ทำแท้ง แก้กรรมได้ จริงหรือ?! ทางออกของความไม่พร้อมอยู่ตรงไหน

ทำแท้ง แก่กรรมได้ จริงหรือ
ทำแท้ง แก่กรรมได้ จริงหรือ

ทำแท้ง แก้กรรมได้ จริงหรือ ?!

 

การถือกำเนิดของ “ชีวิตใหม่”  มักเป็นเรื่องน่ายินดีและสวยงามเสมอเพราะนั่นหมายความว่าครอบครัวจะได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์ มีพ่อ แม่ และลูกแต่เมื่อไรก็ตามที่มีคำว่า “ไม่พร้อม” เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องน่ายินดีก็อาจกลายเป็นเรื่องเศร้าได้ในพริบตา…แถมยังมีเรื่องวุ่นๆตามมาไม่จบสิ้น

 

ทำแท้ง” ทางออกยอดฮิต…ของคนไม่พร้อม

“นักศึกษาสาวพาณิชย์กินยาขับเลือด หวังทำแท้ง ดับสยองคาหอพัก”

“สลดใจ สาว 17 ทำแท้งเถื่อน ตายคารีสอร์ทดัง”

ข่าวที่สร้างความหดหู่ใจทำนองนี้ยังคงมีให้ได้ยินได้ฟังกันอยู่เสมอ ทั้งนี้ ตามสถิติของ องค์การสหประชาชาติ ช่วง พ.ศ. 2544 – 2554 ระบุว่า มีผู้หญิงทั่วโลกตั้งครรภ์โดยไม่พึงประสงค์หรือท้องโดยไม่พร้อมราว 80 ล้านคน และในจำนวนนี้ราว 20 ล้านคนตัดสินใจแก้ปัญหาด้วย การทำแท้ง (induced abortion) หรือ การทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่า หญิงสาวในกลุ่มนี้อยู่ในประเทศแถบเอเชียถึง 10 ล้านคน

สำหรับประเทศไทยของเรา ข้อมูลทางสถิติจาก สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว พ.ศ. 2554 ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ตั้งครรภ์รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,200,000 คน และในจำนวนนี้มีผู้ตัดสินใจทำแท้งถึง 300,000 คน

ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ มีรายงานว่าร้อยละ 45 ของผู้ทำแท้งมีอายุต่ำกว่า 25 ปีและร้อยละ 18 ของผู้ทำแท้งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยหนึ่งในจำนวนนี้มีอายุเพียง 11 ปีเท่านั้น!

การทำแท้งในความหมายที่กำลังพูดถึงกันอยู่นี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ

การทำแท้งโดยถูกต้องตามกฎหมายหรือการทำแท้งเพื่อรักษา แม้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548 มาตรา 305 จะระบุไว้ว่า การทำแท้งผิดกฎหมาย แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีที่สตรีที่ตั้งครรภ์ให้ความยินยอม การทำแท้งนั้นกระทำโดยแพทย์ และการทำแท้งนั้นกระทำด้วยเหตุผลอันสมควร เช่น เพื่อสุขภาพกาย สุขภาพ

จิตของสตรี สุขภาพของทารก หรือเพื่อประโยชน์ต่อสตรีในกรณีที่ตั้งครรภ์โดยมิชอบเช่น ถูกกระทำชำเรา  ถูกบังคับให้ค้าประเวณีหรือการตั้งครรภ์ที่เกิดในเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี เป็นต้น

การทำแท้งผิดกฎหมายหรือการทำแท้งเถื่อน หมายถึง  การทำแท้งที่นอกเหนือไปจากเงื่อนไขที่ประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ ในกรณีนี้ผู้ประกอบการทำแท้งส่วนมากไม่ใช่แพทย์ และมีวิธีการทำที่ไม่ถูกต้อง ใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน  ก่อให้เกิดอันตรายแก่หญิงที่ไปรับบริการจนบางรายถึงขั้นเสียชีวิตก็มี

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการทำแท้งประเภทใดก็สะเทือนใจชาวพุทธทั้งสิ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำแท้งเถื่อน

ดังกรณีการพบซากทารกมากถึง 2,002 ศพที่วัดไผ่เงิน กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2553  ยิ่งชวนให้คิดว่า

“สังคมไทยเราเสื่อมโทรมลงจนถึงขั้นไม่คำนึงถึงบาปกรรมกันบ้างหรืออย่างไร”

 

3 ภาวะอันตรายที่เกิดจากการทำแท้ง

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นทันที ได้แก่ ตกเลือด มดลูกทะลุปากมดลูกฉีกขาด อันตรายจากยาชาและยาสลบ ภาวะเป็นพิษจากสารน้ำและหลอดเลือดอุดตันจากฟองอากาศภาวะเหล่านี้อาจเกิดขึ้นขณะทำแท้งหรือภายใน 3 ชั่วโมงหลังการทำแท้งและมีความรุนแรงจนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายหลัง มักเกิดขึ้นหลังการทำแท้ง3 ชั่วโมงจนถึง 28 วัน ได้แก่ ภาวะแท้งไม่ครบหรือแท้งค้าง และการอักเสบติดเชื้อ รายที่อักเสบรุนแรงอาจจะถูกตัดมดลูกทิ้ง รายที่รุนแรงกว่านั้น

อาจจะเสียชีวิตก่อนตัดมดลูก หรือแม้แต่ตัดมดลูกออกไปแล้วก็ช่วยชีวิตไม่ได้

ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา เกิดขึ้นหลังการทำแท้ง 28 วันไปแล้ว ได้แก่ การอักเสบเรื้อรังในอุ้งเชิงกราน บางรายเป็นหมันเพราะโพรงมดลูกติดกันจนตัน หรือเป็นหมันเพราะท่อนำไข่อุดตันจากการอักเสบ

อาจทำให้มีการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้นอกจากนี้ยังพบ “ภาวะการแท้งซ้ำ” ตามมาค่อนข้างบ่อย

ทำแท้ง “ร้ายแรงมากแค่ไหน”

ที่ผ่านมาการทำแท้งถือเป็นปัญหาสาธารณสุขและปัญหาสังคมที่มีความสำคัญไม่น้อย รัฐบาลต้องสูญเสียพลเมืองหญิงที่เสียชีวิตจากการทำแท้งที่ไม่ได้มาตรฐานเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพลเมืองหญิงที่เจ็บป่วยจากการทำแท้ง และมีผลเสียอื่น ๆ ตามมาอีกมาก ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงมีความพยายามหาวิธีจัดการให้ปัญหานี้

“ทุเลา” ลง

หนึ่งในวิธีที่หลายประเทศเลือกใช้ก็คือ “การออกกฎหมายให้มีการทำแท้งอย่างเสรี”

ที่มาของกฎหมายนี้คือมาจากแนวคิดเชิงเสรีนิยมที่ว่า ทารกในครรภ์ไม่ว่าจะเจริญเติบโตอยู่ในระดับใดก็ตามยังไม่ถือว่าเป็นมนุษย์ เป็นเพียงตัวอ่อนหรือเนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายมนุษย์! ดังนั้นการทำแท้งจึงเป็นเพียงการตัดอวัยวะเพียงส่วนหนึ่งของร่างกายออกไปเท่านั้น

อย่างไรก็ดี วิธีการนี้กลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงในหลาย ๆ ประเทศ ด้วยแนวคิดแบบอนุรักษนิยมที่ว่า การทำแท้งไม่ว่าจะอยู่ในระยะใดก็ตามของการตั้งครรภ์ คือ การสิ้นสุดชีวิตของมนุษย์ ผิดศีลธรรม เพราะ

เป็นการตัดสิทธิ์ทารกที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ดังนั้น การทำแท้งจึงเป็นเรื่องร้ายแรงเทียบเท่ากับการฆาตกรรมเลยทีเดียว!

ถึงตรงนี้หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วว่าพุทธศาสนามีมุมมองเกี่ยวกับการ ทำแท้ง อย่างไร” Secret จึงไปกราบเรียนถาม พระอาจารย์ ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต วัดรวกบางบำหรุ เกี่ยวกับประเด็นนี้โดยละเอียด

ซีเคร็ต :ในทางพุทธศาสนา  ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นขึ้นเมื่อไรคะ

พระอาจารย์ : พระไตรปิฎกกล่าวไว้ว่า ชีวิตมนุษย์เริ่มต้นเมื่อถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 ประการนี้ คือ บิดามารดาอยู่ร่วมกันมารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่ตก และน้ำเชื้อกับไข่ผสมกัน พร้อมกับมีวิญญาณมาเกิด หรือปฏิสนธิจิต เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมอย่างนี้ก็ถือว่า “มีชีวิตเป็นมนุษย์แล้ว”

ซีเคร็ต : การทำแท้งก็เท่ากับเป็นการฆ่ามนุษย์ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์ : ใช่  การที่มนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก ถ้าเป็นพระก็ถือว่า “อาบัติปาราชิก” ขาดจากความเป็นพระทันที ส่วนถ้าเป็นฆราวาสก็คือ “ขาดจากความเป็นมนุษย์” ความเป็นคนไม่บริบูรณ์แล้ว เพราะมนุษย์โดยทั่วไปต้องไม่เบียดเบียนกัน ไม่ฆ่าแกงกันเพราะผิดศีลข้อที่หนึ่ง ยิ่งไปฆ่าคนบริสุทธิ์คนที่เขาไม่คิดประทุษร้ายเรา ไม่รู้เรื่องราวอะไร และเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเราเองยิ่งบาปหนัก

 

ซีเคร็ต :ผลกรรมจากการทำแท้งมีอะไรบ้างคะ

พระอาจารย์ : การก่อกรรมเริ่มมาตั้งแต่ฝ่ายชายและหญิงเผลอตัวเผลอใจมีความสัมพันธ์กันแล้ว ยิ่งถ้าวัยไม่พร้อม ยังเรียนอยู่ ยังดูแลตัวเองไม่ได้ แค่นี้ก็ผิดศีลข้อที่สามแล้ว พอตั้งครรภ์ขึ้นมา กรรมก็ส่งผลให้ตัวเองไม่มีความสุขทันที เพราะต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ปกปิดไม่ให้ครอบครัวรู้สุดท้ายพอแก้ปัญหาไม่ได้จริง ๆ ก็ตัดสินใจแบบเห็นแก่ตัวที่สุดคือ “ทำแท้ง” คราวนี้แหละที่การทำกรรมเริ่มหนักขึ้น ๆ

พระอาจารย์มีตัวอย่างคุณโยมคนหนึ่งมาเล่าให้ฟัง คุณโยมคนนี้มาพบพระอาจารย์ด้วยความทุกข์สาหัสเรื่องที่เธอเคยทำแท้งตั้งแต่สมัยสาว ๆ นับแต่นั้นไม่ว่าหลับตาลงคราใด ภาพการทำแท้ง ความเจ็บปวดในครั้งนั้นก็วนเวียนมาให้เห็นตลอด ทำให้เธอต้องสะดุ้ง ผวา และหวาดกลัวทุกทีไป แม้ทุกวันนี้เธอจะอายุ 60 ปีแล้ว แต่ภาพเหล่านั้นก็ยังไม่เคยลบเลือนหาย และไม่มีความสุขเลยแต่นั้นมา

จำไว้ว่า ถึงเราจะมองไม่เห็นกรรมแต่กรรมก็ไม่เคยละเว้นใคร ไม่มีวันหยุดไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม บุญ – บาปก็พร้อมให้ผลทันที

 

ซีเคร็ต : ถ้านี่คือกรรมที่เขาได้รับ แล้วเราสามารถ “แก้กรรม” ได้ไหมคะ

พระอาจารย์ : ที่เล่าให้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ว่าคนที่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จิตใต้สำนึกจะลืมเลือน “สัญญา” (ความจำ) ที่ตัวเองทำไว้ แม้แต่การแก้กรรมที่เขากำลังนิยมกัน พระอาจารย์ขอใช้คำว่า

ใช้พิธีกรรมเพื่อการแก้กรรม” เช่น เราเอาแต่จุดธูปเทียน กราบไหว้ปลก ๆ แต่ไม่ได้ชำระล้างใจเรา ไม่ได้ทำให้เราเกิดสติและปัญญา พระอาจารย์มองว่านั่นไม่ใช่การแก้กรรมที่ถูกต้อง

ในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าทรงเน้นที่เรื่อง  “จิต” มีสติระลึกรู้ตามความเป็นจริงว่า ตนเองได้ทำความผิดจริง” แล้วทำความเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นได้ผ่านไปแล้ว แก้ไขไม่ได้ ดังนั้นจึง ไม่ควรซ้ำเติมตัวเองและไม่ควรทำผิดซ้ำอีก แต่ควร “เริ่มต้นใหม่” ด้วยการตั้งใจทำความดี ปฏิบัติธรรม รักษาศีล อุทิศส่วนกุศลให้เด็กไป

สิ่งเหล่านี้พระอาจารย์ว่า พอที่จะ “ลบเลือน” ความทรงจำที่เลวร้ายตรงนั้นได้ เพราะมีความดีเข้ามาแทรกกลบความหม่นหมองได้บางส่วน ส่วนกรรมที่ทำไว้แม้จะยังอยู่  แต่ก็จะให้ผลเบาบางลง

 

ซีเคร็ต : ในความเป็นจริง การทำแท้งแต่ละครั้งมีใครบ้างคะที่ได้รับกรรม

พระอาจารย์ : ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยเกี่ยวข้องกันหมด ไม่ว่าพ่อแม่ ผู้ที่ทำแท้งให้  ล้วนอยู่ในขบวนการฆ่ามนุษย์ทั้งนั้น ไฉนเลยที่จะหลุดพ้นจากกรรมไปได้ อย่าอ้างว่าทำไปเพราะสงสารเด็กที่เกิดมาจะลำบาก จะเป็นทุกข์ เพราะจริง ๆ แล้วคนที่คิดอย่างนั้นไม่มีกรุณาธรรมตั้งแต่คิดจะฆ่าผู้บริสุทธิ์แล้วอย่างเดียวที่ไม่บาปคือการแท้งเอง เพราะเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ

 

ไม่อยาก “ ทำแท้ง ” ต้องอ่าน

อันตรายจากการทำแท้งมีให้เห็นเป็นอุทาหรณ์มากมาย ผลกรรมจากการทำแท้งก็หนักไม่ใช่เล่น หากคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในนั้น คำแนะนำ 5 ข้อจาก Secret ช่วยคุณได้!

1. รู้หน้าที่ หากยังมีสถานะเป็นนักเรียนนักศึกษา นั่นหมายความว่าหน้าที่และความรับผิดชอบของเราในตอนนี้คือ การเรียน ดังนั้นต้องตั้งใจเรียนให้ดี ก่อนจะคิดถึงเรื่องอื่น

2.รู้ใจคนรักควรพูดคุยกับคนรักแบบเปิดอก เช่น ชอบเด็กหรือเปล่าต้องการมีลูกไหม หรือพร้อมจะมีลูกเมื่อไรกี่คน จากนั้นก็ต้องพิจารณาความพร้อมในเรื่องเงินทองและเวลาที่ต้องใช้ในการดูแลด้วย

3.รู้จักรักตัวเอง ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้หญิงหากยังไม่ได้แต่งงานแล้วเกิดตั้งครรภ์โอกาสที่ฝ่ายชายจะไม่รับผิดชอบมีสูงมากจึงต้องรู้จักป้องกันตัวเอง เช่น กินยาคุมกำเนิด หรือให้ฝ่ายชายใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง

4.รู้ประวัติส่วนตัว เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสุขภาพและเช็กประวัติโรคติดต่อทางพันธุกรรมของทั้งสองฝ่ายโดยละเอียด และหากฝ่ายหญิงตั้งครรภ์ขณะอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์และขอคำแนะนำอย่างใกล้ชิด

5.อย่าคิดว่าลูกจะเป็น “ตัวแก้ปัญหา”  ผู้หญิงหลายคนแอบหวังว่า การมีลูกจะช่วยคลี่คลายปัญหาชีวิตคู่ให้ดีขึ้นได้ แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป แถมปัญหาใหญ่กว่าที่ตามมาก็คือ “ตัวแก้ปัญหา” กลายเป็น “ตัวสร้างปัญหา” แทน!

 

ในทางพุทธศาสนา กรรมหนักอาจบรรเทาเบาบางลงได้ หากผู้ก่อกรรมพยายาม “แก้ตัว” ด้วยการทำกรรมดีสะสมไว้ให้มาก ๆ จนผลกรรมตามไม่ทัน แต่ทางที่ดีที่สุด อย่าเผลอไผลพาตัวไปเกี่ยวข้องกับการทำกรรมใด ๆ เลยจะดีกว่า เพราะ…

            เราอาจ “แก้ตัว” ได้ แต่ไม่มีใคร “แก้กรรม” ได้…เลยสักคน! 


มีปัญหา…ปรึกษาที่นี่

  •  สายด่วน 24 ชั่วโมง ศูนย์ประชาบดี โทร. 1300

รับปรึกษา  ร้องเรียน เบาะแสทางสังคมทุกเรื่อง

  •  สายด่วนกรมสุขภาพจิต โทร. 1323

ปรึกษาปัญหาท้องโดยไม่พร้อม

  •  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ รับปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง

โทร.  02 – 929 2301-3   www.apsw-thailand.org

  •  เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม

http://choicesforum.wordpress.com

  •  สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย

http://www.ppat.or.th

 


ที่มา : ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ Feature นิตยสาร Secret  ปี 2556  ฉบับที่ 122

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพ RitaE on pixabay

keyboard_arrow_up