” หลงอารมณ์ ” – บทความดี ๆ สอนใจ จากพระอาจารย์ชาญชัย

หลงอารมณ์
หลงอารมณ์

“หลงอารมณ์”

เมื่อเรารู้สึกชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็จะมองสิ่งนั้นในแง่ดี และหาเหตุผลมาสนับสนุนความชอบสิ่งนั้นต่าง ๆ นานา โดยไม่คิดถึงผลเสียอันอาจจะตามมาแม้แต่น้อย ต่อเมื่อได้ประจักษ์ว่า สิ่งที่คิดว่าดีนั้นแท้จริงมีข้อเสียอยู่มากมาย ถึงตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว

ดังเช่นเรื่องของบุคคลที่จะกล่าวถึงต่อไป (ซึ่งผู้เขียนขอใช้นามสมมุติทั้งหมด) ทั้งนี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ยับยั้งชั่งใจคิดถึงเรื่องต่างๆ ให้รอบคอบรอบด้าน

หนุ่มสาวที่ชอบพอกันมักจะปล่อยอารมณ์ของตนให้เคลิบ เคลิ้มยินดีกับคนที่ตนรัก เป็นการปรุงแต่งให้ใจหลงใหลในความรัก โดยขาดสติปัญญาพิจารณาความเป็นจริงของชีวิต สร้างวิมานในอากาศของการได้อยู่ร่วมกันว่า ชีวิตจะมีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ ส่งใจไปถึงคนรักวันละหลายครั้ง บางรายโทรศัพท์ถึงกันมากกว่าวันละ 3 เวลา รอคอยเวลาที่จะได้พบกันทุกครั้งที่มีการนัดหมาย ถวิลหาอาลัยเมื่อต้องจากกันในแต่ละคราว

ความรู้สึกเช่นนี้เคยเกิดขึ้น กับนิออนสมัยยังอยู่ในวัยรุ่น เธอหลงใหลคนรักชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตา มิใยที่พ่อแม่จะห้ามปรามไม่ให้หมกมุ่นในความรัก เพราะเธอยังเรียนอยู่ ห้ามพบเพื่อนชายบ่อย โดยเฉพาะการเที่ยวเตร่จนกลับบ้านดึกดื่น แต่เธอก็ไม่เชื่อฟัง ปล่อยตัวปล่อยใจให้คนรัก ที่สุดก็ตั้งครรภ์และจบลงด้วยการทำแท้ง

จุดนี้เองที่เธอได้ ตระหนักถึงจิตใจอันแท้จริงของชายที่เธอหลงรักว่าเขาต้องการสนุกเพลิดเพลิน กับเรือนร่างของเธอ มากกว่าที่จะรักและรับผิดชอบต่อชีวิตของเธออย่างจริงจัง กว่าจะได้เรียนรู้บทเรียนอันมีค่า ก็ต้องแลกด้วยความทุกข์ทรมานทั้งจิตใจและร่างกาย จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

เมื่อกฤษณาอยากให้ลูกของเธอมีสถานะสูงกว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเธอจึงตัดสินใจส่งลูกสาววัย 16 ไปเรียนที่ต่างประเทศ โดยคิดว่าการไปเรียนต่างประเทศในวัยนี้จะช่วยให้ลูกมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่แข็ง(แรง) มิใยที่สามีจะทักท้วงว่าลูกยังเล็กอยู่ ขาดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาชีวิต ควรเรียนให้จบปริญญาตรีก่อน แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทที่เมืองนอก หากไปในวัยนี้จะมีผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของลูก พลาดพลั้งไปลูกจะเสียคนได้ เนื่องจากกฤษณาเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในบ้าน คำทักท้วงของสามีจึงไม่เป็นผล

ที่สุดลูกสาวของกฤษณาก็ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ 9 ปี เปลี่ยนสถานที่ศึกษาหลายแห่ง จบปริญญาโทกลับมา ได้ภาษาอังกฤษที่แข็ง(แรง) สมใจแม่ แต่ที่มากกว่านั้นก็คือ ได้ประสบการณ์ทางเพศกับเพื่อนชายหลายคน ติดยาเสพติด ใช้เงินเปลือง เอาแต่ใจตัว เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป ดูหมิ่นดูแคลนผู้อื่นว่าด้อยกว่าตน เข้ากับใครไม่ค่อยได้ เปลี่ยนงานบ่อยครั้ง ล้มเหลวในชีวิตครอบครัว

เมื่อเกสรเกษียณจากงาน เธอมีเงินก้อนหนึ่งที่จะเอาไว้ใช้ในบั้นปลายของชีวิต เธอคิดว่าจะบริหารเงินก้อนนี้อย่างไรดีจึงจะให้ดอกผลที่คุ้มค่า เกสรได้ไปปรึกษาเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน เพื่อนคนนี้ชอบเล่นหุ้น จึงชักชวนให้เกสรเล่นหุ้น โดยยกเอาผลกำไรที่จะได้จากการเล่นหุ้นมาจูงใจว่าดีกว่าเอาเงินไปฝากธนาคารเป็นไหน ๆ

เกสรฟังแล้วก็เคลิบเคลิ้ม แต่ใจหนึ่งก็หวั่นไหว เพราะเธอไม่เคยรู้เรื่องหุ้นมาก่อน เพื่อนของเธออาสาจะเป็นที่ปรึกษาให้ เกสรกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ความอยากได้มีกำลังมากกว่าความกลัว เธอจึงตัดสินใจลองเล่นหุ้นดู โดยอาศัยเพื่อนเป็นคนแนะนำให้

ระยะแรกของการเล่นหุ้นเธอมีกำไรค่อนข้างดี ถึงกับปรารภกับตัวเองว่า รู้อย่างนี้เล่นไปตั้งนานแล้ว เธอเริ่มจะมีความรู้เกี่ยวกับหุ้นกลุ่มต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกซื้อขายหุ้นเองได้โดยไม่ต้องพึ่งเพื่อน เธอเริ่มลงทุนมากขึ้น และใช้เวลาติดตามความเคลื่อนไหวราคาหุ้นทุกวัน แทบไม่เป็นอันทำอะไร

เมื่อเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจโลก หุ้นทุกตัวร่วงลงมาอย่างรุนแรงเกสรขาดทุนแทบจะหมดตัว เงินก้อนสุดท้ายสำหรับการเลี้ยงดูชีวิตลดลงไปในพริบตา แถมยังเป็นหนี้ค่าหุ้นด้วย เกสรแทบจะฆ่าตัวตาย

เมื่อประมวลอยากจะซื้อรถสักคัน ก็คิดว่าการมีรถยนต์จะช่วยแก้ปัญหาการเดินทางไปทำงานของตนและครอบครัวได้ จะได้ไม่ลำบากและใช้เวลาในการเดินทางมากเช่นทุกวันนี้ เขาได้นำความไปปรึกษากับภรรยา ฝ่ายภรรยาเห็นว่ายังไม่สมควรที่จะซื้อ เพราะฐานะทางการเงินยังไม่ดี ประมวลพยายามหว่านล้อมภรรยา โดยให้เหตุผลว่า หากมีรถจะมีเวลาเหลือมากขึ้น สามารถหางานพิเศษทำเพื่อเพิ่มรายได้เอามาผ่อนรถ

ภรรยารู้นิสัยสามีดีว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัว จึงเออออไปตามประสาคนไม่อยากขัดใจสามี เมื่อมีเงินน้อยประมวลจึงซื้อรถเก่าที่ผ่านการใช้งานมา 10 ปี ทันทีที่มีรถ เขาก็รู้ซึ้งถึงสัจธรรมของการมีรถว่ามีแต่ลดเงินของเขา ไหนจะค่าน้ำมัน ค่าซ่อม เพราะรถเสียอยู่เป็นประจำ งานพิเศษเพื่อหารายได้เสริมเป็นเพียงวิมานในอากาศ นอกจากนี้ดูเหมือนว่าเขาและภรรยามีเรื่องจะต้องใช้รถออกนอกบ้านอยู่เสมอ

ประมวลทนใช้รถอยู่ได้ 8 เดือนก็ถูกไฟแนนซ์มายึดเอาไป มีหนี้เพิ่มอีกนับหมื่นบาท เขาคงเข็ดไปอีกนาน

จะเห็นว่าเมื่อเรารู้สึกชอบหรือต้องการสิ่งใด จิตของเราก็เปิดรับสิ่งนั้นเข้ามาเป็นอารมณ์ของจิต ตัวสังขารหรือความคิดจะเข้ามาปรุงแต่งจิต เพิ่มความชอบในสิ่งนั้นให้มากขึ้น เช่น เมื่อเราเข้าไปในห้างสรรพสินค้า เห็นสินค้าชนิดหนึ่งที่ถูกตาต้องใจ ทำให้เราอดเข้าไปดูสินค้าชนิดนั้นไม่ได้ ขณะที่พิจารณาอยู่ ตัวความคิดก็เข้ามาปรุงแต่งจิตเพิ่มความชอบสินค้าชนิดนั้น โดยหาเหตุผลมาสนับสนุนต่าง ๆ นานาจนในที่สุดก็อดใจซื้อสินค้านั้นไม่ได้ หากเพียงแต่เกิดความชอบแล้วไม่คิดต่อเติมเสริมแต่ง ที่สุดความชอบนั้นก็จะจางคลายไปเอง

ตัวความคิดที่เข้ามาปรุงแต่งจิตหรือตัวตัณหานี่เอง ที่ทำให้เราหลงในอารมณ์นั้น ๆ หากความคิดปรุงแต่งจิตยังคงดำเนินต่อไปจิตก็จะจมปลักอยู่กับความลุ่มหลงในอารมณ์นั้น และมีกำลังผลักดันให้เราตัดสินใจกระทำสิ่งที่หลงชอบ โดยไม่ฟังเสียงทัดทาน หรือไม่พิจารณาข้อเสียที่มีอยู่ในสิ่งนั้น

การที่จะสู้กับตัณหาได้ก็ต้องใช้ปัญญา โดยเข้าใจธรรมชาติของสิ่งที่เราชอบตามกฎไตรลักษณ์ว่า สิ่งนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัว ไม่อยู่ในอำนาจที่เราจะบังคับได้เสมอไป

ไม่ว่าจะเป็นคนรักของนิออน ลูกของกฤษณาที่ไปเรียนเมืองนอก การเล่นหุ้นของเกสร และการซื้อรถของประมวล ล้วนตกอยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

วิถีชีวิตของปุถุชนย่อมขับเคลื่อนไปตามแรงของตัณหา จึงไม่สามารถห้ามความอยากได้โดยสิ้นเชิง แต่เมื่อมีความอยากได้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้ใช้สติปัญญาเข้าไปพิจารณาด้วย ว่าความอยากหรือความต้องการนั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษ มีความเหมาะสมกับสถานะของเรามากน้อยเพียงใด

หากยังต้องการสิ่งนั้นจริงๆ ก็ต้องมองถึงธรรมชาติของสิ่งนั้นว่าเป็นของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปได้ ไม่มีความสมบูรณ์เลอเลิศตามที่คิด เราไม่สามารถควบคุมบังคับสิ่งนั้นได้เสมอไป เตรียมหาวิธีป้องกันแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น แม้ที่สุดก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมที่จะรับสิ่งต่างๆ อันจะมีมาไม่ว่าจะดีหรือร้ายอย่างไร

จงพิจารณาสิ่งที่เราต้องการให้รอบคอบรอบด้าน อย่าปล่อยใจให้หลงอารมณ์ไปตามแรงตัณหา

เรื่อง: พระอาจารย์ชาญชัย อธิปปัญโญ

ที่มา: คอลัมน์ You Are What You Do นิตยสาร Secret

Photo by Vignesh Moorthy on Unsplash


บทความน่าสนใจ

รับรู้แต่ไม่ยึดติด ไม่ว่าอารมณ์บวกหรืออารมณ์ลบ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: แม่สามีอารมณ์ร้าย ทำอย่างไรดี

หลงกามารมณ์  ว.ว.ชิรเมธี

keyboard_arrow_up