกอย่างหายไปกับกองไฟ นั่นหมายความว่าทุกคนต้องเริ่มต้นใหม่หมด จำได้แม่นว่า แม่ผมและน้องร้องไห้เสียใจกันทุกคน มีแต่พ่อเท่านั้นที่ยัง “นิ่ง” และ “มีสติ” พ่อไม่ฟูมฟาย ไม่ปริปากบ่นว่าอะไรทั้งนั้น ค่อยๆ คิดค่อยๆ แก้ไขกันไป แม้จะขลุกขลักกว่าวิกฤติครั้งแรกอยู่บ้าง แต่สุดท้ายพ่อก็พาทุกคนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีอีกตามเคย…ความเป็นนักสู้ของพ่อนี่เองที่ผมค่อยๆ ซึมซับมาอย่างไม่รู้ตัว

ทุกวันนี้ผมไม่เคยเสียใจที่เคยล้ม กลับรู้สึกขอบคุณความลุ่มหลงของตัวเองในตอนนั้นเสียด้วยซ้ำ เพราะถ้าไม่ล้ม ผมก็คงไม่รู้ว่า การที่เราลุกเป็นนั้นมันมีค่า มีความหมายกับชีวิตมากแค่ไหน

 

Secret Box

หากจะพูดคำว่า “เดี๋ยว” ต้องเติมคำว่า “นี้” ตามหลังเสมอ “ทำเดี๋ยวนี้”

กิก – ดนัย จารุจินดา


บทความน่าสนใจ

ความสุขจากคำขอบคุณ บทความที่คนกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงานควรอ่าน

ถึงเวลาก็ต้อง “ปล่อย” เรื่องจริงของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ปล่อยวางความทุกข์

 

 

 

keyboard_arrow_up