นกกระจาบแตกพ่ายความสามัคคี

นกกระจาบแตกพ่าย ความสามัคคี   คำกล่าวหนึ่งที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” หากแตกพ่าย ขาด ความสามัคคี คงต้องตกที่นั่งลำบาก ไม่ต่างจากฝูง นกกระจาบ ที่จะเล่าต่อไปนี้แน่นอน กาลครั้งหนึ่ง มีนายพรานล่านกคนหนึ่ง จับนกกระจาบขายเพื่อเลี้ยงชีพ เขาจะหว่านข้าวเปลือกไว้ในบริเวณที่โล่นกว้าง แล้วดักรอให้นกกระจาบเหล่านั้นจิบกิน พอได้โอกาสจึงโยนตาข่ายครอบฝูงนกกระจาบไว้ ตอนนั้นเองนกกระจาบผู้เป็นจ่าฝูง ไม่อยากให้บริวารต้องมาจบชีวิต จึงกล่าวขึ้นว่า ” พวกเราทั้งหลาย จงสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ แล้วช่วยกันบินไปที่ต้นไม้หนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินจากไปสู่รังนอนของพวกเรากันเถิด ” เมื่อนกกระจาบตัวอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น จึงตั้งสติแล้วสอดหัวออกไปตามช่องของตาข่าย แล้วบินไปยังต้นไม้หนาม หนามของต้นไม้จะเกี่ยวตาข่ายนั้นจนขาด แล้วมันก็บินออกไปตามรอยขาดของตาข่ายนั้น     นายพรานล่านกจึงไม่ได้นกกระจาบไปขายเลยซะตัว วันต่อมานกกระจาบตัวหนึ่งหาเรื่องนกกระจาบอีกตัวในฝูง จ่าฝูงเห็นแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเจ้าทะเลาะวิวาท แตกความเป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ เราขอไปอยู่ที่อื่น” นกกระจาบจ่าฝูงก็บินจากไป วันต่อมา นายพรานก็เอาข้าวเปลือกมาโปรยอีก นกกระจาบเห็นข้าวเปลือกก็อยากกินเป็นอาหาร จึงพากันบินลงมาจากรังของมัน ฝูงนกกระจาบจิกกินข้าวเปลือกอย่างเพลิดเพลิน นายพรานก็โยนตาข่ายครอบพวกมันไว้ ด้วยความไม่ถูกกันมาจากการทะเลาะวิวาทครั้งนั้น จึงทำให้ไม่เกิดการทะเลาะขึ้น หาว่านกกระจาบตัวนั้น ตัวนี้เป็นต้นเหตุให้ฝูงมาตาย จึงพากันไม่ยอมบินไปพร้อมกันเหมือนครั้งที่จ่าฝูงอยู่ “พวกเจ้าแตกความสามัคคีในครั้งนี้ […]

กุศโลบายสลาย ความโกรธ – บทความดีๆ จาก ท่าน ว. วชิรเมธี

“ปจฺฉา โส วิคเต โกเธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ” ภายหลังเมื่อความโกรธหายแล้วเขาย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ   เมื่อถึงคราวคับขัน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือตั้งสติ แล้วตรึกตรองด้วยปัญญาไหวพริบ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เกิดเป็นคนอย่าให้อายลิง ควรใช้ปัญญาดังเช่น พญาลิงเจ้าปัญญา ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของจระเข้ได้   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตพละกำลังมหาศาล อาศัยอยู่ในราวป่าตรงคุ้งน้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำแห่งนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่งจระเข้ตัวเมียซึ่งกำลังตั้งท้อง มองเห็นพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจพญาลิง จึงขอร้องสามีว่า “พี่ช่วยจับลิงตัวนั้นมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ” สามีตอบว่า “เราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรเล่า” เมียพูดด้วยความน้อยใจว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า” สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตาย พี่จะไปจับมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี พลางถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ” ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร” จระเข้รีบเสนอตัวทันทีว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นหลังของเราไปได้ เราอาสาจะไปส่ง” พญาลิงเชื่อคำพูดของจระเข้จึงกระโดดขึ้นหลังจระเข้ไป พอว่ายไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้ก็ตั้งท่าจะมุดดำน้ำลงไป ลิงจึงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรางั้นหรือ จะให้เราจมน้ำตายใช่ไหม” จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน […]

Dhamma Daily : ตกงาน มานาน ทุกข์ใจมาก ทำอย่างไรดี

ถาม : ดิฉันอายุ 34 ปี ทำงานมา 10 ปีแต่เพิ่งลาออกเพราะต้องย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองทำให้ไม่มีงานทำ ตกงาน มา 5 เดือนแล้ว ทุกข์ใจมาก ควรทำอย่างไรดีคะ

Dhamma Daily : เป็น คนยึดถือความถูกต้อง แต่กลับต้องทำงานกับบริษัทที่เอารัดเอาเปรียบตลอด ทำอย่างไรดี

ถาม : ผมเป็น คนที่ยึดถือความถูกต้อง แต่กลับเจอแต่องค์กรที่ทำผิดกฎหมายแรงงาน เอาเปรียบพนักงาน ทำให้ผมเปลี่ยนงานค่อนข้างบ่อย ล่าสุดเพิ่งไปสัมภาษณ์งานมาก็เจอกรณีเช่นนี้อีก ผมควรทำอย่างไรดีครับ

โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บทความดีๆ จากท่าน ว.วชิรเมธี

โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ บทความดีๆ จากท่าน ว.วชิรเมธี – บางครั้ง คนเราก็เป็นทุกข์เพราะคาดหวังว่าคนอื่นจะเป็นอย่างที่เราตั้งหวังโดยลืมไปว่า แท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างมีข้อบกพร่อง ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ 

ถ้าอยากอายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์

ถ้าอยาก อายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์   แม้ว่า…พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะเป็นผู้มีพระชนม์ชีพที่สั้นที่สุด เมื่อเปรียบกับพระชนมายุของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสรู้มาแล้วในอดีตก็ตาม แต่ในพระไตรปิฎกกลับปรากฏคำตรัสถึงการมีอายุยืนไว้อย่างน่าสนใจ เราอาจปฏิบัติตามคำตรัสของพระองค์เพื่อพัฒนาในมี อายุยืนขึ้น มหาปรินิพพานสูตรกล่าวถึงพระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ใครก็ตามที่เจริญอิทธิบาท 4 ทำให้มาก จนชำนาญว่าประหนึ่งเป็นยาน ว่าประหนึ่งเป็นวัตถุที่ตั้ง อย่างต่อเนื่อง  ผู้นั้นย่อมมีอายุยืนอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตเจริญอิทธิบาท 4 ได้จนชำนาญ แล้วได้ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นยาน ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นวัตถุที่ตั้งแล้ว ทำเช่นนี้เนือง ๆ  อบรม และปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัปก็ได้” คำตรัสนี้เกิดในเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปยังปาวาลเจดีย์ โดยทรงให้พระอานนท์ถืออาสนะ (ที่รองนั่ง) ไปด้วย ครั้งนั้นพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ถึงเรื่อง ผู้ทรงอิทธิบาท 4 จนชำนาญอยู่ตลอด ผู้นั้นจะมีอายุยืนเป็น 100 ๆ ปี (กัป เท่ากับ 120 […]

Dhamma Daily : เวลานั่งแท็กซี่ชอบให้เงินเกิน และ ตั้งจิตอธิษฐาน ถึงผู้ที่ล่วงลับ ทำอย่างนี้ถูกหรือไม่

ถาม : ดิฉันนั่งแท็กซี่เป็นประจำ ชอบจ่ายเงินเกินหรือไม่รับเงินทอนบ่อยๆ โดย ตั้งจิตอธิษฐาน ว่าขอให้ทานนี้ส่งบุญกุศลถึงผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ดิฉันทำเช่นนี้เหมาะควรหรือไม่คะ ผู้ที่ดิฉันอุทิศให้จะได้รับบุญนี้ไหมคะ

วัดเทพธิดารามวรวิหาร …อารามแห่งพลังใจ

วัดเทพธิดารามวรวิหาร …อารามแห่งพลังใจ 0หากพูดถึง วัดเทพธิดารามวรวิหาร สิ่งที่อยู่ในความคิดของฉันมีอยู่เพียงสองอย่าง อย่างแรกคือเป็นวัดที่พระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่เรามักเรียกกันว่า “สุนทรภู่” (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 – พ.ศ. 2398) เคยมาจําพรรษาอยู่ และสองคือตรงข้ามวัดมีร้านอาหารเจ้าอร่อยอยู่หลายร้าน 0 0 เป็นเรื่องปกติของคนเราที่มักจะนึกถึงการท่องเที่ยวในสถานที่ไกลบ้าน เพราะคิดว่าที่ที่อยู่ใกล้บ้านจะไปเมื่อไรก็ได้ (และในที่สุดก็ไม่ได้ไป) ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปวัดนี้อยู่ใกล้บ้านขนาดใช้เวลาเดินเพียง 15 นาทีถึง ฉันต้องใช้เส้นทางผ่านวัดนี้มาเป็นสิบๆ ปี แต่ก็ไม่มีอะไร “แวบ” เข้ามาในความคิด ให้ฉันอยากเข้าไปเที่ยวชมเลยสักครั้ง จนกระทั่งเมื่อคราวน้ําท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ช่วงปลายปี 2554 0 วันที่ฉันรู้สึกเบื่อและเครียดจากการติดตามลุ้นข่าวว่าน้ําจะท่วมบ้านหรือไม่ ทําให้คิดว่าต้องออกนอกบ้านไปหาที่เที่ยวเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ในจิตใจของตัวเองบ้างแล้ว 0 อย่างไรก็ตาม วัดเทพธิดารามก็ยังไม่ใช่เป้าหมายในการเป็นสถานที่คลายเครียดของฉันอยู่ดี เพียงแค่อยู่ในเส้นทางที่จะผ่านไปยังจุดหมายในใจ แต่ไหนๆ จะต้องเดินผ่านแล้ว แวะหน่อยคงไม่เสียเวลา 0 0 พลันเมื่อเดินเข้าไปในวัดและมองขึ้นไปยังหน้าบัน ความคิดของฉันที่ว่าเป็นวัดเล็กๆ ดูไม่มีอะไรน่าสนใจก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นความรู้สึกว่าวัดนี้ไม่ได้เป็นวัดธรรมดาเสียแล้ว ด้วยความที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 (ทรงสร้างวัดนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงวิลาส […]

เต่าขี้โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว

เต่าขี้ โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว พูด โอ้อวด ยกตนข่มผู้อื่น เป็นสิ่งที่น่ากระทำหรือไม่ เมื่อเรื่องแบบนี้มากระทบโสตประสาททีไร แทบอยากเดินออกจากบริเวณนั้นเลย ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเรื่องแบบนี้เราถึงทนฟังไม่ได้ แต่เชื่อว่าคนที่มีจิตเป็นอุเบกขาเท่านั้น ที่สามารถฟังเรื่องโอ้อวดของคนอื่นได้ แต่จะเป็นการฟังอย่างถี่ถ้วน ที่จริงการฟังเรื่องโอ้อวด ไม่ต่างจากการฟังเรื่องราวที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังและผู้พูด วันนี้มีนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของปลาที่เป็นเพื่อนกัน จะนัดมาเจอกันเพื่ออวดเกล็ดของตนว่าใครจะมีเกล็ดที่สวยกว่ากัน มันพยายามมากแม้ตนจะอยู่แม่น้ำคนละสายก็ตาม ขอเริ่มเล่าเลยละกันนะ ตั้งใจฟังและพิจารณาตาม แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมการเป็นคนที่ชอบโอ้อวด หรือพูดข่มผู้อื่น มันไม่ดีอย่างไร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาเกล็ดสีฟ้าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาจากแม่น้ำสายหนึ่ง เพื่อมาหาปลาเกล็ดสีชมพูที่เป็นเพื่อนของมันในแม่น้ำอีกสายหนึ่ง เมื่อปลาสองตัวเจอกันทีไร มันจะโอ้อวดว่าตนมีเกล็ดที่สวยงาม “เกล็ดของฉันงามเมื่อกระทบกับแสงแดดที่ผิวน้ำ” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าว “ไม่เห็นจะสวยเลย ต้องเกล็ดสีชมพูอย่างฉันนี้สวยกว่าเกล็ดของเธอ” ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าว ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม เถียงไปเถียงมาก็ไม่มีใครยอมใคร บังเอิญมีเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำผ่านมาพอดี เจ้าปลาทั้งสองจึงขอร้องให้เต่าช่วยตัดสินว่าเกล็ดใครสวยกว่ากัน     เจ้าเต่าพูดว่า “เจ้าทั้งสองต่างมีเกล็ดที่สวยงาม แต่งามสู้กระดองของข้าที่เขียวสีมรกตไม่” ปลาทั้งสองได้ยินดังนั้น ก็ด่าทอเต่า “เจ้าเต่าชั่ว ข้าให้เจ้าตัดสินว่าเกล็ดใครงามกว่ากัน ไม่ใช่ให้มาโอ้อวดกระดองของเจ้า” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าวแล้วว่ายน้ำจากไป ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าวขึ้นว่า  “เจ้าเต่าตอบไม่ตรงคำถาม เราถามเรื่องหนึ่ง […]

สติชนะทุกสิ่ง อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์

สติชนะทุกสิ่ง อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ 0 จากที่ไม่เคยเต็มใจสักครั้งเวลาต้องไปวัดและไม่เข้าใจคําสอนใดๆ ของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบัน อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ กลับเป็นคนที่ซึมซับธรรมะ จนสามารถนํามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี 0 อาโปเล่าถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะสนใจ ธรรมะอย่างจริงจังว่า 0 “ผมมีพี่น้อง 3 คน มีพี่สาวและน้องชาย ผมเป็นคนกลาง คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงพวกเราแบบให้อิสระ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์คุณต้องเข้าวัด โดยเฉพาะช่วง วันหยุดนักขัตฤกษ์ ปีใหม่ สงกรานต์ ฯลฯ เวลาต้องไปวัดผมไม่ชอบเลย เพราะติดเกมอยากอยู่บ้านเล่นเกมมากกว่า จนคุณพ่อคุณแม่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปไว้ในห้องนอนของท่าน แล้วจํากัดเวลาในการเล่น เพื่อไม่ให้ผมติดเกมมากจนเกินไป 0 ” ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยเต็มใจไปวัดสักครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปวัดที่ครอบครัวไปเป็นประจํา คือ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ขากลับนั่งอยู่บนรถ คุณแม่บอกว่าอยากให้ผมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ผมตอบทันทีว่าไม่บวช คุณแม่พยายามโน้มน้าวอย่างไรผมก็ยืนกรานปฏิเสธจนท่านร้องไห้ […]

มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา

มอง ความตาย ใน 3 ศาสนา “ความตาย” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนไม่อาจหลีกเลี่ยง ชีวิตหลัง ความตาย เป็นดังปริศนาที่ทุกคนหาคำตอบ คำสอนของแต่ละศาสนามีคำตอบที่แตกต่างกันไป Secret จะพาคุณไปรู้จักกับ ความตาย ในมุมมองของ 3 ศาสนาและพินิจเรื่องความตายที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน   คติความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดของชาวไทยพุทธ คนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือศาสนาพุทธมีคติความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดคำสอนในพุทธศาสนากล่าวว่า  มนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ รูป(ร่างกาย) และจิต ร่างกายอาจแตกดับไปตามอายุขัย  แต่จิตยังคงวนเวียนไปตามผลกรรมที่ได้กระทำยามมีชีวิต  หากต้องการให้จิตหลุดพ้นจากวัฏจักรอันเป็นทุกข์ไม่สิ้นสุด  ต้องประกอบกรรมดี  ละเว้นจากการทำบาปทั้งปวง  และมุ่งฝึกพัฒนาจิต ละกิเลสซึ่งเป็นเครื่องผูกมัดเหนี่ยวรั้งใจทั้งปวงเพื่อเข้าสู่นิพพาน คนไทยพุทธจึงเน้นที่การประกอบพิธีกรรมเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตายเพราะเชื่อว่าจะส่งผลให้วิญญาณผู้ตายไปสู่สุคติภูมิ  การประกอบพิธีกรรมหลายวันเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยประคองความรู้สึกของญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ให้คลายความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักลงได้บ้าง  และทำให้ได้ตระหนักถึงความไม่เที่ยงแท้แห่งสังขารอีกด้วย ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น พิธีศพมีขั้นตอนที่ประณีตและซับซ้อนมาก  ต่อมาได้ยกเลิกขั้นตอนบางอย่างลงด้วยปัจจัยด้านเวลาและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นตามสภาพเศรษฐกิจ ประเพณีเกี่ยวกับงานศพของชาวไทยพุทธแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ 1. วันถึงแก่กรรม  2. วันตั้งศพบำเพ็ญกุศล  3. วันฌาปนกิจ (วันเผา) 4. วันหลังฌาปนกิจ (วันเก็บอัฐิ) แต่ละขั้นตอนของพิธีศพล้วนแฝงคติธรรมเพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงความตายและพิจารณาถึงความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต เช่นทิศทางการวางศพ  โดยหันศีรษะของศพไปทางทิศตะวันตก  เพราะเชื่อว่าเป็นทิศของคนตาย  ซึ่งแฝงคติธรรมให้พิจารณาว่าการตายคือการเสื่อมสิ้นไป  เหมือนพระอาทิตย์ที่ตกทางทิศตะวันตกเสมอ  นอกจากนี้พิธีกรรมในหลายขั้นตอนยังสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย  เช่น พิธีนำเงินใส่ปากศพ  โดยถือว่าเป็นการมอบทุนทรัพย์ให้ผู้ตายติดตัวไว้ใช้ในการเดินทางสู่โลกหน้า การตั้งศพบำเพ็ญกุศลอาจกำหนดเป็น 3 วัน  5 วัน  หรือ 7 วัน  แล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพ แต่ถ้าเป็นการตายแบบผิดธรรมชาติหรือตายเร็วกว่าเวลาที่ควรจะเป็น  อาจตั้งศพบำเพ็ญกุศลเพียงหนึ่งคืน  และประกอบพิธีฌาปนกิจให้เร็วที่สุด การนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระอภิธรรม แม้จะมองดูว่าเป็นการกระทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับ  แต่มีคติธรรมที่แฝงอยู่คือการเตือนสติให้ญาติมิตรที่ยังมีชีวิตอยู่ได้พิจารณามรณานุสติความไม่เที่ยงแท้ของสังขาร  ให้มีสติกำกับการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา  ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต  ทำความดีและสร้างสมบุญกุศลทั้งปวงเพื่อความสุขทั้งยามมีชีวิตและเมื่อละสังขาร การไปร่วมงานศพและการเคารพศพถือเป็นการแสดงความระลึกถึงผู้ล่วงลับ ขอขมาลาโทษและอโหสิกรรมให้แก่กัน วันที่สำคัญที่สุดของประเพณีงานศพคือวันฌาปนกิจหรือวันเผา  เนื่องจากมีขั้นตอนพิธีกรรมมากมาย  และเป็นช่วงเวลาที่ครอบครัว  ญาติมิตร  และเพื่อนฝูงจะได้ส่งผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย  ตามประเพณีจะไม่นิยมเผาศพในวันพระและวันศุกร์ วันหลังฌาปนกิจ ลูกหลานและญาติมิตรของผู้ล่วงลับจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีบังสุกุลและเก็บกระดูกหรืออัฐิใส่โกศหรือภาชนะมีฝาปิดตามแต่ฐานะของครอบครัวผู้ล่วงลับ เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้ที่วัด  บางรายอาจแบ่งอัฐิบางส่วนมาเก็บไว้ที่บ้าน  ส่วนเถ้าถ่านที่เผาศพจะรวบรวมและนำห่อผ้าขาวไปลอยที่แม่น้ำลำคลองหรือทะเล สมัยก่อนงานศพส่วนใหญ่จัดขึ้นที่บ้านของผู้ล่วงลับ  แต่ปัจจุบันนิยมจัดพิธีบำเพ็ญกุศลที่วัด  เพราะสะดวกทั้งเรื่องสถานที่และการทำพิธีกรรม อาจารย์จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมไทย กล่าวถึงคติความเชื่อเรื่อง ความตายของชาวไทยพุทธว่า “คนไทยพุทธเชื่อว่า  เมื่อตายไปแล้วต้องมีโลกหน้าที่เราเดินทางต่อไปเพราะฉะนั้นครอบครัวและญาติจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลต่าง ๆ ให้ผู้ตาย  โดยเชื่อว่าเขาจะได้ไปสู่สุคติภูมิ  หรืออาจไปเกิดในที่ดี ๆ ไปสวรรค์  แทนที่จะไปเกิดในนรกหรือเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน “คติความเชื่อเรื่องความตายของชาวไทยพุทธมักแฝงคติธรรมเสมอ เช่นการมัดตราสัง  คือการใช้ด้ายสายสิญจน์ทำเป็นบ่วงมัดศพเป็นสามเปลาะที่คอ  มือและเท้า  ในอดีตยังไม่มีการฉีดน้ำยารักษาศพมิให้เน่าพองอืด  การมัดตราสังจึงเป็นวิธีการป้องกันไม่ให้ศพที่เก็บไว้หลายวันพองอืดขึ้นจนดันโลงแตก  แต่ถ้าพิจารณาแล้วก็เป็นคติธรรมแฝงให้คิดว่า  บ่วงทั้งสามเปรียบได้กับตัณหา 3 ประการที่เป็นห่วงผูกรั้งมนุษย์ให้ตกอยู่ในวัฏสงสารดังภาษิตโบราณที่ว่า ‘ตัณหารักลูกเหมือนดังเชือกผูกคอ  ตัณหารักเมียเหมือนดังปอผูกศอก  ตัณหารักข้าวของเหมือนดังตอกรัดตีน’ ผู้ใดสามารถสละได้ก็จะพ้นจากทะเลทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด”   การจากไปสู่ชีวิตที่เป็นนิรันดร์ของชาวคริสเตียน ชาวคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์เชื่อว่าการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้นเพราะชีวิตหลัง ความตาย คือการกลับไปมี“ชีวิตนิรันดร์”  ซึ่งหมายความว่า  เมื่อตายแล้วมนุษย์จะกลับไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้าในสวรรค์อันเป็นที่อยู่ถาวร  ซึ่งพระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้สำหรับมนุษย์ทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระองค์ ตามพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า  แท้จริงแล้วพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้มี ความตาย  แต่มนุษย์คู่แรกทำผิดต่อพระผู้เป็นเจ้า  ดังนั้นพระองค์จึงทำให้มนุษย์ต้องตายเพื่อลงโทษการตายก็คือการขาดจากความสัมพันธ์กับพระเจ้า  แต่ในที่สุดแล้วพระเจ้าก็ทรงส่งพระเยซูคริสต์มาไถ่บาปให้เหล่ามนุษย์  เพื่อให้มนุษย์กลับไปคืนดีกับพระเจ้าอีกครั้ง  การกลับไปคืนดีนี้คือการกลับไปมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าแบบถาวร  ซึ่งไม่มีสิ่งใดแยกได้อีกแม้กระทั่งความตายของร่างกาย  ดังนั้นชีวิตนิรันดร์ได้เริ่มต้นขึ้นในชีวิตนี้แล้วทันทีหลังจากเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า คติความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวคริสเตียนส่งผลต่อการดำเนินชีวิตโดยชาวคริสเตียนเชื่อว่าชีวิตบนโลกนี้เป็นเรื่องชั่วคราว  ชีวิตหลังความตายยิ่งใหญ่กว่ามาก  ดังนั้นชาวคริสเตียนจึงใช้ชีวิต  ความสามารถ และวัตถุที่มีอยู่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมให้ได้มากที่สุด เมื่อชาวคริสเตียนถึงแก่กรรม  จะมีการจัดพิธีศพอย่างเรียบง่าย  เพราะเชื่อว่าการตายเป็นการจากไปเพียงชั่วคราว  และวันหนึ่งทุกคนจะได้เจอกันอีกครั้งในดินแดนของพระเจ้า  พิธีที่สำคัญคือ  “พิธีนมัสการไว้อาลัย”  ซึ่งอาจจัดขึ้นที่โบสถ์เป็นเวลา 3 - 5 วันโดยประมาณตามแต่สะดวก ระเบียบพิธีศพโดยทั่วไปคล้ายการเข้าโบสถ์ในวันอาทิตย์  ซึ่งประกอบด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า  การอธิษฐานเพื่อขอพรและการปลอบประโลมใจแก่ครอบครัวผู้วายชนม์  การอ่านพระคัมภีร์  การเทศนาบรรยายธรรม  ซึ่งเน้นเรื่องความหวังหลังความตาย  และเล่าถึงบทเรียนชีวิตของผู้ล่วงลับ (บางครั้งคริสเตียนใช้คำว่า “ล่วงหลับ”คือการไปหลับอยู่กับผู้ที่จากไปก่อน)  เพื่อระลึกถึงคุณความดีและตัวอย่างที่ดีของผู้ที่จากไป เมื่อครบกำหนดพิธีกรรมไว้อาลัยแล้วสมัยก่อนนิยมฝังศพที่สุสาน  โดยเคลื่อนศพไปยังสถานที่ฝัง  จากนั้นให้สัปเหร่อยกศพลงหลุมศพที่เตรียมไว้  ระหว่างทำพิธีมีการร้องเพลงที่มีเนื้อเพลงเกี่ยวกับความหวังในชีวิตหลังความตาย  จากนั้นผู้ร่วมพิธีจะนำก้อนดินพร้อมดอกไม้ที่เจ้าภาพแจกจ่ายให้ไปวางในหลุมศพ  ปิดฝาหลุมศพ  และอธิษฐานอวยพรญาติพี่น้องที่มาร่วมงาน  เป็นอันจบพิธี ปัจจุบันชาวคริสเตียนบางท่านอาจทำพิธีเผาที่คริสตจักรที่มีเตาเผาหรือที่วัดไทยหรือไม่ก็บริจาคศพให้แก่โรงพยาบาลเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา  แล้วแต่ความประสงค์ของผู้เสียชีวิตและครอบครัว  เพราะไม่มีกฎเกณฑ์หรือพิธีกรรมบังคับตายตัวใด ๆ ตามประเพณีของชาวคริสเตียนนั้นจะมีการรำลึกถึงผู้ล่วงลับและเยี่ยมเยียนสุสานในเทศกาลอีสเตอร์  หรือเทศกาลวันฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นประจำทุกปี อาจารย์ ภากร มังกรพันธุ์ อดีตผู้ช่วยศิษยาภิบาลแห่งคริสตจักรสืบสัมพันธวงศ์  กล่าวถึงคติหลังความตายของชาวคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์ว่า […]

รักเป็น…ไม่เป็นทุกข์ บทความธรรมะดีๆ จาก แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

แค่ รักเป็น ก็ไม่เป็นทุกข์ ความยึดติดที่จะให้เขาเป็นดั่งใจเราต่างหากที่ทำให้ทุกข์..ถ้าอยู่แล้วทุกข์ก็อย่าอยู่ ถ้าหย่าแล้วทุกข์ ก็อย่าเพิ่งหย่า

บำเพ็ญทศบารมีจากการสวดมนต์

บำเพ็ญทศบารมีจากการ สวดมนต์ เชื่อว่าเราทุกคนเคย สวดมนต์ สวดกันมาตั้งแต่เด็ก จำความได้ว่าตอนอยู่อนุบาลก็ สวดมนต์ ในขณะเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว พอจำกันได้ไหมว่าเคย สวดมนต์ บทไหนกันบ้าง นะโม ตัสสะฯ อิติปิโส พาหุงมหากาฯ ชินบัญชร เจ็ดตำนาน เชื่อว่าชื่อของมนต์เหล่านี้คงคุ้นหูกันเป็นอย่างดี มนต์โดยทั่วไปหมายถึง คำศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งออกมาให้เกิดอานุภาพของมนต์นั้น ฟังแล้วอาจดูงงไปนิด แต่สำหรับพระพุทธศาสนา มนต์หมายถึงถ้อยคำที่มาจากพุทธพจน์และการสรรเสริญคุณของพระรัตนตรัย คนสวดมนต์น้อยคนที่จะสวดเพื่อทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้า คนสวดเพื่อหวังอานุภาพของมนต์เพื่อให้เป็นไปตามที่ปรารถนา เช่น สวดอิติปิโสเกินอายุ เพื่อให้อายุยืนขึ้น หรือ สวดพาหุงมหากาฯ เพื่อให้ประสบความสำเร็จ สิ่งนี้คืออานิสงส์ที่เป็นของแถมจากการสวดมนต์ แต่จะมีใครที่จะทราบว่า การสวดมนต์ นอกจากได้อานิสงส์ให้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนาแล้ว พระธรรมสิงหบุราจารย์ หรือ หลวงพ่อจรัญแห่งวัดอัมพวันยังกล่าวว่าการสวดมนต์เป็นการบำเพ็ญทศบารมี สวดครั้งหนึ่งก็ได้ครบบารมี 10 เลยทีเดียว ทศบารมี หมายถึง บารมี 10 ประการ เป็นบารมีบำเพ็ญเพียงเป็นพระพุทธเจ้า หลวงพ่อจรัญอธิบายการบำเพ็ญทศบารมีจากการสวดมนต์ไว้ว่า ทานบารมี คือการให้ การสวดมนต์ให้ความสุขแก่คนสวด ให้ความปลอดภัย ไม่คิดอาฆาตพยาบาทผู้อื่น จัดเป็นอภัยทาน สีลทาน […]

ภรรยาหรือแฟนของคุณเป็นแบบนี้ไหม และแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ

ภรรยา หรือแฟนของคุณเป็นแบบนี้ไหม และแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ การมีชีวิตคู่ที่ราบรื่นและประคับประคองไปได้ตลอดรอดฝั่ง มาจากการเลือกคู่ครองที่เราพึงพอใจ และคู่ครองคนนั้นต้องเป็นคนที่เกื้อหนุนและเกื้อกูลกันได้ พระพุทธศาสนากล่าวถึงประเภทของ ภรรยา ไว้ถึง 7 ประเภทด้วยกัน ไม่รู้ว่าคุณศรีภรรยาหรือแฟนที่คบหาอยู่ตอนนี้จะตรงแบบไหนในภรรยา 7 ประเภท และภรรยาประเภทไหนที่ใช่สำหรับคุณ พระพุทธเจ้าทรงแบ่งภรรยาไว้ 7 ประเภทคือ วธกาภริยา หมายถึง ภรรยาที่คิดร้ายและกระทำสิ่งที่ไม่ดีต่อสามี เช่น คิดนอกใจ ดูหมิ่น และทำลายสามี โจรีภริยา หมายถึง ภรรยาที่ล้างผลาญทรัพย์สินของสามี สามีหารายได้มาก็เอาไปใช้หมด ไม่ต่างจากโจรปล้นชิงทรัพย์ อัยยาภริยา หมายถึง ภรรยาที่ไม่ทำงานบ้านงานเรือน มีนิสัยเกียจคร้าน ชอบข่มสามี มาตาภริยา หมายถึง ภรรยาที่มีความเมตตา ห่วงใย เอาใจใส่ และหวังดีต่อสามี ภคินีภริยา หมายถึง ภรรยาที่เคารพสามี มีจิตใจอ่อนโยน ยำเกรง เกรงใจ และเชื่อฟังสามทุกอย่าง สขีภริยา หมายถึง ภรรยามีความเป็นเพื่อน เป็นคู่คิด มีปัญหาก็สามารถช่วยเหลือแก้ไขได้ สามารถตักเตือนกันได้ ทาสีภริยา […]

คน (เคย) คิดฆ่าตัวตาย

คน (เคย) คิดฆ่าตัวตาย 0 บทความดี ๆ ของคนขับแท็กซี่หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังไปส่งชายคนหนึ่งไปสู่ความตาย แต่แล้วเธอก็เป็นผู้ที่ช่วยเขาให้พ้นจากการ คิดฆ่าตัวตาย 0 หลังเกษียณอายุจากงานแม่บ้านในบริษัทแห่งหนึ่ง เอื้อยก็ตัดสินใจประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ โดยเลือกขับแต่เฉพาะตอนกลางวัน 0 ลูกสาวสองคนซึ่งเรียนจบและเริ่มทํางานแล้วบอกกับแม่ว่า “แม่อยู่บ้านเฉย ๆ ก็ได้นะ เดี๋ยวเราสองคน เลี้ยงแม่เอง” แต่เอื้อยไม่ยอม เธอไม่อยากเบียดเบียนลูก และรู้สึกว่าเธอ ยังมีแรงพอที่จะประกอบอาชีพ และสาเหตุที่เลือกขับรถแท็กซี่ เพราะเธอเป็นคนชอบขับรถอยู่แล้ว อีกทั้งยังชอบบริการคนอื่นด้วย เอื้อยจึงนําเงินก้อนที่ได้จากการเกษียณอายุไปดาวน์รถแท็กซี่และเลือกวิธีผ่อนที่สบายที่สุด 0 “เอื้อยชอบเจอคนเยอะ ต่าง ๆ กันไป” เธอบอก ลูกค้าเจ้าประจํา “ทําให้ได้เรียนรู้ชีวิตไปด้วย” 0 “แหม เอื้อยนี่เป็นคนขับแท็กซี่ตัวอย่างได้เลยนะ” 0 เอื้อยหัวเราะ 0 วันหนึ่งเอื้อยรับผู้ชายวัยหนุ่มใหญ่คนหนึ่งมาจากซอยเล็ก ๆ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เขาบอกเป้าหมายว่า “ สะพานพระราม 8 ” 0 “ซอยอะไรคะ” เอื้อยถาม “ตรงอรุณอมรินทร์หรือเปล่า” […]

เราจะเชื่อเรื่อง เวรกรรม ได้จริงหรือ เมื่อคนทำดีกลับเจอแต่เรื่องแย่ๆ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ :ทำไมบางคนทำเรื่องดีๆ มาตลอด แต่ทำไมเจอแต่เรื่องแย่ๆ เรื่อง เวรกรรม มีจริงหรือไม่

keyboard_arrow_up