ธนวัชร์ เกตน์วิมุต ชายผู้ตามหาคุณค่าของการมีชีวิต

ธนวัชร์
ธนวัชร์

ธนวัชร์ เกตน์วิมุต ชายผู้ตามหาคุณค่าของการมีชีวิต

หลายปีก่อนระหว่างขับรถฝ่าการจราจรอันคับคั่ง หนุ่มพนักงานออฟฟิศเกิดคำถามกับตัวเองว่า “เกิดมาทำไม” แม้ว่าการงานกำลังรุ่งโรจน์ แต่ไม่อาจมอบความสุขที่แท้จริงให้เขาได้ ชายหนุ่มตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง ตั้งใจไปอุปสมบท

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบางประการทำให้ไม่สามารถครองผ้าเหลืองได้ดังใจคิดเขาจึงตัดสินใจอุทิศชีวิตให้กับพระพุทธศาสนาในฐานะฆราวาส ด้วยการพาผู้คนรอบข้างออกจากความทุกข์และเข้าถึงธรรม จากการสอนสมาธิบนวิถีโยคะ หรือ “โยคะภาวนา”พร้อมจัดกิจกรรมพูดคุยเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ

นับแต่วันนั้น ดล – ธนวัชร์ เกตน์วิมุตหรือที่ใคร ๆ เรียกกันว่า “ครูดล” ก็ค้นพบคำตอบแล้วว่า เขาเกิดมาทำไม

ครูดลเริ่มต้นสนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็กเลยหรือเปล่าคะ

ตั้งแต่อายุ 15 ปีครับ ตอนนั้นผมเป็นอีสุกอีใส หมอบอกว่าเป็นเคสหนักมากที่สุดเพราะตุ่มขึ้นเต็มตัวชนิดไม่เห็นเนื้อที่ว่างเลยเจ็บแสบไปหมด ได้แต่นอนนิ่ง ๆ และทำใจยอมรับมัน ในขณะที่ผมนอนนิ่ง ๆ อยู่นั้นก็เกิดภาวะนิ่ง สงบ จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองลอยขึ้นมา รู้สึกเป็นสุขมาก ๆ โดยไม่เข้าใจว่าคืออะไร มารู้ทีหลังว่านั่นเป็นอารมณ์สมาธิผมเข้าใจว่าตัวเองคงมีพื้นเรื่องการปฏิบัติธรรมที่เคยสั่งสมมา เป็นของเก่าที่รอฟื้นขึ้นอีกครั้ง

สามปีต่อมาไปเห็นป้ายประกาศเชิญชวนปฏิบัติธรรม 7 วัน ของ คุณแม่ ดร.สิริกรินชัย ผมรู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างดึงดูดให้เข้าไปศึกษา ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่าการปฏิบัติธรรมเป็นอย่างไร แต่ก็อยากไปให้ได้ จึงชวนแม่ไปด้วย ครั้งนั้นจึงนับเป็นครั้งแรกของการปฏิบัติธรรมของผมกับแม่ แต่ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องธรรมะเท่าไหร่ มีแต่เจ็บขาปวดเมื่อยตามตัว (หัวเราะ)

ตอนอายุ 25 ปี ผมทำงานเป็นเซลส์ขายโฆษณาของหนังสือพิมพ์ เดอะเนชั่นตั้งใจจะบวชตามประเพณี 15 วันเพื่อทดแทนพระคุณเตี่ยกับแม่ ตอนแรกจะบวชวัดเดียวกันกับเพื่อนสนิท แต่ญาติชวนไปบวชที่วัดราชบพิธ จึงต่างคนต่างแยกย้ายกันไปบวช

ก่อนบวชผมเอาน้ำไปล้างเท้าเตี่ยกับแม่แล้วเช็ดเท้าท่าน ก่อนก้มลงไปกราบเพื่อขออโหสิกรรม ทั้งสองท่านหย่ากันแล้วตั้งแต่ผมยังเด็กและก็ยังทะเลาะกันอยู่ แต่พอผมก้มกราบและเงยหน้าขึ้นมา ก็เห็นเตี่ยกับแม่น้ำตาไหล เตี่ยพูดกับแม่ว่า “กูขอโทษมึงมึงเลี้ยงลูกได้ดีมาก” แล้วยกมือไหว้แม่ทำเอาพี่ชายกับน้องสาวผมน้ำตาไหล ผมไม่เคยคิดหรือมีเป้าหมายมาก่อนว่าจะทำให้ท่านดีต่อกัน คิดแค่ว่า เดี๋ยวเป็นพระแล้วท่านต้องมากราบเรา ฉะนั้นขอกราบท่านก่อนเหตุการณ์นั้นทำให้รู้ว่าการกระทำของเรามีพลังสิ่งที่ผมทำคือธรรมะที่มอบให้เตี่ยกับแม่ เป็นธรรมะที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง คือคนหนึ่งลดตัวตนลงมาก ๆ และอีกคนหนึ่งก็ให้อภัย

วันที่มาบวชมีอีกคนที่ไม่รู้จักมาบวชพร้อมกัน คนอื่นจึงเรียกเราเล่น ๆ ว่า “พระแฝด” พระอีกรูปตั้งใจบวชนานกว่าผม พอบวชไปได้ประมาณ 10 วัน เขาบอกว่าจะไปอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน และชวนให้ไปด้วยกัน ผมอยากไปมากจึงตอบตกลงแล้วโทรศัพท์บอกแม่ว่าจะไม่สึกแล้ว เพราะถ้าไปฝึกปฏิบัติกับหลวงตา การบวชจะยาวนานไม่มีกำหนด ตั้งใจจะลาออกจากงานเลย ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้คิดแบบนี้ แต่พอแม่รู้ก็พูดกับผมว่า ถ้าไปอย่างนี้แล้วใครจะเลี้ยงแม่พอแม่พูดคำนี้ผมเลยไปไม่ได้ แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร ยังไม่ใช่โอกาสของเรา จึงกลับมาทำงานเหมือนเดิม

ชีวิตการทำงานเป็นอย่างไรบ้างคะ

ช่วงที่เป็นเซลส์ขายโฆษณา ผมแทบไม่ได้ขายเลย ลูกค้าซื้อง่าย ๆ อาทิตย์แรกก็ได้ตามเป้าแล้ว ผมไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักขายที่เก่งเลย ผมเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่หลายปี หลังจากนั้นมีโอกาสไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศช่วงหนึ่ง แล้วกลับมาทำงานเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฝึกอบรมของบริษัทรถไฟฟ้าบีทีเอสอีก 7 ปี ก่อนจะลาออก แต่ช่วงที่ทำงาน ถ้ามีเวลาผมจะไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมหรือไม่ก็นั่งสมาธิเองที่บ้าน

การปฏิบัติธรรมให้อะไรบ้างคะ

ตอนยังทำงานที่ เดอะเนชั่น ผมเคยไปเข้าคอร์สของ พระอาจารย์สุเมโธ (พระราช-สุเมธาจารย์) หนึ่งสัปดาห์ ตอนที่ท่านมาสอนที่เมืองไทย สมัยนั้นผมสูบบุหรี่จัดมากวันละซอง ในคอร์สไม่มีข้อห้ามสูบบุหรี่ แต่ผมไม่รู้จึงไม่ได้ซื้อไปสูบ กระทั่งปฏิบัติจนถึงวันที่สาม ผมอยากสูบบุหรี่จนเหงื่อแตก นั่งสมาธิอยู่ก็ร้อนไปหมด เข้าใจว่าคงเหมือนคนอยากยา เผอิญตอนนั้นพระอาจารย์สุเมโธเดินมาแล้วเทศน์เรื่องความเจริญ ความเสื่อมท่านบอกว่า “สิ่งใดก็แล้วแต่บนโลกนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องไปถึงจุดสูงสุด เมื่อถึงจุดสูงสุดทุกสิ่งก็จะตกลงมา”

ขณะฟังผมกลับมาดูความอยากในตัวเอง เห็นมันกำลังเจริญมากขึ้นเรื่อย ๆไม่มีอารมณ์อื่นเลย มีแค่อารมณ์อยากสูบเท่านั้น ยิ่งดูไปเหงื่อก็ยิ่งไหล เหมือนยิ่งตั้งใจมันก็ยิ่งออกแรงทรมานเรา ผมดูต่อไปว่าจุดสูงสุดของมันคือตรงไหน แล้วจะเป็นอย่างไร เฝ้าดูไปเรื่อย ๆ กระทั่งถึงจุดหนึ่งจู่ ๆ ความอยากทั้งหมดก็สลายลง ผมรู้สึกเย็นวาบลงมา ผมเข้าใจแล้วว่า อ๋อ สงสัยมันตกลงมาแล้ว มันเสื่อมแล้ว รู้แล้วว่าที่น้ำลายสอ ๆ นี้หายไปแล้ว ผมพบธรรมะง่าย ๆ แบบนี้ เป็นธรรมะที่ช่วยเกลาตัวเราโดยเฉพาะลดความอยากที่ต่อสู้ได้ยากหลังจากวันนั้นผมไม่สูบบุหรี่อีกเลย

พอโตขึ้นมาหน่อย มีพี่ชวนไปวัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร เป็นการเจริญสติสายหลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ ผมเป็นคนเรียนรู้ได้ทุกสายก็ลองไปทำ เป็นครั้งที่ฝึกหนักมาก เดินจงกรมติดต่อกันนานหลายชั่วโมงจนระบมไปหมด แค่เอาฝ่าเท้ากระทบพื้นก็เจ็บไปหมด วันหนึ่งหลังจากกินข้าวเสร็จ เผอิญฝนตก ผมเอาเก้าอี้ไปนั่งใต้ต้นไม้แล้วตั้งใจยกมือสร้างจังหวะอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าก็เกิดสัมผัสธรรมะอีกครั้ง จู่ ๆ ก็เหมือนจิตผมรวมเป็นหนึ่ง มีพลังงานเกิดขึ้น ความระบมหายไป รู้สึกโปร่ง โล่งเบา ผมแปลกใจจึงลองเดินดู ปรากฏว่าไม่เจ็บแล้ว ทั้ง ๆ ที่ก่อนนี้ยังระบมอยู่เลยสงสัยธรรมโอสถเป็นแบบนี้

ผมเริ่มจับสังเกตตัวเองได้ว่า ผมไม่หิวแม้จะมีเสียงระฆังดังให้ไปรับน้ำปานะไม่ง่วงไม่เพลียเหมือนวันก่อน ๆ เห็นกายเคลื่อนไหวอย่างมีสติต่อเนื่องตลอดกระทั่งเข้านอน คืนนั้นผมนอนแค่สามชั่วโมงก็รู้สึกมีพลังเต็มที่ ครั้งนั้นจึงเข้าใจคำว่า “เนสัชชิก” พระที่กินน้อย นอนน้อยได้ เพราะปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เป็นภาวะที่เกิดขึ้นเองเมื่อทำเหตุจนพร้อม ไม่จำเป็นต้องฝืน พอได้สัมผัสธรรมะมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็มีกำลังใจจะทำทุกครั้งที่มีโอกาส

งานทางโลกก็รุ่ง ส่วนทางธรรมก็พัฒนาควบคู่กันไปได้เรื่อยๆ ทำไมถึงลาออกจากงานคะ

ตอนทำงานที่บีทีเอสปีที่ 6 ระหว่างผมขับรถจากบ้านที่หลักสี่ไปบริษัทแถวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เหมือนทุก ๆ เช้าไม่รู้เป็นเพราะความจำเจหรือเปล่า ผมถามตัวเองว่า เราเกิดมาเพื่อจะเป็นแค่นี้เหรอผมรู้สึกว่าไม่ใช่ แต่เกิดมาเพื่อเป็นอะไรไม่รู้

กระทั่งวันหนึ่งไปเรียนเรื่องการย้ายเส้น(นวดแผนโบราณ) ลูกชายของอาจารย์ที่สอนเป็นเด็กอายุแค่ยี่สิบกว่า ๆ ที่รู้วิชาพยากรณ์จากตำราซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ผมลองให้เขาพยากรณ์ เขาบอกว่าผมจะมีชีวิตไม่ถึงวันเกิด ถ้านับแล้วประมาณสิบเดือนตอนแรกผมตกใจมาก ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครทักว่าเราจะตาย เขาบอกว่าผมจะประสบอุบัติเหตุร้ายแรง แต่จะไม่ทุกข์ทรมานก่อนตาย และบอกว่าผมเกิดมาเพื่อทำหน้าที่หนึ่ง แต่ยังทำไม่เสร็จ เขาอยากให้ผมทำให้เสร็จก่อนตาย เป็นหน้าที่ส่งคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผมตอบทันทีว่า “โหไม่เอาหรอก ไม่ชอบเป็นไกด์” (หัวเราะ)

ผมไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร เขาก็หัวเราะแล้วบอกว่า ไม่ใช่อาชีพแบบนั้น แต่เป็นหน้าที่เขาก็เรียกไม่ถูกเหมือนกัน เขาแนะนำวิธีต่ออายุให้ผม แต่ผมไม่ได้ทำเพราะต้องทำนู่นนี่เยอะ รุงรัง ถ้าจะตายจริง ขอบวชแล้วตายในผ้าเหลืองดีกว่า ผมไม่ได้กลัวตาย แค่คิดว่าขอให้มีธรรมะอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตตอนแรกจากที่ตกใจก็เปลี่ยนเป็นขอบคุณเขาเป็นอีกครั้งที่จิตมันวกกลับเข้ามาหาธรรมะ

คุณแม่อนุญาตให้บวชไหม

ไม่ครับ แม่ทำใจไม่ได้ แม่ไม่เชื่อเรื่องคำทำนาย หรืออีกใจแม่อาจคิดว่าผมหาเหตุผลมาอ้างอีกแล้ว ผมเสียดายและเสียใจมากแต่ก็คิดได้ว่าเราคงทำเหตุอะไรไว้ สิ่งต่าง ๆจึงไม่เกื้อกูลให้ได้บวช

หลังจากนั้นไม่นานก็รู้สึกว่าการใช้ชีวิตทางโลกมันซ้ำซากจำเจ เกิดความเบื่อหน่ายสังเวชในการใช้ชีวิต มันทุกข์ ไม่ใช่สุขที่แท้จริง ปกติผมไม่ใช่คนมีความทุกข์เลยนะแต่รู้สึกว่าความจำเจในการเกิดมันเป็นทุกข์อย่างที่พระพุทธองค์ทรงสอน ผมรู้สึกว่าพอแล้ว อยากปฏิบัติธรรม บวชไม่ได้ไม่เป็นไร แต่จะไปในฐานะฆราวาส ผมจึงตัดสินใจลาออก พอแม่รู้ก็ช็อก ไม่ยอมให้บวช ผมจึงไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมแทนเหมือนชีวิตเริ่มนับหนึ่งทางธรรมใหม่อีกครั้ง

ครั้งนั้นการปฏิบัติก้าวหน้าไปไกลขนาดไหนคะ

พอมีเวลาทำมากขึ้น ผมก็พบสภาวธรรม ได้สัมผัสธรรมะที่ลึกซึ้งที่สุดในชีวิตเข้าใจกฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเกินระดับที่เคยเข้าใจจากการอ่านหรือฟังบรรยาย เพราะเกิดจากประสบการณ์โดยตรงแต่บอกใครไม่ได้ เพราะสิ่งที่รู้มันเหนือคำพูด เล่าไม่ได้ มันบรรยายไม่ถูกจริง ๆได้แต่เก็บเป็นต้นทุนไว้ภายในตัวเอง

ครูดลนำการภาวนาทางพุทธมาประยุกต์ใช้กับโยคะได้อย่างไรคะ

ครั้งหนึ่งผมไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกเมื่อย ช่วงพักผมจึงนั่งหลับตาแล้วก้มไปข้างหน้าทำท่าดัดตัวเพื่อบิดขี้เกียจทำเสร็จก็รู้สึกสบาย พอลืมตาขึ้นมามีคนบอกว่า “ช่วยสอนโยคะหน่อยสิ” ผมจึงตอบว่า “ทำโยคะไม่เป็น” แต่คนถามยืนยันว่า “เมื่อกี้ไง ทำโยคะไม่ใช่เหรอ สวยออก”ผมก็แปลกใจแล้วตอบไปว่า “ไม่ใช่ บิดขี้เกียจเฉย ๆ” (หัวเราะ)

หลังจากนั้นผมจึงลองเข้าคลาสโยคะในฟิตเนส เวลาครูบอกให้ทุกคนฝึก ผมก็ฝึกตามเขา แต่สิ่งที่ผมทำเพิ่มจากครูคือการรู้กายใน ขณะที่กายนอกเคลื่อนไหวกายในก็รู้ ผมรู้สึกว่าการปฏิบัติแบบนี้ดีเพราะเราละเอียดกับตัวเองมาก เป็นการรู้กายในแบบไม่ต้องนั่งนิ่ง ๆ ตลอดเวลา

กระทั่งวันหนึ่งผมเห็นโฆษณาเปิดสอนหลักสูตรครูโยคะในหนังสือพิมพ์ ตอนนั้นผมยังทำงานที่บีทีเอส ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่เราจะได้แบ่งปันให้เพื่อนพนักงานตอนนั้นคิดแค่นั้นเอง แค่อยากแบ่งปัน ถ้าพูดเป็นธรรมะก็คงเป็นความเมตตาที่เราบ่มเพาะมา จึงออกเงินไปเรียนเอง แล้วกลับมาเปิดคอร์สสอนโยคะฟรีให้พนักงานในบริษัท พอได้เป็นผู้ให้และได้เห็นคนมีสมาธิ ผมมีความสุขมาก ตอนเรามีสมาธิก็สุขมากแล้วนะ แต่พอเราเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนได้พบความสงบ แม้จะช่วงหนึ่งไม่ถึงกับพ้นทุกข์ มันก็เป็นสุขยิ่งกว่า

พอผมลาออกจากงาน คนก็เริ่มเชิญให้ไปเป็นครูโยคะ แต่ผมเน้นสอนในเชิงธรรมะประยุกต์ คือผสมผสานระหว่างโยคะกับธรรมะเข้าด้วยกัน โดยออกแบบการสอนทั้งหมดเป็นกระบวนการเวิร์คชอปให้คนได้ฝึกปฏิบัติ มีกระบวนการใคร่ครวญให้เข้าไปเจอกับตัวเอง ผมรู้สึกว่าการสอนแบบนี้มีประโยชน์ พระพุทธองค์ก็ทรงวางวิธีการสอนแบบนี้ไว้ อย่างครั้งที่ท่านให้พระกีสาโคตมี-เถรีซึ่งสูญเสียบุตรไปเสาะหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากบ้านที่ไม่เคยมีคนตาย ปรากฏว่าทุกบ้านล้วนแต่มีคนตายทั้งสิ้น นางจึงได้ข้อสรุปว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดาของสิ่งมีชีวิตท่านสอนธรรมะง่าย ๆ อย่างนี้ ผมจึงนำวิธีการสอนอย่างนี้มาใช้ แล้วออกแบบเป็นค่ายโยคะภาวนากับการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ

แล้วภารกิจ “ส่งคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” เริ่มต้นเมื่อไหร่คะ

ตอนแรกผมก็ยังไม่เข้าใจคำว่า “ส่งคนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” มาเข้าใจเมื่อผมลาออกจากงานแล้วไปเรียนต่อปริญญาโทสาขาวิชาชีวิตและความตาย ที่มหาจุฬาลงกรณ-ราชวิทยาลัย มีชั่วโมงที่ต้องไปฝึกงานด้วยการพูดคุยกับผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยนำเทคนิคการให้คำปรึกษาเชิงพุทธที่เรียนมาไปฝึกปฏิบัติ ไม่รู้เพราะอะไรผมได้เคสฝึกงานที่ยากมาก จนอาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าไม่รู้ทำไมได้เคสยากขนาดนี้ ที่บอกว่ายากเพราะเขาเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ซีกขวา ทำกายภาพมาแปดเดือนแล้วแต่ไม่ดีขึ้น เขาตัวคนเดียวลูกสาวเล็กมาก ไม่สามารถมาดูแลพ่อได้ภรรยาก็แยกทางกันไปแล้ว ญาตินำมาทิ้งไว้ที่โรงพยาบาล ทุกครั้งที่เตียงเต็มเขาจะรู้สึกผิด คิดว่าตัวเองอยู่ได้เพราะมีเส้น และคิดว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ทำกายภาพก็ไม่ดีขึ้นไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เขาซึมเศร้าถึงขนาดอยากฆ่าตัวตาย

ผมไปเยี่ยมเขาทุกอาทิตย์ ความจริงอาจารย์ให้ฝึกพูดคุยกับเขาแค่อาทิตย์ละชั่วโมง แต่ผมตั้งปฏิทินไว้อาทิตย์ละสองชั่วโมง ชั่วโมงหนึ่งฝึกโยคะ โดยออกแบบท่าสำหรับคนนอนบนเตียงที่ใช้ซีกขวาไม่ได้และท่าสำหรับนั่งวีลแชร์ ส่วนชั่วโมงที่สองพูดคุยกับเขาตามที่เรียนมา ใช้วิธีดูแลแบบนี้ไปพร้อมกัน ประมาณสองเดือนหลังจากนั้นวันหนึ่งเขาบอกว่า “ครูดลครับ วันนี้ผมมีอะไรจะให้ครูดลดู เชิญครูนั่ง” เขาจัดโซฟาพร้อมน้ำส้มคั้นที่ให้แม่บ้านไปซื้อมา จากนั้นเขาเข็นวีลแชร์มาหน้าโซฟา เอามือยัน แล้วก็ลุกขึ้นยืน ตอนนั้นผมน้ำตาคลอ พอเห็นเขาเริ่มก้าวเท้าเดินได้ด้วย ผมน้ำตาไหลเลยเขาขอบคุณแล้วบอกว่า อยากให้ผมเห็นเป็นคนแรก เขาเกือบตายแล้ว ถ้าไม่ได้ผม ไม่รู้จะเป็นอย่างไร

ตอนนั้นใจมันฟูฟ่อง โอ้โห เราทำได้ขนาดนี้เหรอ วิชาที่ผมเรียนมันเป็นเชิงพุทธที่สอนให้เราเห็นตัวเอง อาจารย์แนะนำให้ผมทำกระบวนการคืนชีวิตให้เขา เหมือนแม่นกที่ฟูมฟักลูกนกจนถึงวันบินได้ เมื่อถึงเวลาก็ต้องปล่อยเขาไป ผมบอกว่า ที่เขาเดินได้ไม่ใช่เพราะผม ขอให้เขาขอบคุณความเพียรของตัวเอง ไม่ต้องขอบคุณผม ผมต่างหากต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ผมได้มาฝึก ได้มีช่วงเวลาพิเศษ ผมทำให้เขาคลายจากความยึดติดว่าต้องทำดีกับผมเพราะเป็นบุญคุณต่อกันสามเดือนต่อมาเขาก็กลับบ้านไปใช้ชีวิต ไปมีอาชีพของตัวเอง

อีกเคสหนึ่งเป็นผู้ป่วยเด็กอายุสามขวบผมเจอน้องที่โรงพยาบาลขณะไปเป็นจิตอาสาพ่อแม่ทิ้งเขาไว้ที่นั่นสามปีแล้วเพราะไม่มีเงินไปเยี่ยมลูก น้องตัดลำไส้ออกไปแล้ว ทำให้ต้องสวนทวารทุกวัน เขาเป็นเด็กสมาธิสั้นไม่เคยพูด ไม่เคยยิ้ม ตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไปครึ่งหนึ่ง ดูแล้วน่าสงสาร ไม่รู้เพราะอะไรทำให้เราได้เจอกัน และเหมือนน้องมีปฏิสัมพันธ์กับผมมากกว่าคนอื่น ผมแค่เอาหน้าไปไซ้ท้องน้องเล่นเบา ๆ แค่นั้นเขาก็หัวเราะ น่ารักมาก ทุกคนในชั้นหันมาดูแล้วเดินมาถามว่าทำอย่างไรให้น้องหัวเราะได้หลังจากนั้นจู่ ๆ น้องก็เรียกผมว่า “พ่อดล”ตอนที่เขาสวนทวารแล้วเจ็บก็จะจับมือผมไว้มันเกิดความเชื่อมโยงอะไรบางอย่าง กระทั่งวันหนึ่งน้องตาย ผมไม่ร้องไห้ ไม่เสียใจเพราะทุกครั้งที่อยู่กับเขาผมเต็มที่แล้ว

สองเคสนี้ถือเป็นพลังและทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า อ๋อ หน้าที่ของเราคือทำให้คนเดินไม่ได้กลับมาเดินได้ และทำให้คนที่ทุกข์มาก ๆ ทุกข์น้อยลง นี่แหละคือการเคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หลังจากนั้นผมก็ยังไม่ตายนะ (หัวเราะ) ผมทำแบบนี้มาเรื่อย ๆส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผมคิดว่าผมไม่ได้ทำให้เขาเคลื่อนจากความตาย แต่เคลื่อนจากสิ่งที่ติดค้างในใจมากกว่า

คุณแม่เข้าใจเรื่องนี้ด้วยไหมคะ

ผมพาแม่เคลื่อนที่จากความแค้นด้วยเมื่อก่อนพอรู้ว่าตาทิ้งแม่ไปตอนสองขวบตอนที่ยายเสีย แม่จึงเป็นเด็กกำพร้า ถูกทิ้งไว้บ้านญาติ ต้องทำงานแลกกับข้าว แม่ลำบากมากจึงโกรธเกลียดพ่อตัวเอง คิดว่าทำไมพ่อไม่รัก กระทั่งแม่อายุสิบหกปี ตาคงสำนึกจึงกลับมาหา แม่ไม่ได้โผเข้าไปกอดตา แต่กลับร้องไห้แล้วไล่ตากลับไป ไม่ยอมคุยด้วยไม่ไยดี ตาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กลับไป ผมจำได้ว่าวันที่ตาเสีย แม่บอกว่า “เดี๋ยวจะไปงานศพ ไปกรวดน้ำคว่ำขัน” ขนาดตาตายแล้วนะ แม่ยังแค้นมากขนาดนี้

กระทั่งวันหนึ่งผมขับรถไปส่งแม่ที่หัวหินแม่เวียนหัวเลยขอนั่งด้านหลัง สามชั่วโมงระหว่างขับรถ ผมชวนแม่คุยไปเรื่อย ๆ ผมถามว่า “แม่เคยมีประโยคอะไรที่บอกตัวเองบ่อย ๆ บ้างไหม” แม่ตอบทันทีว่า “มี” แม่พูดกับตัวเองบ่อย ๆ ว่า “ไม่เป็นไรหรอกอยู่ด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องมีใครช่วยก็ได้ เอาตัวเองรอด” มันเป็นเสียงของอัตตา แม่ฝังใจเรื่องนี้ไว้เพราะโกรธเกลียดตามาก

ผมถามแม่ว่า “ตาทำแม่ไว้เยอะ แล้วแม่ทำอะไรตาไว้ล่ะ” แม่ตอบว่า “ทำอะไรแม่เป็นผู้ถูกกระทำมาทั้งชีวิต” ผมบอกแม่ว่า “ไม่นะ ดลว่าตาเป็นผู้ถูกกระทำด้วย ดลจำได้ว่าแม่ร้องไห้ใส่เวลาเขามาเยี่ยม แม่เคยนึกไหมว่าตาจะกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกอย่างไร การที่ลูกสาวร้องไห้ใส่ ไม่พูดด้วยสักคำ หัวอกพ่อที่สำนึกแล้วว่าเคยทำผิดจะรู้สึกอย่างไร” ตอนนั้นแม่เริ่มอึ้ง ผมย้ำต่อว่า “ดลจำได้ว่างานศพตา แม่ไปกรวดน้ำคว่ำขัน ถ้านึกย้อนไป ก่อนตายตาต้องนึกนะ ตลอดชีวิตลูกไม่เคยให้อภัยเลย จิตของตาจะเป็นอย่างไร จิตคงไม่สงบ เขาอาจตายไม่ดี ดลว่าแม่ก็เอาคืนเกินไป” ได้ยินอย่างนั้นแม่ก็เงียบไป

ผมมองผ่านกระจกก็เห็นแม่น้ำตาไหลพราก จึงถามว่า “ตอนนี้แม่รู้สึกอะไร” แม่ตอบว่า “ดล แม่รู้สึกโปร่ง โล่ง เบา แม่เพิ่งรู้ว่าความแค้นมันหนัก แต่มันอยู่กับเราโดยที่เราไม่รู้ว่ามันอยู่ มันชินไปเลย แม่เพิ่งรู้ตอนนี้เอง ตอนที่มันหายแล้ว มันเบาไปหมด แม่จะทำอย่างไร แม่เสียใจ”

ผมแนะนำให้แม่อุทิศส่วนกุศลให้ตาเพราะคงย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วให้แม่สำนึกในส่วนของแม่ เห็นตัวเองแล้วก็ชดใช้ ชดเชยกันไป ส่วนของตานั้นเป็นอีกเรื่อง หลังจากครั้งนั้นแม่จึงบอกให้ผมเอาเรื่องนี้ไปสอนคนอื่น

ผมเคยคิดว่าผมได้ตอบแทนพระคุณแม่ด้วยการพาไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม แต่ครั้งนี้ต่างหากคือของจริง ผมทำให้แม่เคลื่อนที่จากฝั่งแค้นพยาบาทไปสู่การให้อภัยได้ ผมได้ทำหน้าที่ของลูกแล้ว คือการพาแม่พบธรรมธรรมะที่ไม่ใช่การยัดเยียดพาเข้าวัด เพราะผมโตมาแบบนี้ ได้พบธรรมะแบบนี้ เลยพาผู้คนไปพบธรรมะแบบนี้

แล้วโยคะภาวนามีประโยชน์อย่างไรต่อตัวครูดลบ้างคะ

เมื่อปี 2554 หลังน้ำท่วมกรุงเทพฯผมเอาปลากระป๋องไปบริจาค ลังใหญ่มากเราเป็นแค่ครูโยคะ ไม่เคยออกแรงมาก ยกแล้วก็เดี้ยงไปเลย นอนลุกไม่ขึ้นไปสามวันได้แต่บอกตัวเองว่าเราไม่แข็งแรงเลย

หลังจากนั้นผมเริ่มชา ความรู้สึกเริ่มเพี้ยน อาบน้ำอุ่น ข้างซ้ายรู้สึกอุ่น แต่ข้างขวารู้สึกแปลก ๆ จากนั้นก็เป็นมากขึ้น เริ่มนอนไม่ตื่น หลับลึกมาก นาฬิกาปลุกก็ไม่ได้ยิน ใครเรียกก็ไม่ได้ยิน พอตื่นขึ้นมาก็ตกใจตัวเองเพราะไม่ตื่นไปสอนโยคะ ผมรู้สึกผิดมาก แต่บอกตัวเองไม่ได้ว่าทำไมเป็นอย่างนี้

ผมไม่เคยไปตรวจ ได้แต่ซื้อวิตามินมากินเพราะคิดว่าเป็นเหน็บชา แต่ก็ไม่หายกลับเป็นหนักขึ้น จนครั้งหนึ่งผมไปจัดกิจกรรมให้ทีมคุณหมอที่ต่างจังหวัด แล้วเกิดเรื่องที่ไม่ตื่นอีก คนจัดงานไม่กล้าปลุก ปล่อยให้ตื่นเอง ผมก็กระเด้งขึ้นมาด้วยความรู้สึกตกใจเมื่อคุณหมอรู้อาการจึงให้ผมไปเอกซเรย์

ผลการตรวจพบว่า ผมมีก้อนใหญ่พอสมควรทับที่ต้นคอ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นก้อนอะไร คืนนั้นผมจึงถูกส่งตัวเข้าเมืองไปทำเอ็มอาร์ไอ ผลออกมาว่าผมมีกระดูกงอก ต้องรักษากับหมอเฉพาะทาง หมอ 5 คน มีทั้งหมอศัลยกรรม หมอกระดูก และหมอกายภาพ บอกว่าต้องผ่าตัดอย่างเดียววิธีคือต้องคว้านหลังกระเดือก ตัดกระดูกออกแล้วหาวัสดุเชื่อม หมอบอกว่าไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดมีความเสี่ยงอาจทำให้เป็นอัมพาต แต่ถ้าไม่ผ่าตัด ไม่เกินสามเดือนต้องเป็นอัมพาตแน่นอน หมอให้ผมรีบตัดสินใจ

วันนั้นผมกลับไปที่สวนโมกข์ ที่นั่นมีวีลแชร์จอดอยู่ ผมมองแล้วคิดว่า เดี๋ยวเราคงได้ใช้ชีวิตบนวีลแชร์ จึงลองนั่งแล้วเข็นไปริมน้ำ มองไปที่ผิวน้ำ คิดว่าเราก็แค่ยอมรับปัจจุบัน ไม่ต้องกังวลถึงอดีตหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง เท่านี้ก็หาความสุขบนวีลแชร์ได้ ผมเห็นภาพตัวเองเข็นวีลแชร์ไปหน้าห้อง แล้วเอาไมโครโฟนมาสอนโยคะผมว่าก็น่าจะยังได้อยู่ ผมก้มลงเอามือตบขาข้างขวาที่ไม่รู้สึกอะไร แล้วพูดในใจว่า“ขอบคุณนะ  42 ปีที่ให้ใช้ ถ้าอยากจะพักก็พักไปเถอะ ยอม” จากนั้นเอามือตบขาด้านซ้ายที่ยังใช้ได้ แต่เริ่มอ่อนแรง แล้วพูดว่า“จะไปกับเขา (ขาขวา) ก็ได้ อนุญาต อยากรู้สึกเหมือนเขา อยากพักก็พักได้ ไม่เป็นไร”ผมรู้สึกว่าธรรมะที่ได้เรียนรู้เอามาใช้ได้จริง ๆช่วยให้เรารู้สึกพอ ยอมรับ และปล่อยวาง

เมื่อคนรู้จักเริ่มรู้ข่าว หลายคนหวังดีแนะนำให้ไปรักษาที่นั่นที่นี่ ผมลองไปตามเขาบอก พยายามอยู่สามเดือนก็รู้ว่าไม่มีอะไรได้ผลเลย จึงหยุดแล้วกลับมาอยู่กับตัวเองกลับมาฝึกโยคะและเจริญสติเนือง ๆ ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่เคยทำมา สามเดือนผ่านไป แปลกมาก ผมไม่ได้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของหมอ ผมยังไม่เป็นอัมพาต

เวลาภาวนา ผมเข้าไปเห็นกายในระดับการสั่นสะเทือน เห็นการเกิดดับ ไม่ใช่แค่ตรงคอ แต่ทั่วร่าง จิตละเอียดขึ้น เมื่อยกแขนภายนอกเราเห็นการเกิดดับแค่หนึ่งครั้งแต่ภายในมันมีการเกิดดับอีกเป็นร้อยเป็นล้านครั้งนับไม่ถ้วน ณ ตอนเริ่มต้นผมรู้สึกว่าบริเวณคอที่ถูกกระดูกทับทึบกว่าบริเวณอื่นแต่พอทำไปเรื่อย ๆ ประมาณหกเดือน ผมเห็นว่ามันเริ่มเบา เริ่มโล่ง โปร่ง แล้วก็พรุนนี่คือความจริงที่พระพุทธองค์ทรงสอน พอเราเจริญสติแบบนี้ซ้ำ ๆ จะเห็นการเกิดดับตลอดเวลา ทั้งตอนที่เราเดิน ยืน นั่ง ผมจึงรู้ว่าการปฏิบัติธรรมไม่ได้แยกช่วงเวลาที่ต้องทำกรรมฐานออกจากชีวิตจริง ในกายมีแต่ความปรวนแปร ไม่เที่ยง ไม่คงที่ พอเห็นการเกิดดับอยู่เนือง ๆ ผมจึงไม่ค่อยยึดติดอะไรมันคลาย มันเห็นว่าชีวิตเราไม่ใช่แก่นสารสาระสำคัญ ไม่ใช่ตัวตนที่เรายึดไว้ หลังจากนั้นประมาณ 1 ปี ความรู้สึกผมก็เริ่มกลับมาประมาณ 80 - 90 เปอร์เซ็นต์ ขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่อย่างนี้ประมาณสองปี จากเดิมผมยืนหลับตาไม่ได้เวลาสอนโยคะ โดยเฉพาะท่าต้นไม้ที่ต้องยืนขาเดียว ผมจะเซแล้วก็ล้ม หรือแม้แต่ใส่กางเกงตัวเองยังทำไม่ได้ แต่หลังจากนั้นก็กลายเป็นว่าความสมดุลมันกลับมาแล้ว

ผมกลับไปตรวจอีกครั้ง คุณหมอถึงกับบอกว่า “เป็นไปได้อย่างไร” หมอเอาผมเป็นกรณีศึกษา ขอให้ไปทำเอ็มอาร์ไออีกผลออกมาว่ากระดูกที่งอกยังอยู่เหมือนเดิมยังเห็นรอยทับอยู่ แต่ผมดูเป็นคนปกติอาจารย์แพทย์เรียกนักศึกษาแพทย์เข้ามาดูแล้วสอนลูกศิษย์ว่าอย่าตัดสินคนไข้แค่ทางกายภาพ ให้หาศักยภาพในตัวเขาด้วย ผู้ป่วยรายนี้ร่างกายและจิตใจทำงานด้วยกัน

ครูดลนำโยคะภาวนาไปจัดเป็นกิจกรรมของเครือข่ายชีวิตสิกขาได้อย่างไรคะ

ตอนเรียนปริญญาโทมีพี่คนหนึ่งบอกว่าเขาสนใจเรื่องความตาย ช่วยมาสอนได้ไหมเอาเท่าที่เรียนไปในเทอมนั้น ผมจึงไปสอนรู้อะไรสอนแค่นั้น ปรากฏว่าคนชอบมากและผมก็มีความสุขมาก จึงชวนพระเพื่อน ๆที่เรียนวิชาชีวิตและความตายด้วยกัน และพี่ ๆ น้อง ๆ ที่รู้จักกันในงานจิตอาสาก่อตั้งเครือข่ายชีวิตสิกขา ขึ้น แล้วจัดคอร์สสั้น ๆเพื่อช่วยให้คนตระหนักรู้และเห็นคุณค่าของชีวิต โดยมีรูปแบบกิจกรรมไม่ตายตัวส่วนใหญ่นิมนต์พระมาเทศน์ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนของเรา สอนกำหนดลมหายใจ ทำโยคะผสมผสานกันไป ส่วนใหญ่ผมใช้ต้นทุนที่มีอยู่ คือนำโยคะมาเป็นส่วนประกอบหนึ่งสลับกับการพูดคุยเรื่องความตายนำเทคนิคการให้คำปรึกษาเชิงพุทธที่เรียนมาตั้งคำถามและพูดคุยกับเขา พอจัดครั้งหนึ่งก็มีคนมาขอเป็นเจ้าภาพครั้งต่อไป ผมรู้สึกว่าการให้เปล่าโดยไม่เรียกร้อง ไม่มีเงื่อนไขไม่เก็บค่าลงทะเบียน มันอิ่ม มันปีติยิ่งกว่าเราไปทำงานแลกกับเงินอีก

ทำงานจิตอาสาอย่างนี้เอาเงินเดือนมาจากไหนคะ

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ปี 2551 ผมเห็นคลิปหมิ่นในหลวงที่ฝรั่งทำในยูทูบ แล้วผมน้ำตาไหลพราก มันสะเทือนใจ ผมจึงลุกขึ้นมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งด้วยลายมือว่า“ขอทำประโยชน์เพื่อสังคมถวายท่าน เพื่อตอบแทนคุณท่าน ตอบแทนคุณแผ่นดิน”เขียนสั้น ๆ สองบรรทัดกึ่งกลางหน้ากระดาษแล้วก็พับใส่ซอง จ่าหน้าถึงพระบาทสมเด็จ-พระเจ้าอยู่หัว สำนักพระราชวัง แล้วนำไปหย่อนตู้ไปรษณีย์ ผมไม่คิดว่าจดหมายจะไปถึงพระองค์ท่านจริง ๆ เพียงแค่พับปิดใส่ซองก็รู้สึกว่าถึงพระองค์ท่านแล้ว ผ่านไปสามเดือน ผมไปดูที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านรู้สึกแปลกใจ มีจดหมายมาจากสำนักพระราชวัง ผมรีบแกะดู มีลายเซ็นผู้แทนพระองค์แล้วเขียนว่า “ความได้ทราบถึงฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว” หลังจากนั้นผมก็ทำเครือข่ายชีวิตสิกขามาเรื่อย ๆ โดยไม่เรียกร้องเงิน ไม่มีเรตค่าวิทยากร ไม่มีการโฆษณา งานได้มาแบบธรรมะจัดสรร เขาใส่ซองมาให้เท่าไหร่ก็เท่านั้น

การได้ช่วยเหลือผู้คนให้ออกจากทุกข์ตอบโจทย์ทั้งหมดในชีวิตครูดลแล้วหรือยังคะ

เกินแล้วครับ การที่ทุกวันตื่นมาแล้วได้ทำความดีถือเป็นกำไรชีวิต ผมเชื่อว่าความตั้งใจดี ๆ ของเราเป็นกฎดึงดูดโดยธรรมะหรือธรรมชาติอยู่แล้ว มันจะดึงดูดแต่สิ่งดี ๆเข้ามา ผมรู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมาก ๆ ไม่ได้โชคดีที่มีรถยนต์ราคาแพง บ้านหลังใหญ่หรือตำแหน่งสูง ๆ แต่โชคดีที่มีชีวิตเรียบง่ายมีความสุขที่ได้ทำประโยชน์ เป็นชีวิตที่มีคุณค่า

หากการได้ทำเพื่อผู้อื่นถือเป็นกำไร เชื่อเหลือเกินว่าทั้งชีวิตของชายคนนี้คงไม่มีอะไรเรียกว่าขาดทุน

ธรรมะอันเรียบง่ายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหันหน้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังและกลายมาเป็นอาสาสมัครคนหนึ่งในเครือข่ายชีวิตสิกขามาจนถึงทุกวันนี้


Secret BOX

Only a life lived for others is a life worthwhile.

– Albert Einstein –

การมีชีวิตเพื่อผู้อื่นเท่านั้น คือ ชีวิตที่มีคุณค่าแก่การดำรงอยู่

– อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์    –


เรื่อง รำไพพรรณบุญพงษ์ภาพสรยุทธพุ่มภักดีผู้ช่วยช่างภาพกำพลยอดเมืองสไตลิสต์ณัฏฐิตาเกษตระชนม์

keyboard_arrow_up