ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อโลก เรื่องราวดีๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

ท่านว.วชิรเมธี
ท่านว.วชิรเมธี

ชีวิตนี้เพื่องาน งานนี้เพื่อโลก เรื่องราวดีๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

มื่อพูดถึงคำว่า “งาน” คุณนึกถึงอะไร? บางคนอาจนึกถึงงานประจำที่เราทำในแต่ละวัน หรืองานฟรีแลนซ์ที่เราทำเพื่อแลกกับเงินมาใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับ ท่านว.วชิรเมธี งานของท่านล้วนแล้วแต่เป็นงานที่จะนำพาสังคมประเทศชาติ และสังคมโลกให้ดีขึ้น

วิหารใหม่ในไร่เชิญตะวัน

ทีมงาน ซีเคร็ต มาถึงไร่เชิญตะวันในช่วงเช้า หลังจากกราบพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี แล้ว ท่านก็พาเดินชมไร่เชิญตะวัน ที่วันนี้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม (หลังจากที่เรามาปีที่แล้ว) พระอาจารย์พาเราเดินลัดเลาะไปตามทางเพื่อไปชมวิหารหลังใหม่ ในที่สุดเราก็อยู่เบื้องหน้าของวิหารหลังใหญ่สีน้ำตาลอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ พระอาจารย์ว.วชิรเมธีได้เล่าถึงวิหารหลังนี้ว่า

“วิหารแห่งนี้มีชื่อทางการว่า ‘วิปัสสนาคารนานาชาติ’เพราะมีเป้าหมายรองรับการปฏิบัติวิปัสสนากรรมของคนทุกชาติทุกศาสนา ทุกภาษา ที่อยากเรียนรู้ศิลปะแห่งการเจริญสติของพระพุทธองค์ มีชื่อเล่น 2 ชื่อ ชื่อแรกคือวิหารดิน เนื่องจากงานโครงสร้างนั้นเกิดจากดินและไม้ซึ่งเป็นงานเข้าลิ่มแบบโบราณ วิหารนี้มีความหมายแฝงว่า ธรรมะนั้นเหมือนแผ่นดินที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเรามองเป็นก็จะเห็นธรรม และดินยังเป็นสัญลักษณ์ของความเรียบง่ายซึ่งต้องการสื่อถึงความง่าย งาม ธรรมดาของพระพุทธศาสนา

“พระประธานคือ พระสิทธัตถมยมุนี หรือ หลวงพ่อสมปรารถนา ซึ่งแปลตรงตัวตามชื่อเดิมของพระพุทธองค์ เราเรียกกันอีกชื่อว่า หลวงพ่อยิ้ม เพราะพระพักตร์งามละไมมีรอยยิ้มอันเป็นสัญลักษณ์ของการตื่นรู้ ความสดชื่นร่มรื่นในหัวใจ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ไม่มีเวร ไม่มีภัย มีความสงบและความสุข บางครั้งเรียกกันว่า หลวงพ่อธรรมดา เพราะเป็นพระปูนปั้นสีขาวพื้นธรรมดา ไม่มีการประดับประดาความธรรมดานี้สำแดงความเป็นพุทธที่ง่าย งาม ธรรมดาอย่างชัดเจน”

ถึงตรงนี้พระอาจารย์ชี้ให้ดูบนเพดานของวิหารที่มีลักษณะสูงโปร่งแบบล้านนาและมีขื่อไม้ที่เชื่อมโยงต่อกัน

“ด้านบนของวิหารเป็นไม้ที่เชื่อมโยงต่อกันหลายร้อยท่อน โดยใช้การเข้าลิ่มที่แทบไม่มีการใช้ตะปู เรียกกันว่าเทคนิค ม้าต่างไหม การเชื่อมกันของไม้เหล่านี้สื่อถึงแก่นสำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ อิทัปปัจจยตา ภาวะที่สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี หรือสรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าแก่นสารอันแท้จริง นี่คือคำสอนที่ว่า อนัตตาในเมื่อทุกสิ่งมาจากหลายสิ่งรวมกันเป็นหนึ่งสิ่ง พอถอดองค์ประกอบออกมาจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าตัวตน มีแต่ความว่าง

“ถ้ามองขึ้นไปอีกจะเห็นโคมไฟสีขาวนวล เป็นงานศิลปะที่ทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เป็นสัญลักษณ์ของดวงตาเห็นธรรม ซึ่งควรเป็นเป้าหมายของทุกคนที่มาเรียนรู้พุทธศาสนาขั้นในการเห็นธรรมมี 4 ขั้น ขั้นแรกคือ โสดาบัน พระพุทธ-องค์ตรัสว่า พระโสดาบันควรเป็นเป้าหมายของปุถุชนทุกคนเราทุกคนต่างมีโพธิญาณ มีศักยภาพที่จะตื่นรู้ได้”

จากนั้นพระอาจารย์ชี้ให้เห็นผนังที่ประดับด้วยไม้ฉลุลายดอกบัวที่เป็นความงดงามโดดเด่นอีกประการของวิหารนี้

“นอกจากนี้ดอกบัว 5,000 ดอกที่รายล้อมอยู่บนผนังไม้ของวิหาร ใช้เทคนิคโบราณที่เรียกว่า ฝาไหล เมื่อเลื่อนฝามาปิดแล้วจะเกิดเงาตรงกลาง ก็จะเห็นดอกบัวเพิ่มขึ้นมาอีก เราจึงเรียกชื่อวิหารนี้อีกชื่อว่า วิหารดอกบัว ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของปริศนาธรรมของนิพพาน

“ด้านนอกของวิหารประดับด้วยคนโทน้ำ หรือทางช่างเรียกว่า หม้อปูรณฆฏะ ที่เห็นได้ตามศาสนสถานโบราณในเอเชียอาคเนย์ มีนัยทางศิลปะถึงความอุดมสมบูรณ์พระอาจารย์ต้องการเสนอว่า ที่แห่งนี้อุดมสมบูรณ์ทั้งทางกายภาพ คือประชาชนอยู่ดีกินดี เราจึงก่อตั้ง มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ สอนสัมมาอาชีพ ในขณะเดียวกันก็สมบูรณ์พูนสุขทางจิตใจและปัญญา เพราะเรานำธรรมะเป็นอาหารใจให้แก่คนที่เข้ามาด้วย”

นอกจากนี้ด้านหน้าและด้านหลังของวิหารมีรูปปั้นซึ่งแสดงปริศนาธรรมอีก 4 ชิ้น

“ถ้าเดินออกไปด้านหน้าจะเห็นเทพารักษ์ 2 องค์ยืนคุมเชิงอยู่หน้ามหาวิหาร องค์หนึ่งชื่อ พระเดช มีหน้าตาดุดวงตาถมึงทึงเข้มขลัง มองลงมาเหมือนจะกดข่มคนทั้งโลกอีกองค์ชื่อ พระคุณ มีพระพักตร์ยิ้มละไมเปี่ยมเมตตาพระเนตรที่ทอดลงมาเหมือนพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ ทั้งพระเดชพระคุณเป็นปริศนาธรรมที่สอนว่า เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะรักษาสมดุลระหว่างอำนาจและเมตตาให้พอเหมาะพอดี พอควร ผู้นำทุกคนก็ต้องรักษาสมดุลนี้ เพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข

“ด้านหลังพระวิหารมีสิงห์ 2 ตัว ตัวหนึ่งเหยียบแองกรี้เบิร์ด ไอแพ็ด เฟซบุ๊ก ไลน์ เหยียบโซเชียลมีเดียที่เราติดกันงอมแงมในเวลานี้ เพราะต้องการสื่อว่าเราต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเป็นไท ไม่ใช่เป็นทาส อีกตัวหนึ่งเหยียบโลก เป็นปริศนาธรรมสอนว่า ปัญหามีไว้ให้เหยียบไม่ได้มีไว้แบก เราเกิดมาบนโลกต้องเจอโลกธรรม 8 แต่ต้องเหยียบมันไว้ อย่าให้มันครอบงำเรา

“วิหารหลังหนึ่งไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แท้ที่จริงยังเป็นอุปกรณ์สอนธรรมอีกชิ้นหนึ่ง กล่าวได้ว่า พุทธศิลป์สื่อพุทธธรรมได้เป็นอย่างดี”

ไร่เชิญตะวันเรือนเพาะชำจินตนาการของพระอาจารย์.วชิรเมธี

พระอาจารย์เล่าว่า ช่วงหลังมานี้ ท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมากนัก เนื่องจากทุ่มเทเวลาทำงานหลายอย่างที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดว่าจะทำได้

“การได้กลับมาอยู่ที่เชียงราย ทำให้พระอาจารย์ได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ อยากทำอะไรก็ได้ทำ ถือว่าไร่เชิญตะวัน 200 ไร่แห่งนี้เป็นเรือนเพาะชำจินตนาการของตัวเอง จินตนาการอะไรดี ๆ ที่อยากสื่อสารกับโลกและช่วยเหลือประชาคมโลกก็ได้ทำที่นี่ แล้วทำอย่างเต็มที่เหมือนกับได้ปลดปล่อยพลังงานนิวเคลียร์ที่ถูกเก็บกักไว้

“ตอนแรกคิดว่าตัวเองเขียนหนังสือได้อย่างเดียวต่อมาก็ค้นพบว่าเราก็พูดพอไปวัดไปวาได้นะ (หัวเราะ) พอมาอยู่ที่นี่กลับได้รู้ว่า เราชอบออกแบบแลนด์สเคป จึงวางผังภูมิทัศน์เอง ต่อมาก็เริ่มรื้อแต่งพิมพ์เขียวที่ทำไว้ จึงค้นพบอีกว่าเราชอบงานสถาปัตย์ งานออกแบบก็สนุก ทำไปทำมาก็ได้ออกแบบร้านกาแฟ ต่อมาพอคนเข้ามาที่ไร่เยอะจึงต้องเรียนรู้การบริหารจัดการด้วย

“พระอาจารย์คิดว่า มนุษย์ทุกคนมีพหุปัญญา คือมีปัญญาที่หลากหลาย มีอัจฉริยภาพหลายด้าน ตามทฤษฎีพหุปัญญาของ โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แต่การศึกษาของโลกทำให้มนุษย์เก่งทางเดียว คือเป็น Specialistเช่น ถ้าเรียนเศรษฐศาสตร์ก็รู้แต่เรื่องเศรษฐศาสตร์ นี่คือผลของการศึกษาแบบกลไก ซึ่งมีมาแต่สมัยของ เรอเน เดส์การ์ตส์และ ไอแซก นิวตัน ที่มองทุกอย่างเป็นหน่วยย่อยลงไปจนไม่มีแก่นสาร ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาเจาะลึกไปเรื่อย

“แต่แท้จริงแล้ว มนุษย์เก่งหลายด้าน จึงมีคำว่าเรอแนซองซ์แมน หรือมนุษย์ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา ดังเช่นเลโอนาร์โด ดา วินชี ที่วาดรูปได้ ออกแบบดี การชลประทานก็รู้เรื่อง กายวิภาคก็เก่ง เป็นที่ปรึกษาให้กษัตริย์ได้ออกแบบอาวุธสงครามก็ไม่เลว ที่ฐานอนุสาวรีย์ของเขาจึงเขียนคุณสมบัติเขาไว้สิบกว่าข้อ หรือในหลวงรัชกาลที่ 9ของเราก็เช่นกัน ส่วนคำบาลีที่นึกออกคือ สพฺพตฺถิกมหามจฺโจเป็นคำบาลีสมัยพระพุทธเจ้า สมัญญานี้เป็นของมหาอำมาตย์ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน

“พระอาจารย์จึงสนใจคำนี้มาก และคิดว่าหากการศึกษาทั้งโลกทำให้คนได้ค้นพบอัจฉริยภาพที่หลากหลายในตัวเอง โลกจะไปไกลกว่านี้ มนุษย์ทุกคน ถ้าเราไม่ดูถูกตัวเอง จะค้นพบว่าเราเป็นเหมืองทองคำของศักยภาพที่ถลุงได้ไม่จบไม่สิ้น เราไม่ต้องพยายามเป็นอะไรเลย เพราะเราเป็นอย่างนั้นมาตั้งแต่เกิดแล้ว ฉะนั้นการศึกษาต้องทำให้คนหลุดออกจากการถูกมัดตราสังโดยระบบที่มองมนุษย์เป็นเหมือนอะไหล่สักตัวที่มีอัจฉริยภาพเพียงด้านใดด้านหนึ่งในเครื่องยนต์กลไกเท่านั้น

“พระอาจารย์มาค้นพบที่นี่ว่า แท้จริงแล้วเราทำอะไรได้เยอะแยะมากมาย และเมื่อพลังงานนิวเคลียร์อัจฉริยภาพได้ถูกปลดปล่อย เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่า คนเล็ก ๆ อย่างคุณก็ช่วยโลกนี้ให้ดีงามได้”

ชีวิตนี้เพื่องานงานนี้เพื่อโลก

ช่วงบ่ายของวัน เราได้ร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมของกองประกวด Mr.Global ซึ่งนำคณะผู้เข้าประกวดจากนานาประเทศทั่วโลกมาเก็บตัวเพื่อเรียนรู้วิถีการทำเกษตรของชาวไร่ชาวนาไทย และฝึกสมาธิภาวนาตามแนวทางพระพุทธศาสนาที่ไร่เชิญตะวันแห่งนี้ เราได้เห็นภาพของชาวต่างชาติสนุกกับการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างสนุกสนานไม่ว่าจะเป็นการดำนา ขี่ควาย เก็บไข่ไก่ การร่วมแสดงระบำพื้นเมืองร่วมกับชาวไทลื้อ ที่พระอาจารย์ชวนให้มาร่วมทำงาน รวมไปถึงการตักบาตร เดินจงกรม นั่งสมาธิตามวิถีพุทธ

ระหว่างที่พระอาจารย์มีช่วงเวลาว่าง ซีเคร็ต จึงขอนมัสการสัมภาษณ์ท่านในประเด็นของงานสำคัญที่ท่านมุ่งมั่นทำมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ได้เห็นพระอาจารย์อุทิศตนทำงานอย่างหนักอยากกราบเรียนพระอาจารย์เล่าให้ฟังถึงงานเหล่านี้ค่ะ

งานที่พระอาจารย์ทำอยู่ตอนนี้แม้มีมากมายหลายประการ แต่เมื่อพูดถึงสาระสำคัญมีทำอยู่ 4 เรื่องเท่านั้นเองคือ 1. การศึกษา 2. การเผยแผ่ 3. การพัฒนาสังคม และ4. สันติภาพ

ทางด้านการศึกษา พระอาจารย์หันมาเน้นการศึกษาของคณะสงฆ์ ซึ่งหมายถึง พระภิกษุหนุ่ม สามเณรน้อยเนื่องจากมองเห็นวิกฤตทุกวันนี้พระสงฆ์ที่มีคุณภาพที่จะทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตมีน้อยเหลือเกิน ทำอย่างไรจึงจะสร้างพระที่เป็นนักเทศน์นักสอนที่มีศักยภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้

พระอาจารย์จึงกลับไปฟื้นฟูโรงเรียนวัดครึ่งใต้ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 เป็นต้นมาเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯมาทรงเยี่ยมโรงเรียน จึงพระราชทานชื่อเล่นให้ว่า“โรงเรียนเตรียมสามเณร” และตรัสว่าอยากขอให้พัฒนาพระธรรมทูตให้สังคมไทยอย่างน้อยปีละ 100 รูป

พระอาจารย์จึงปักหลักที่จะปฏิรูปสถาบันสงฆ์ผ่านการสร้างลูกพระลูกเณรรุ่นใหม่ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นน้ำจึงกลับไปพัฒนาโรงเรียน โดยตั้งเป้าว่าลูกสามเณรของเราต้องมีความรู้ทางโลกที่เลิศล้ำ ทางธรรมที่เลิศลอย นั่นคือได้เรียนรู้วิชาการทางโลกเหมือนเยาวชนคนรุ่นใหม่เรียนกันทุกประการ ขณะเดียวกันก็มีความรู้ทางพระธรรมวินัยที่แม่นยำและมีศีลาจารวัตรงดงามน่ากราบไหว้ นอกจากนี้ก็ได้เรียนภาษาจีน อังกฤษ และบาลี ให้มีความเป็นเลิศเพื่อให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารธรรมได้

น่ายินดีมากที่เมื่อปีที่ผ่านมา ลูกเณรรูปหนึ่งของโรงเรียนชนะเลิศการบรรยายธรรมเป็นภาษาอังกฤษ เข้ารับทุนพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม-บรมราชกุมารี พร้อมทั้งเทศน์ถวายนาน 5 นาที ปีนี้ก็ได้เห็นผลลัพธ์ที่น่ายินดีมากคือ ลูกเณรสามารถสอบ B-NET หรือข้อสอบมาตรฐานกลางวิชาพระพุทธศาสนาของประเทศไทยได้ที่ 1 ถึง 3 รูป งานสร้างคนเหมือนการปลูกต้นไม้ ต้องใช้เวลา แต่ถ้ารากแก้วหยั่งลึกแล้ว เขาแข็งแรงพอ วันหนึ่งข้างหน้าเขาจะแผ่สาขากิ่งก้านให้ร่มเงาได้มากมายอีกหนึ่งงานที่เห็นน่าจะเป็นโครงการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน

โครงการ 9 วันที่ฉันตื่น เป็นการสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้มีความรู้คู่คุณธรรม โดยให้บวชเรียนช่วงซัมเมอร์ เรียกได้ว่าเป็นธรรมะซัมเมอร์แคมป์ ซึ่งจัดขึ้นปีนี้เป็นปีที่ 6 แล้วแต่ละปีมีเด็กมาสมัคร 3 - 4 พันคน แต่เรารับได้แค่ 200 คน

เมื่อมาบวชก็ได้เรียนกับครูที่ดีที่สุดทั้งทางโลกและทางธรรม โดยจะได้เรียนกับโยมที่ประสบความสำเร็จ เพื่อปลูกฝังคุณค่าความสำเร็จที่ถูกต้องและสง่างาม และได้เรียนกับพระซึ่งเป็นปัญญาชน เป็นตัวอย่างให้เด็ก ๆ ได้ว่า แม้มาจากรากเหง้าคนชนบท แต่ก็สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นผู้นำได้หากมีการศึกษาที่ดีพอ พระอาจารย์คิดว่าการเติมธรรมะให้เยาวชนจำเป็นมาก เพราะสิ่งนี้คือภูมิคุ้มกันให้เด็กมีวุฒิภาวะในการดำรงชีวิตสืบไปในวันข้างหน้า

พอเราทำโครงการนี้ก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามาที่วัด ทั้งเยาวชนไทยและเยาวชนต่างชาติ บางคนมาขออยู่เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน บางคนตามมาจากเฟซบุ๊กของเราซึ่งลงคลิปธรรมะภาษาไทยและอังกฤษทุกเช้า เรามีสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้วคือธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เราต้องเติมวิธีการสื่อสารที่ดีนี่คือเหตุผลที่พระอาจารย์ทุ่มเทเวลากับการสร้างพระธรรมทูต

ที่ผ่านมาได้เห็นว่าพระอาจารย์ได้ใช้สื่อทันสมัยในการทำให้คนเข้าถึงธรรมะอย่างกว้างขวางขึ้น

สำหรับ งานเผยแผ่ พูดง่าย ๆ ว่ามีเครื่องมือไหนบ้างที่ทำให้คนเข้าถึงธรรมะ พระอาจารย์ใช้ทุกรูปแบบ มีเฟซบุ๊กไลน์ หรือแอพพลิเคชันตัวไหนใช้ได้ก็ใช้ แต่ใช้อย่างเป็นนายไม่ใช่เป็นทาส นอกจากนี้แม้แต่งานศิลปะก็หยิบมาใช้ ที่นี่จึงมีหอศิลป์ที่แสดงงานของศิลปินระดับจังหวัดระดับประเทศ และระดับโลกมากกว่า 50 ชิ้น และฝาผนังก็วาดภาพแฝงปริศนาธรรมไว้อย่างสวยงาม เปิดให้ญาติโยมและนักท่องเที่ยวได้มาเรียนรู้ดูงานทุกวัน พระอาจารย์เชื่อมั่นว่า พุทธศิลป์เป็นเครื่องมือสื่อพุทธธรรมได้ ซึ่งพระพุทธองค์ให้ความสำคัญกับงานศิลปะมาก ในมงคลสูตร พระองค์ตรัสถึงอุดมมงคลของชีวิต 38 ประการ หนึ่งในนั้นมีศิลปะด้วย

นอกจากนี้พระอาจารย์ได้เขียนกวีนิพนธ์เพื่อใช้เป็นเพลงประกอบรายการ สามเณรปลูกปัญญาธรรม รายการนี้เป็นรายการสอนธรรมะเด็ก แต่ได้ประโยชน์ถึงผู้ใหญ่ทุกเพศทุกวัย นี่เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มีความสุขมากที่ได้ทำ เพราะมีคนดู 24 ชั่วโมง ถ่ายทอดสด 1 เดือนเต็ม คนดูได้รับประโยชน์มหาศาล เราเชิญทุกคนมาวัดไม่ได้ แต่การถ่ายทอดสดทำให้วัดไปหาทุกคนได้ กวีนิพนธ์ที่พระอาจารย์เขียนไว้ ทรูนำไปใส่เนื้อเรื่องทำนอง กลายมาเป็นเพลงธรรมะกว่า 20 เพลง

สำหรับพ็อกเก็ตบุ๊กที่ใช้เผยแผ่ก่อนหน้านั้นก็มีอยู่และยังมีการบรรยายธรรมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นกิจวัตรของพระอาจารย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร สำหรับงานเผยแผ่ตอนนี้เรียกว่าใช้ทุกวิธีการทุกช่องทางที่ไม่ขัดกับพระธรรมวินัย เพื่อให้ธรรมะไหลออกไปจากจิตจากใจของเรา จากพระคัมภีร์ ให้เข้าไปถึงเนื้อถึงตัว ถึงชีวิตจิตใจของพุทธบริษัท ญาติโยม และประชาคมโลก

สำหรับงานที่สามคือการพัฒนาสังคมล่ะคะ

งานที่สามคือ การพัฒนาสังคม มีหลายส่วนมาก ถ้าพูดถึงภาพรวมคือ สังคมมีปัญหาอะไรก็ตาม พระสงฆ์ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เพราะพระสงฆ์เป็นองคาพยพหนึ่งของสังคม การดำรงอยู่ของสังฆะก็เพื่อมอบธรรมะให้แก่สังคม ถ้าไม่เป็นเช่นนี้แล้วจะมีพระในวัดไว้เพื่ออะไร

ที่ผ่านมาได้ทำงานสังคมหลายประการ ทั้งการเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติต่าง ๆ แต่ตอนนี้มุ่งให้ความสำคัญสองงานคือ หนึ่ง มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ เรียกสั้น ๆ ว่า โรงเรียนชาวนา มีภารกิจเพื่อแก้ปัญหาความยากจนโดยใช้ระบบเกษตรกรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมคนเข้าสู่ธรรม

ตราบใดที่ชาวบ้านยังยากจน ท้องไม่อิ่ม เขาก็ไม่สนใจธรรมหรอก วันหนึ่งพระอาจารย์จะไปเทศน์เป็นธรรมบรรณาการ มัคนายกกลับบอกว่า ไม่ต้องเทศน์ยาวนะ ได้ฟังแล้วสะเทือนใจมาก จึงถามว่า ทำไมล่ะพ่ออุ้ย เขาก็บอกว่า ถ้าฟังพระอาจารย์เทศน์เป็นชั่วโมง กว่าจะเลิกไปจากวัดก็ 10 โมงพอดี ไปรับจ้างอะไรก็เหลือค่าจ้างแค่ครึ่งหนึ่งแล้ว นั่นคือเขากำลังบอกว่า ถ้ามัวแต่ฟังเทศน์ เดี๋ยวไม่มีข้าวกิน เห็นหรือยังว่า ถ้าเราแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ธรรมะก็ไม่มีความหมาย

เรื่องนี้แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงให้ความสำคัญ ดังที่มีพุทธพจน์สำคัญที่ว่า ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง และนี่คือจุดเริ่มต้นของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธที่พระอาจารย์นำมาใช้และก่อตั้งเป็นโรงเรียนชาวนา เพื่อช่วยปัญหาความยากจนของชาวบ้านในละแวกนี้

โรงเรียนชาวนาเปิดสอน เกษตรอินทรีย์วิถีพุทธ ทุกวันเสาร์ หลักสูตรหนึ่งปีเต็ม เมื่อพูดถึงเกษตรอินทรีย์หลายคนนึกถึงข้าว ผัก ผลไม้ แต่ที่นี่เราเริ่มต้นตั้งแต่คนอินทรีย์คือนักเรียนทุกคนต้องไม่ติดอบายมุขทุกชนิด จากนั้นจึงขยายไปถึงระบบเกษตรอินทรีย์ สิ่งแวดล้อมอินทรีย์ผลิตผลอินทรีย์ ครอบครัวอินทรีย์ และความสุขอินทรีย์

มหาวิทยาลัยแม่โจ้มาช่วยพระอาจารย์ในเรื่องนี้ตั้งแต่ปีแรก ในงานครบรอบ 80 ปีของมหาวิทยาลัยจึงได้ประกาศตัวเป็นมหาวิทยาลัยอินทรีย์แห่งแรกของไทย ส่วนผู้ว่า-ราชการจังหวัดเชียงรายก็มาเซ็น MOU ประกาศเป็นจังหวัดอินทรีย์แห่งแรกเช่นกัน ตอนนี้มีประเทศต่าง ๆ มาดูงานกว่า 20 ประเทศแล้ว ต่อไปถ้าเราสามารถขยายเป็นประเทศอินทรีย์ บ้านเมืองนี้คงน่าอยู่มาก

นอกจากนี้ก็มีสอนสัมมาอาชีพปีละ 20 อาชีพ เช่นสอนแพ็คเกจจิ้งก็มีครูมาจากญี่ปุ่น เรียนจบก็รับ “ปัญญาบัตร” ไม่ใช่ปริญญาบัตรที่รับแล้วต้องไปหางานทำ ปัญญาบัตรจบแล้วมีงานทำทันทีเพราะได้เรียนรู้แบบ Learning by doing เรียนผ่านการลงมือทำไปแล้ว ปีนี้จะเพิ่มเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ด้วย

การเรียนทุกอย่างไม่มีค่าเทอม ไม่จำกัดเพศและอายุคุณสมบัติข้อเดียวคือ ขอให้คุณเป็นมนุษย์ มีหลายคนเรียนจบรุ่นหนึ่งก็มาเรียนต่อ เพราะเขามีความสุข ได้ห่อข้าวมากินด้วยกัน การเรียนก็เป็นแบบปลายเปิด ไม่มีการสอบวัดผล เพราะเชื่อว่าการศึกษาต้องมาพร้อมความสุข ถ้าเรียนแล้วมีความสุขก็จะเรียนได้อย่างลึกซึ้งและยาวนานเพราะไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนอยู่ ตอนนี้โรงเรียนพัฒนามาถึงปีที่5 แล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานควายครูมาให้ 5 คุณ ถือเป็นกำลังใจของโรงเรียนเป็นอย่างยิ่ง

พระอาจารย์นำปรัชญาเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธมาใช้เพื่อช่วยชาวไร่ชาวนาคนยากคนจนให้ยืนหยัดพึ่งตนเองได้ทั้งทางเศรษฐกิจและจิตใจ มีตัวชี้วัด 3 ตัว คือ 1. อยู่รอดโดยมีสัมมาอาชีพ ไม่ต้องแบมือขอเงินใคร 2. อยู่ได้ ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ เป็นอิสระจากระบบตลาด จากการกู้ในระบบและนอกระบบ คุณปลูกทุกอย่างที่กินและกินทุกอย่างที่ปลูกเองได้ 3. อยู่ดี คือเป็นมืออาชีพ พึ่งตัวเองได้แล้ว มีอยู่มีกิน มีรายได้ชัดเจน คนเหล่านี้ก็จะกลายเป็นพ่อครูแม่ครูเดินสายขยายความรู้ เป็นครูของแผ่นดินเพราะทุกครั้งที่ช่วยคน เราหวังว่าพวกเขาจะสร้างผู้คนอื่น ๆ ต่อไป จึงจะเป็นการช่วยที่ยั่งยืน

โชคดีมากที่ปีที่ผ่านมา บริษัทซื้อข้าวที่หางโจวซึ่งมียอดขายอันดับสองของ Alibaba เดินทางมาเจรจาซื้อข้าวอินทรีย์จากนักเรียนชาวนาของเราที่บ้านป่าเปา อ.พาน ซึ่งทำเกษตรอินทรีย์ยกชุมชนเป็นพันไร่ นอกจากนี้เขาก็ยังนิมนต์พระอาจารย์ไปเทศน์เรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมเริ่มด้วยต้นข้าวเมล็ดเดียวที่หางโจวด้วย

นอกจากนี้ก็มีอีกสองโรงเรียนคือ โรงเรียนสืบศิลป์แผ่นดินล้านนา สอนศิลปวัฒนธรรมล้านนา เป็นลมหายใจของแผ่นดิน และเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้มีเวทีแสดงหาทุนเรียนหนังสือ ผู้แก่ผู้เฒ่าที่อยู่กับบ้านก็ได้ไปแสดงดนตรีรับนักท่องเที่ยว และโรงเรียนชีวกานุสรณ์ สอนชาวไร่ปลูกพืชสมุนไพร ผลิตยาไว้ใช้เองในครัวเรือน ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิดว่า ทำมาหากินคู่กับทำมาหาธรรม เพราะถ้าไม่มีธรรมจะกลายเป็นทำมาหากรรม (หัวเราะ)

พระอาจารย์ได้ร่วมงานกับ UNHCR ด้วยใช่ไหมคะ

นี่คืองานพัฒนาสังคมอีกหนึ่งงานที่พระอาจารย์มุ่งให้ความสำคัญ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR นิมนต์พระอาจารย์เป็นพระธรรมทูตไปให้กำลังใจผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศปีนี้เป็นปีที่ 2 แล้ว พระอาจารย์ตั้งใจทำงานนี้มาก เพราะการดำรงอยู่ของสังฆะก็เพื่อมอบธรรมะให้สังคม ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึงสังคมโลก พระอาจารย์พูดเสมอว่า เราทุกคนนั้นเป็นคนชาติเดียวกัน เราเป็นมนุษยชาติเหมือนกัน เราเกิดเป็นมนุษย์ก่อนที่จะเป็นอย่างอื่นทั้งหมด นี่คือรากร่วมทางวัฒนธรรมที่เรามีเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นเวลาที่ไปเห็นผู้ลี้ภัยเหล่านี้ เรารักเขาได้ทุกคนโดยไม่แบ่งแยก ไม่มีเงื่อนไข พระอาจารย์เชื่อมั่นว่าเมตตาเป็นสากล คือรักคนได้ทั้งโลก เมื่อไปเยี่ยมค่ายก็เกิดแรงบันดาลใจหลายอย่าง ผู้หลักผู้ใหญ่ของ UNHCR ก็มาเยี่ยมไร่เชิญตะวันหลายรอบ เพราะมองว่าโครงการช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาที่นี่สามารถนำไปใช้ในค่ายผู้ลี้ภัยได้ ทุกวันนี้แต่ละค่ายรอคอยว่าอาหารจะส่งมาจากประเทศไหน ซึ่งน่าสะเทือนใจมาก พระอาจารย์จึงเสนอความคิดว่าควรสอนผู้ลี้ภัยให้ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ได้เอง

ตอนนี้ผู้ลี้ภัยในโลกมี 56 ล้านคน และมีผู้ลี้ภัยที่อยู่ในขั้นอันตรายมากประมาณ 2 ล้านคน นี่คือมหันตภัยที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ตื่นรู้ลุกขึ้นมาช่วยกัน วันหนึ่งปัญหาเหล่านั้นจะลุกลามมาถึงเมืองไทย เพราะโลกทั้งผองเชื่อมกันทั้งหมดทั้งสิ้น คุณเห็นปัญหาแล้วไม่คิดแก้ปัญหา วันหนึ่งคุณจะกลายเป็นปัญหานั้นเสียเอง

งานด้านสันติภาพโลกมีอะไรบ้างคะพระอาจารย์

งานด้านสันติภาพโลก หลัก ๆ คือที่ไร่เชิญตะวันเปิดสอนสมาธิภาวนาให้ชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะเชื่อมั่นว่าสติเป็นรากฐานของสันติ สติของคนคนหนึ่งจะส่งผลต่อคนอีกคนเสมอ การเจริญสติจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เป็นเรื่องส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะผู้มีสติจะไม่ประทุษร้ายใคร ไม่ทำให้ใครเจ็บ ไม่โกงใคร ไม่เบียดเบียนใครการนั่งเจริญสติไม่ได้เป็นการเห็นแก่ตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างแท้จริง

อีกประเด็นหนึ่งของงานด้านนี้คือ การแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างลัทธินิกายต่าง ๆ โดยไม่ปิดกั้นตัวเอง ไม่คิดว่าพุทธเถรวาทวิเศษที่สุดแล้วจะไม่เรียนรู้จากใคร พระอาจารย์เปิดรับทุกลัทธินิกาย ผู้นำศาสนาต่าง ๆ จึงเดินทางมาแลก-เปลี่ยนกับเราตลอด บางทีพระอาจารย์ก็เดินทางไปหาท่านเหล่านั้น และเชื่อมั่นว่าหากขยายวงกว้างออกไปจะกลายเป็น เน็ตเวิร์คแห่งสันติภาพ เพราะศาสนาควรเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสรรค์สันติภาพ วิธีหนึ่งที่จะทำให้ศาสนาเป็นหุ้นส่วนของสันติภาพคือ ผู้นำทางศาสนาต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกัน หลุดมาจากกรอบอันคับแคบที่ว่าศาสนาของตัวเองดีที่สุด ซึ่งพระอาจารย์คิดว่าไม่มีหรอกมีแต่ศาสนาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนแต่ละกลุ่มเท่านั้น

พระอาจารย์ได้เดินสายไปสอนสมาธิภาวนาแก่ชาวไทยและชาวต่างชาติในต่างประเทศเป็นประจำทุกปี ตอนนี้ในอเมริกาก็ดี ยุโรปก็ดี มีศูนย์สอนสมาธิภาวนาเพิ่มขึ้นอย่างมาก สติหรือ Mindfulness เป็นคำที่ฮิตที่สุดในตะวันตกในเวลานี้ พระอาจารย์เชื่อมั่นว่า สติคือรากฐานของสันติ หากคนหนึ่งคนมีสติในเรือนใจ เขาจะกลายเป็นหน่วยสันติภาพโลกเคลื่อนที่ได้

ทุกปีที่นี่มีหลักสูตรสมาธิภาวนาเข้มข้น 10 วันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เราจะรับชาวต่างชาติคราวละประมาณ 100คน แต่ละคนกลับไปก็จะไปเป็นครูสอนสมาธิภาวนาและการเจริญสติในชีวิตประจำวันในองค์กรต่าง ๆ เพราะเขาเล็งเห็นว่าสมาธิภาวนาเป็นทั้งสิ่งชุบชูใจให้สดชื่นรื่นเย็นได้และเสริมให้ทำงานมีประสิทธิภาพได้ ชาวตะวันตกสนใจธรรมะมาก จึงเป็นสิ่งที่พระอาจารย์พยายามพัฒนาไร่เชิญตะวันให้มีความเป็นสากล เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้ธรรมะสำหรับชาวโลก

 

พระอาจารย์จึงสร้างให้ไร่เชิญตะวันเป็นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาเรียนรู้ธรรมะได้ใช่ไหมคะ

ที่นี่มีชื่อว่า ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน (Cherntawan International Meditation Center) เพื่อให้สามารถทำงานกับคนทุกชาติทุกศาสนาได้ คำว่า สากลคือเราทุกคนสามารถรับประโยชน์จากธรรมะของพระพุทธองค์ได้ที่นี่ เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ไม่เคยรู้จักสิ่งที่เราเรียกกันในเวลานี้ว่าพุทธศาสนาสิ่งที่พระองค์รู้ตรัสรู้คือสัจธรรมอันเป็นสากล มีอยู่คู่กับโลกและใช้ได้กับคนทั้งโลก

ต่อมาเมื่อเกิดมีชื่อเรียกเป็นศาสนาต่าง ๆ ทำให้แบ่งคนออกจากกัน แท้จริงแล้วคนเรามีศักยภาพที่จะรักกันอย่างไร้ขีดจำกัดและเชื่อมกันได้หมด ดังที่ว่า โลกทั้งผองเป็นพี่น้องกันได้ พระอาจารย์จึงทำให้คนที่มาที่นี่กลับไปหาแก่นสารเดิมแท้ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบและอำนวยประโยชน์แก่คนทั้งโลกมาก่อน

ทราบว่าพระอาจารย์ได้จัดโครงการฟื้นฟูศักยภาพผู้หญิงด้วย

โครงการสุชาดาสิกขาลัย ตั้งขึ้นเพื่อรำลึกถึงนางสุชาดาผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระโพธิสัตว์ก่อนตรัสรู้ ซึ่งก่อนนิพพานพระพุทธองค์ตรัสถึงคนสองคนที่มีคุณูปการต่อพระองค์ นามหนึ่งคือ นางสุชาดา ผู้ถวายข้าวมธุปายาสที่เสวยก่อนตรัสรู้ อีกนามหนึ่งคือ นายจุนทะ กุมารบุตรผู้ถวายข้าวมื้อสุดท้ายก่อนพระองค์นิพพาน พระอาจารย์คิดว่า พระองค์ท่านอาจต้องการให้เราไม่ลืมนางสุชาดาที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือ อย่าลืมผู้หญิงนั่นเอง

ถ้าเราย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์ พระพุทธ-ศาสนาเป็นศาสนาที่ยอมรับความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงให้ชายบวชได้ หญิงก็บวชได้ต่อมาเมื่อเรื่องนี้หายไป พระอาจารย์จึงรื้อฟื้นมาใหม่ เพราะอยากให้ลูกผู้หญิงเก่ง ๆ มาช่วยงานแก้ปัญหาสังคม เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพธรรม รื้อปัญหาที่สะสมไว้ออกไปให้คนมีศักยภาพได้ทำงานจริง ๆ

ในสังคมไทยไม่ค่อยให้พื้นที่ทางศาสนากับผู้หญิงนักแม่ชีหลายคนมีความรู้ความสามารถ บวชมาหวังจะมาช่วยเผยแผ่พระพุทธศานา แต่เรามักเจอแม่ชีเหล่านี้ในห้องครัวเป็นได้แค่แม่ครัวสำหรับวัด ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่พระอาจารย์ก่อตั้งโครงการสุชาดาสิกขาลัย รับสมัครผู้หญิงเก่งทั้งประเทศมานำร่องเรียนรู้หลักสูตรเข้มข้น 10 วัน เพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่สตรีมีเสรีภาพในการทำงานทางพุทธศาสนาเทียมบ่าเทียมไหล่พระสงฆ์ เพราะมีปัญหามากมายที่พระสงฆ์เข้าไม่ถึงและผู้หญิงจะทำงานได้ดีกว่า

สำหรับผลที่ออกมาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลายคนบินมาจากอเมริกา หลายคนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นหลวงแม่ รุ่นนี้พระอาจารย์จะคัดส่วนหนึ่งไปเฝ้าท่านทะไลลามะ เพื่อให้เรียนรู้กับครูของโลก ครูที่รักเพื่อนมนุษย์โดยปราศจากการแบ่งแยกด้วย

ที่ผ่านมาพระอาจารย์ได้ทุ่มเททำงานทุกอย่างที่ค้นพบว่าตัวเองทำได้

พระอาจารย์นึกถึงคำของมหาตมาคานธีที่ว่า อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรในโลก คุณจงเป็นความเปลี่ยนแปลงนั้นเสียเอง พระอาจารย์จึงหันหลังให้กรุงเทพฯ เพราะอยากมาเป็นความเปลี่ยนแปลงเสียเอง แทนที่จะพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เราอยากเห็น แทนที่จะพูดถึงโลกในอุดมคติ แทนที่จะด่าทอสังคมไม่ยุติธรรม ดังนั้นห้าปีมานี้ พระอาจารย์เลิกพูดถึงสิ่งเหล่านั้น แต่หันกลับมาลงมือทำงานแบบหนอนทำงานกับรากหญ้า ทำงานกับดินจริง ๆ

อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรดีเกิดขึ้นลงมือทำเดี๋ยวนี้อย่ารอเพราะไม่มีวันนี้สองครั้งเราต้องลงมือทำทันที


Secret’s Quote

เมื่อพลังงานนิวเคลียร์อัจฉริยภาพในตัวคุณได้ถูกปลดปล่อย

เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่า คนเล็กอย่างคุณก็ช่วยโลกนี้ให้ดีงามได้

ท่านว.วชิรเมธี


เรื่อง เชิญพร คงมา ภาพ วรวุฒิ วิชาธร


บทความที่น่าสนใจ

ภัยของการตกเป็นทาสขยะข้อมูล ปฏิกูลข่าวสาร บทความดีๆ จาก ท่านว. วชิรเมธี

เมื่อความอิจฉาริษยาพาวินาศ แง่คิดเตือนใจจาก ท่านว. วชิรเมธี

ทำอย่างไรให้สมหวังดั่งขอพร บทความดีๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

พระมหาชนกบนท้องถนนท่านว.วชิรเมธี ยกย่อง ตูน อาทิวราห์ ผู้ทรงอิทธิพลแห่งปี

keyboard_arrow_up