“ปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อน” นิทานพุทธปรัชญา สนุกๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

นิทานพุทธปรัชญา
นิทานพุทธปรัชญา

“ปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อน” นิทานพุทธปรัชญา สนุกๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

อาตมภาพได้อ่าน นิทานพุทธปรัชญา เรื่องหนึ่งดีมาก อยากจะนำมาเล่าฝากพวกเราทุกคนซึ่งอยู่ในโลกยุคไอที นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีอยู่ว่า…

ในป่าหิมพานต์มีลิงฝูงหนึ่งอยู่กันร้อยกว่าตัว  ทุก ๆ วันลิงฝูงนี้จะป่ายปีนอยู่บนยอดไม้  วันหนึ่งขณะที่กำลังป่ายปีนอยู่บนยอดไม้อย่างสนุกสนานบันเทิง  จู่ ๆ ลิงตัวหนึ่งก็โหนกิ่งไม้พลาด  ตกปุ๊กลงมาที่พื้น

ก่อนจะร่วงถึงพื้น  กิ่งไม้เกิดเกี่ยวเข้าที่พุงของลิงตัวนั้นเลือดสาด  มันตกลงมาก็ร้องโอดโอยอยู่ข้างล่าง  หัวหน้าลิงหรือลิงจ่าฝูงตกใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกน้องจึงปีนป่ายตามลงมา  พอเห็นเลือดแดงฉานพุ่งออกจากท้องของลูกน้อง  มันก็ตกใจ  เพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน  และด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น  มันจึงเอามือไปแหวกแผลที่พุงลูกน้องดู  เจ้าลิงตัวนั้นตกใจ  ร้องจ๊ากขึ้นด้วยความเจ็บปวด  เพื่อน ๆ ลิงตัวอื่นจึงแห่ตามกันมาเป็นลิงมุง

ทุกตัวไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาก่อน  ลิงทุกตัวที่มาล้อมวงต่างก็แหวกพุงลิงที่บาดเจ็บดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นทุกตัวต่างก็แหวก ๆ จากแผลนิดเดียวในตอนแรก  แผลก็ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น  จนกระทั่งถึงลิงตัวสุดท้าย  แผลก็กว้างจนดึงไส้ไหลออกมาด้วย  เจ้าจ๋อเคราะห์ร้ายตัวนั้นร้องโอดโอย  ในที่สุดก็จากโลกนี้ไปด้วยความทุกข์ทรมาน

คติของเรื่องนี้อยู่ตรงไหน  เราลองช่วยกันคิด

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

คติของเรื่องนี้…ก็เหมือนมีใครสักคนหนึ่งส่งรูปบุคคลสาธารณะมาให้เราดูทางฟอร์เวิร์ดเมล  ทางเฟซบุ๊ก  และโดยที่เราก็ไม่รู้เหนือไม่รู้ใต้  พอเห็นรูปปั๊บเราก็ร่วมผสมโรงเลย  นี่เขาเรียกว่า “แหวกพุงเพื่อน”

ปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อนโดยที่ตัวเองไม่มีความรู้  ไม่มีความเชี่ยวชาญ  ไม่ได้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์อะไรทั้งสิ้น  ความรู้ไม่มีแต่ฉันมีความเห็น  จากนั้นก็แหวกพุงเพื่อนด้วยการวิจารณ์รูปภาพ  วิจารณ์ข้อความต่าง ๆ  จนในที่สุดพอมาถึงคนสุดท้าย  คือคนที่ล้าน  เรื่องเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องที่ไม่เหลือเค้าความเดิมให้เห็นอีกเลย

นี่คือปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อน  ปฏิบัติการแหวกพุงบุคคลสาธารณะ  ปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อนมนุษย์  ทั้ง ๆ ที่เราไม่อยู่ในฐานะที่จะไปแหวกพุงใครได้  เรื่องนี้ถ้าลิงจ่าฝูงโทรศัพท์ไปหาหมอ  ส่งไลน์ไปก็ได้  เรียกหมอมารักษาลูกน้อง  แผล

นิดเดียวก็คงจะหาย จริงไหม

เรื่องบางเรื่องต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ  แต่ในกรณีนี้ไม่ยอมใช้บริการผู้เชี่ยวชาญ  แต่ใช้บริการพวกอยากรู้อยากเห็น  หนำซ้ำก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ  ไม่ใช่ผู้สันทัดกรณีแค่มีความอยากรู้อยากเห็น  ก็เลยช่วยกันแหวกแผลให้กว้างขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

มีบุคคลสาธารณะเท่าไหร่แล้ว  มีคนเล็กคนน้อยเท่าไหร่แล้วที่เจ็บช้ำน้ำใจเพราะใครบางคนปฏิบัติการแหวกพุงคนเหล่านั้นโดยที่เขาไม่รู้เนื้อไม่รู้ตัว

อาตมภาพเองเป็นพระก็ยังถูกแหวกจีวรอยู่เสมอ  เร็ว ๆ นี้มีสื่อมวลชนท่านหนึ่งโทรศัพท์มาถาม

“พระอาจารย์ครับ นี่เขาวิจารณ์พระอาจารย์ยกใหญ่เลยนะ”

“เรื่องอะไรลูก”

“ก็เขาวิจารณ์พระอาจารย์เป็นพระแต่ไปไหว้โยม”

“มันยังไงลูก ส่งรูปมาให้ดูสิ”

ปรากฏว่า เป็นรูปของลูกศิษย์คนหนึ่งเขาซื้อหนังสือแล้วก็ถวายอาตมภาพที่สนามบินสุวรรณภูมิ  อาตมารับแล้วก็ให้พรเขา  ยืนประนมมือให้พรธรรมดานี่เอง  แต่มีคนถ่ายรูปแล้วโพสต์ในเฟซบุ๊ก  เขียนว่า  “ท่าน ว.ทั้ง ๆ ที่เป็นพระ แต่ก็ไหว้โยม”

อาตมาไม่รู้จะว่ายังไง  ก็เลยตอบไปว่า “คุณโยม ใครเป็นคนโพสต์รูปนี้เป็นคนแรกช่วยไปซื้อกึ๋นไก่ให้เขากินหน่อย  จะได้มีกึ๋นหรือไม่งั้นตอนกลางคืนก็ช่วยบอกให้เขาเดินออกไปกลางแจ้ง แล้วชวนเขามองบนฟ้า”

“มองทำไมครับพระอาจารย์”

“ชวนเขามองดาวทุกคืน ตาจะได้มีแวว”

เอาแววดาวมาแปะที่แววตา  ตาจะได้มีแวว  อันนี้อาตมาพูดขำ ๆ นะ  ไม่ได้พูดด้วยความโกรธ  เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ ๆ  แต่พอเราไม่มีความรู้ในสิ่งที่กำลังแสดงความเห็นก็ชักชวนคนอื่นซึ่งไม่รู้เหมือนกันไปด่าอีกด่าไปด่ามา  ด่ามาด่าไป  แต่ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญมาชี้ว่า  นั่นไม่ใช่เรื่องที่เป็นความผิดพลาดอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น  เป็นธรรมดาของพระ  เมื่อให้พรโยมก็ต้องพนมมือเป็นธรรมเนียมพระ

ตัวเองกระโดดลงทะเลแล้ว  ขาสั้นยังไม่ถึงพื้นทะเล  แต่ไม่โทษว่าขาตัวเองสั้นดันไปโทษว่าทะเลมันลึก  คนอย่างนี้ก็มีในโลกนะ  คือไม่มีความรู้แต่ชอบแสดงความเห็น  บางครั้งตั้งใจจะแสดงความเห็นเพื่อแสดงว่าตัวเองเป็นผู้รู้  แต่เพราะตัวเองไม่มีความรู้จริง  ยิ่งแสดงความเห็นจึงยิ่งประจานว่าตัวเองไม่รู้อะไร

กลายเป็นการประจานตัวเองในโลกอินเทอร์เน็ต  ในโลกของสื่อออนไลน์  สื่อสังคมไป

คนไทยสมัยนี้ถ้าใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คโดยไม่มีวิจารณญาณ  วิพากษ์วิจารณ์โดยขาดความรู้  ขาดความรับผิดชอบ  คนเหล่านี้ไม่ต่างกับคนมือบอนที่ชอบเขียนอะไรเลอะเทอะในผนังห้องน้ำ  เพียงแต่ผนังห้องน้ำแปรสภาพ  คือไม่ได้อยู่ในห้องน้ำแต่มาอยู่ในโลกออนไลน์แทน

อยากจะฝากพวกเราทุกคนไว้ว่าทุกครั้งที่จะบริโภคสื่อ  บริโภคข่าวสารบริโภคข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์  คิดให้ดี ๆ  ใช้วิจารณญาณให้เยอะ ๆ

ถือหลักของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรียกกันว่า กาลามสูตร” ไว้เป็นดีที่สุด 

keyboard_arrow_up