ธรรมโอสถสำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ธรรมโอสถสำหรับ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ธรรมโอสถสำหรับ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

“คิดมากเกินไปรึเปล่า ปล่อยวางบ้าง” “คิดบวกเข้าไว้ ยังมีคนที่แย่กว่าเราอีกเยอะ” “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ไปจนถึง “ไปนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม สงบจิตสงบใจหน่อยไหม”

ล้วนเป็นคำพูดที่แสดงความปรารถนาดี แต่เป็นความหวังดีที่ผิดบุคคล ผิดเวลา หากคน ๆ นั้นกำลังมีอาการของโรคซึมเศร้า

ก่อนที่จะอธิบายให้กระจ่างว่า “ผิด” นั้นผิดอย่างไร เราจำเป็นต้องรู้จักโรคซึมเศร้ากันเสียก่อน

10 – 15 ปีก่อนนี้ “โรคซึมเศร้า” ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนักในประเทศไทย แต่ปัจจุบันกลายเป็นโรคทางจิตเวชที่พบบ่อยจนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ  โดยกรมสุขภาพจิตกำหนดให้ปี พ.ศ. 2552-2563 เป็นทศวรรษของการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้ากันเลยทีเดียว

แม้ว่าเป็นโรคที่ชื่อคุ้นหู (ขึ้น) แต่สังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องนักเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่มักเข้าใจ (ไปเอง) ว่า เป็นสภาวะ “จิตตก” คือ มีความรู้สึกเครียด กลุ้มใจ เศร้าใจ หดหู่ที่เกิดขึ้นจากความผิดหวังหรือการสูญเสียเดี๋ยวก็หายได้เองมากกว่าที่จะเป็นโรค

ในทางการแพทย์ระบุว่า โรคซึมเศร้าเป็นความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความคิด และอวัยวะส่วนอื่นของร่างกาย โดยผู้ป่วยมักมีอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน ๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น หรือเป็นรุนแรง และมีอาการผิดปกติทางร่างกายอื่น ๆ ตามมา เช่น นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนมากเกินไป เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง สมาธิและความจำลดลง  ไม่สนใจตนเอง สังคม และสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานหรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันบกพร่อง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า จนถึงไม่คิดอยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

สาเหตุที่แท้จริงของโรคซึมเศร้านั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่จากการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง พบว่า โรคซึมเศร้า สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัยประกอบกัน ได้แก่

  • กรรมพันธุ์ มีส่วนเกี่ยวข้องสูงโดยเฉพาะในกรณีของผู้ที่มีอาการเป็นซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
  • สมดุลของระบบสารเคมีในสมอง พบว่า ระบบสารเคมีในสมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามีความผิดปกติโดยมีสารที่สำคัญ ได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (norepinephrine)ลดต่ำลงรวมทั้งอาจมีความผิดปกติของเซลล์รับสื่อเคมีเหล่านั้น
  • อุปนิสัย นิสัยและบุคลิกภาพเชิงลบ เช่น การขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง มองตนเองในง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย ไม่สามารถขจัดความเครียดได้อย่างเหมาะสม สามารถทำให้บุคคลนั้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าได้
  • ปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสูง เช่น การสูญเสียหรือพลัดพราก ความเจ็บป่วยที่เรื้อรังปัญหาทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่ไม่พึงปรารถนา สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคซึมเศร้าได้

การเป็นโรคซึมเศร้าจึงไม่ได้หมายความว่า ผู้ป่วยคิดไปเองว่าป่วย เรียกร้องความสนใจ หรือเป็นคนขี้เกียจ อ่อนแอ คิดมาก ไม่สู้ปัญหา เอาแต่ท้อแท้ แต่เขาไม่สามารถรวบรวมสติและพลังที่จะต่อสู้ให้อาการซึมเศร้านั้นให้ดีขึ้นได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนั้น ความเข้าใจและการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างเหมาะสมจากคนใกล้ชิดผู้ป่วยโดยเฉพาะคนในครอบครัวและเพื่อนมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติไม่เหมาะสม (เนื่องจากความไม่เข้าใจทั้งโรคและผู้ป่วยอย่างถ่องแท้) เช่น การไม่ให้ความสำคัญกับอาการป่วยของผู้ป่วย การกล่าวโทษผู้ป่วยว่าแสร้งทำหรือขี้เกียจ การเรียกร้องให้ผู้ป่วยต้องหายจากโรคอย่างรวดเร็ว อาจกลายเป็นการซ้ำเติมหรือกดดันผู้ป่วยโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ผู้ป่วยอ่อนแอลง รู้สึกเหนื่อยอ่อน ไร้ค่า สิ้นหวัง หรือหมดหนทางที่จะต่อสู้กับปัญหาต่อไปได้

เมื่อรู้ตัวหรือสงสัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าจึงควรไปพบแพทย์ เพราะขั้นตอนในการรักษานั้นค่อนข้างซับซ้อนใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนาน และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจึงจะรักษาอย่างได้ผล

แล้ว  “ธรรมะ” ช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้หรือไม่?

ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ในการเป็นโรคนี้มาก่อน  “ธรรมะโอสถ” ช่วยเยียวยาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้ แต่ต้องใช้ให้ถูกเวลา

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า  ผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิตใจ (สามารถ)  รู้ชัดซึ่ง “จิตหดหู่” และ “จิตฟุ้งซ่าน” ได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคซึมเศร้าอย่าว่าแต่พิจารณาเห็นจิตตามปกติเลย แค่การใช้ชีวิตประจำวันให้เป็นปกติก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก เพราะอาการของโรคทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรวบรวมสติและพลังที่จะต่อสู้โรคได้ด้วยตนเอง

หากพยายามบังคับตัวเองให้ปฏิบัติธรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สวดมนต์ นั่งสมาธิ แล้วไม่สามารถทำได้จะยิ่งเพิ่มความรู้สึกหงุดหงิดและผิดหวังในตัวเอง พาลคิดน้อยใจไปว่า แม้แต่ธรรมะก็ไม่ช่วย และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าลงไปอีก ทำให้อาการของโรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้นได้ หรือปฏิบัติแล้วอาจทำให้เกิดอาการฟุ้งซ่าน ประสาทหลอน มีการรับรู้ที่บิดเบือนไปจากปกติ จนกลายเป็นคนวิกลจริตได้

ศ.ดร.เจมส์ สจ๊วตท์ ผู้เชี่ยวชาญวิชาจิตวิทยาเคยถามหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโมว่า

การปฏิบัติกรรมฐานสามารถใช้รักษาคนเป็นโรคจิต ประเภทย้ำคิดย้ำทำ และซึมเศร้าได้หรือไม่”

หลวงพ่อตอบว่า

“การปฏิบัติกรรมฐานสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีสติมากขึ้น ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานได้สำเร็จจะเป็นผู้มีความสุขและสงบ ไม่มีอาการฟุ้งซ่านหรือผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคจิต แต่คนที่เป็นโรคจิตอยู่แล้ว ยังไม่ควรมาปฏิบัติกรรมฐาน เพราะจิตใจยังไม่เป็นปกติ ถ้าหากมาปฏิบัติกรรมฐานก็อาจเป็นบ้าได้

ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจึงต้องได้รับการรักษาอาการป่วยอย่างถูกต้องก่อน เมื่ออาการเป็นปกติในระดับหนึ่งแล้ว ก็สามารถปฏิบัติธรรมเพื่อให้ “ธรรมโอสถ” ช่วยเยียวยาเสริมสร้างความเข้มแข็งของจิต อันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้ 


เรื่องโดย : ธรรมชาติ


บทความที่น่าสนใจ

สภาวะจิต คนคิดสั้น บทความที่อ่านแล้ว จะทำให้เข้าใจคนจิตตก

7 วิธีกำหราบ ความเครียด ให้อยู่หมัด ทริคสำหรับคน ไม่อยากเครียด

วิธีเอาชนะโรคซึมเศร้า เมื่อความหนาวมาเยือน

keyboard_arrow_up