ชีวิต ณ จุดศูนย์สุข…สุรางคณา  สุนทรพนาเวศ (3)

หลังเรียนจบปริญญาตรีจากธรรมศาสตร์  ตา (สุรางคณา สุนทรพนาเวศ) มีชื่อเสียงโด่งดังแบบสุดๆ มีงานเยอะไม่เว้นแต่ละวัน  แต่ก็ตัดสินใจทิ้งทุกอย่างเพื่อไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศญี่ปุ่น

ตาเป็นคนที่คิดอะไร  ทำอะไรไม่เหมือนคนอื่น  ตอนนั้นภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยดีมาก  เลยคิดว่าน่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่น  เพราะคิดว่าชาวต่างชาติคนอื่นที่มาเรียนที่นี่ก็ต้องเริ่มจากศูนย์เหมือนกัน  เราจะได้สู้คนอื่นได้  ก่อนไปหลายคนอาจไม่ทราบว่าตาเกือบจะได้เป็นนักร้อง  เพราะไปซุ่มร้องเพลงอยู่ในค่ายมูเซอของ พี่จิก -ประภาส  ชลศรานนท์  แต่สอบติดที่ญี่ปุ่นก่อนเดินสายทัวร์คอนเสิร์ต  เลยตัดสินใจทิ้งงานแสดงและนักร้องไปเป็นนักศึกษาอีกครั้ง

ตอนนั้นพี่จิกเพิ่งเปิดบริษัทเวิร์คพอยท์กับ พี่ตา - ปัญญา  นิรันดร์กุล  ตามีโอกาสได้ไปช่วยร้องเพลงช่วงคำถามในรายการว่า“ยังจำได้ไหม  จำได้หรือเปล่า…ยังจำได้ไหมจำได้หรือเปล่า”  ช่วงแรก ๆ เป็นเสียงร้องของตา  ก่อนที่จะมีผู้หญิงสองคนออกมาร้องและเต้นอย่างปัจจุบัน

เมื่อสอบเข้าเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่นได้ตาก็ตัดสินใจว่า ในเมื่อสอบได้แล้ว  เราก็ต้องคว้าเอาไว้

 

ชีวิตนักศึกษาในญี่ปุ่น

ปีแรกของการไปเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียวอินเตอร์เนชั่นแนล(Tokyo International University)  ตาต้องจ่ายค่าเทอมเอง  แต่พอเข้าปีที่สองตาก็สอบชิงทุนของรัฐบาลญี่ปุ่นได้  แถมยังสอบได้ถึงสองทุน คือ ทุนโรตารีและทุนมอนบูโช(Monbusho)  แต่ตาเลือกทุนมอนบูโชเพราะให้ทุนการศึกษามากกว่า  ด้วยความที่เป็นคนคุยเก่งและตั้งใจเรียน  ทำให้ตาเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นได้เร็ว สามารถข้ามชั้นของการเรียนภาษาไปในระดับที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ

ครึ่งปีแรกของการเรียน  ตาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้  ครึ่งปีหลังตาต้องนั่งท่องคำศัพท์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ต้องใช้ในการเรียนเป็นภาษาญี่ปุ่นและเขียนวิทยานิพนธ์

3 ปีในญี่ปุ่นให้ประสบการณ์ชีวิตที่ดีมาก  สอนให้ตารู้จักมีระเบียบวินัยและรู้คุณค่าของเวลา  ที่ญี่ปุ่นมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับที่อื่น ๆ ในโลกก็จริงแต่คนที่นี่ใช้เวลาอย่างคุ้มค่ามาก เมื่อก่อนตาเป็นคนเรื่อย ๆ  กินข้าวช้า  เดินช้า  พอไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นก็ต้องปรับให้เร็วขึ้น  นอกจากนั้นสังเกตว่า  ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน  จะเห็นคนญี่ปุ่นมีหนังสือติดมือตลอดเวลาแม้แต่ตอนที่รถไฟแน่น ๆ  มือหนึ่งโหนรถอีกมือก็อ่านหนังสือได้หน้าตาเฉย

ที่สำคัญ  คนที่นี่ยังรักษาประเพณีที่ดีงามไปพร้อม ๆ กับการเจริญเติบโตของเทคโนโลยี  สาว ๆ สามารถใส่ชุดกิโมโนปั่นจักรยานไปไหนมาไหนได้เป็นเรื่องปกติ  ตาเห็นแล้วก็ชื่นชม  และที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ  ความละเอียดอ่อนและใส่ใจกับสิ่งต่าง ๆทั้งอาหารการกิน  ข้าวของเครื่องใช้

ช่วงแรกของการเรียนที่นี่ผ่านไปด้วยดีจนกระทั่งถึงช่วงทำวิทยานิพนธ์  นอกจากจะยากเพราะต้องใช้ภาษาญี่ปุ่น  ตายังทะเลาะกับโปรเฟสเซอร์  ทำให้รู้สึกท้อแท้ใจจนไม่อยากเรียนต่อให้จบ  แต่โชคดีที่โทร.คุยระบายกับเพื่อนที่เคยเรียนธรรมศาสตร์มาด้วยกัน  เขาพูดกับตาว่า

“จำได้ไหมว่าเราเรียนเพื่ออะไร  เราเรียนเพื่อคนอื่นอีกมากมายที่ไม่มีโอกาส คนไทยสักกี่คนที่จะได้มาเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น  อย่าคิดถึงแต่ตัวเอง  ให้คิดถึงคนอื่นด้วย”

ตาได้ฟังเพื่อนพูดแล้วก็ฮึดสู้จนเรียนจบในที่สุด  เป็นการเรียนที่ต้องใช้ใจต่อสู้เป็นอย่างมาก  แต่เมื่อกลับมาประเทศไทยกลับมีคนนินทาว่าตาไปขายตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและไม่ได้ไปเรียนอย่างที่บอกใคร ๆ  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นแบบนั้นเยอะมาก  แต่เมื่อหลายคนได้เห็นใบปริญญาบัตรของตา ก็ไม่มีอะไรให้ต้องสงสัยอีกต่อไป

หลังจากเรียนจบใหม่ ๆ  ตาก็ลองสอบเข้าทำงานที่บริษัทในประเทศญี่ปุ่น  เพราะอยากวัดความรู้ความสามารถของตัวเองปรากฏว่า  สอบได้บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตจอแอลซีดี  แต่ทำได้แค่เดือนเดียวก็ลาออกเพราะอยากไปเรียนต่อปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ที่ประเทศอังกฤษ  ตอนแรกก็ไปเรียนภาษาที่ UCL College ก่อนหลังจากนั้นก็สมัครเรียนต่อที่ London School of Economics (LSE)  แต่ยังไม่ได้เข้าเรียน  ปรากฏว่า ประเทศไทยประสบกับภาวะต้มยำกุ้งเสียก่อน  ตาเลยตัดสินใจกลับมาทำงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง

เมื่อกลับมาจากญี่ปุ่นใหม่ ๆ  รายการต่างๆเชิญไปเป็นแขกรับเชิญเยอะมากเพราะแทบจะไม่มีดาราคนไหนที่เป็นรองนางสาวไทยแล้วไปเรียนต่อจนจบปริญญาโทจากประเทศญี่ปุ่น  นอกจากนั้นยังได้รับงานพิธีกรของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทย  ทั้งพิธีกรเปิดโรงงาน  พิธีกรฉลองครบรอบ10 ปี  ฯลฯ  เรียกว่างานเข้าเยอะมาก

 

ความเจ็บป่วยทำให้รู้จักธรรมะ

ตาอยู่วงการบันเทิงก็ใช้ชีวิตเหมือนคนในวงการทั่วไป  เหล้าก็ดื่ม  บุหรี่ก็สูบแต่ตาชอบเล่นกีฬามาก  ทั้งตีกอล์ฟ ดำน้ำจนถึงขั้นเปิดร้านสอนดำน้ำด้วยตัวเอง  ฟิตขนาดนี้ตาเลยไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแม้แต่น้อย

จนวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพประจำปีคุณหมอพบว่า  ท่อน้ำดีโตกว่าปกติ  ท่อน้ำดีของคนอื่นอาจจะกว้างแค่ 3 มิลลิเมตร  แต่ของตากว้างถึง 6 เซนติเมตร…ใหญ่มากจนคุณหมอตกใจ  ต้องขอตัดมาตรวจว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่

โรคท่อน้ำดีโตผิดปกติเป็นโรคที่พบน้อยมาก  มันจะโตตามวัยของเราไปเรื่อย ๆ ตอนเด็ก ๆ ตาคิดว่าตัวเองอาจเป็นโรคบิดเพราะมักจะปวดท้อง  อาเจียนมีน้ำเหลือง ๆขม ๆ ออกมา  แต่ความจริงมันคืออาการของโรคนี้นั่นเอง

โชคดีว่าชิ้นเนื้อที่นำไปตรวจ  คุณหมอไม่พบว่าเป็นเนื้อร้าย  แต่ท่านแนะนำว่าถ้าทิ้งไว้อาจจะมีโอกาสเป็นมะเร็ง  ตาเลยตัดสินใจตัดออก  ความเจ็บป่วยในครั้งนี้ทำให้ตารู้ซึ้งกับคำว่า “อนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา” มาก  จากที่เมื่อก่อนรู้สึกต่อต้านกับคำสอนภาษาบาลี  ไม่เข้าใจว่าต้องพูดคำยาก ๆ ทำไม  เพื่อนเคยให้หนังสือ “คู่มือมนุษย์” ของท่านพุทธทาสมาอ่านตอนอกหักก็หันไปด่าเพื่อนว่า  “มึงเห็นกูไม่เป็นมนุษย์เหรอ”  แต่ในวันที่เจ็บป่วย  ตาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องเรียนรู้เรื่องความไม่เที่ยง

จากคนที่เคยร่างกายแข็งแรง  บ้าพลังทำงานวันหนึ่งประมาณ 16 ชั่วโมง  แต่หลังผ่าตัด  คุณหมอให้นอนพักผ่อนสิบกว่าวัน  นอกจากจะรู้สึกเบื่อมากแล้ว  เวลาหายใจเข้าก็จะรู้สึกปวดแผลมาก  เพราะแผลผ่าตัดค่อนข้างใหญ่  พอยาชาหมดฤทธิ์ ตาปวดเหมือนจะตายให้ได้  รู้สึกเลยว่าหายใจออกเหมือนสวรรค์หายใจเข้าเหมือนนรกสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้

นั่นเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญญาเห็นธรรม“เออหนอ…ร่างกายนี้เป็นทุกข์”  เวลาร่างนี้เป็นทุกข์  พ่อแม่พี่น้องก็ไม่สามารถมาทุกข์แทนเราได้  “ฉันเจ็บก็เจ็บคนเดียว  ฉันทุกข์ก็ทุกข์คนเดียว  ฉันตายก็ตายคนเดียว”เมื่อเห็นอย่างนี้ตาเลยเกิดความคิดว่า  เราไม่อยากเกิดอีกแล้ว  คิดว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์มีแต่ทุกข์  มีหนทางไหนที่เราจะพ้นทุกข์บ้างไหม

ในวันนั้นตาหยิบหนังสือของท่านพุทธทาสมาอ่าน  เข้าใจบ้าง  ไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง  ตาเริ่มด้วยการเลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด  เพราะไม่อยากทำร้ายร่างกายตัวเอง  และใช้ชีวิตด้วยการทำงานครึ่งเดือน ไปศึกษาธรรมะที่วัดอีกครึ่งเดือน  แรก ๆ ก็ไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ตอนหนึ่งทุ่มทุกเย็นตั้งจิตอธิษฐานว่า  “ไม่ว่าฝนจะตก  แดดจะออก  หรือเกิดอะไรขึ้น ฉันก็จะมาสวดมนต์ให้ได้ทุกวันให้ครบ 3 เดือน”  และแค่การไปสวดมนต์อย่างเดียวก็ทำให้ตารู้ว่า  ตัวเองได้ปฏิบัติบารมีหลายข้อมาก  ทั้งวิริยะบารมีขันติบารมี  สัจจะบารมี  และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ตาเลิกบุหรี่ได้สำเร็จเพราะเรามีจิตใจที่เข้มแข็งมากขึ้นเรื่อย ๆในการต่อสู้กับกิเลส

หลังจากนั้นตาก็เริ่มฟังธรรมมากขึ้นและครั้งหนึ่งก็เคยไปบวชชีที่วัดเขาสมโภชน์ จังหวัดลพบุรี  ได้กลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้ง  ได้เรียนพระอภิธรรมอย่างลึกซึ้ง ตอนนั้นเพื่อน ๆ ในวงการไม่ค่อยมีใครรู้เพราะสมัยก่อนการปฏิบัติธรรมยังอยู่ในวงจำกัด  แต่บวชได้ 15 วันตาก็กลับมาใส่วิกเล่นละครต่อ  ในช่วงเวลานี้เองที่ตาเริ่มได้เป็นพิธีกรงานที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาได้ช่วยเหลืองานของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหามกุฏราชวิทยาลัย  ได้มีโอกาสพบเจอกับพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากมาย  รวมถึงได้รับโอกาสให้ไปบรรยายธรรมในทัณฑสถานหญิง  ซึ่งทำให้ตาได้พบกับเพื่อนคนหนึ่งที่เคยประกวดนางงามมาด้วยกัน

เพื่อนคนนี้เป็นคนสวย  แถมยังนิสัยดี  แต่เมื่อมองที่ข้อเท้า  ตาก็ถึงกับตะลึง!…

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

keyboard_arrow_up