ความตาย แบบฝึกหัดชิ้นสำคัญของชีวิต บทความจาก แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ความตาย
ความตาย

ความตาย แบบฝึกหัดชิ้นสำคัญของชีวิต บทความจาก แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

ข้าพเจ้าได้เรียนรู้จากการจากพราก ว่าเมื่อใดที่มีการจากพรากเมื่อนั้นชีวิตก็เหมือนได้ปุ๋ยที่จะทำให้ชีวิตหยั่งรากแห่งการรับรู้ด้วยความมั่นคงมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้…คือ ความตาย …คำง่ายๆ ที่ทุกคนต้องเผชิญและเรียนรู้ เป็นแบบฝึกหัดชิ้นสำคัญของชีวิตที่ทุกคนต้องผ่านให้ได้

ไม่มีใคร…ไม่ตาย แต่จะมีใครที่จะมาบอกเล่าเรื่องความตายได้อย่างงดงามและใช้เป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราได้รู้ว่า เมื่อถึงคราวที่เราจะต้องเผชิญกับสิ่งนั้นจริงๆ เราจะมีทุนของชีวิตเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้แบบฝึกหัดสุดท้ายนี้อย่างไม่สะพรึงกลัวแล้วหรือยัง

ในวัย 15 ปีของข้าพเจ้า ทุนของชีวิตที่จะเรียนรู้แบบฝึกหัดดังกล่าวยังพร่องอยู่ ดังนั้นในคืนที่ได้รับรู้ข่าวร้าย…ข้าพเจ้าหลับไปพร้อมกับการบอกตัวเองว่า เมื่อตื่นขึ้น…ขอให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานจงอย่าเป็นความจริงเลย

เมื่อวาน…วันที่แม่ตายจากอย่างกะทันหัน อย่างที่ข้าพเจ้าไม่ทันตั้งตัวหรือเตรียมใจ

สาเหตุแห่งการจากไปของแม่จะคืออะไรก็ตาม ทว่าด้วยความที่ยังไม่สามารถยอมรับความจริงในเรื่องนั้นได้ ทำให้ข้าพเจ้าทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งตัดสินใจที่จะเอาชีวิตเข้าแลก หรือการตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางธรรม…เส้นทางที่ไม่เคยคิดถึงเลยในขณะที่ชีวิตยังคงมีความสุข

วัย 15 ปีกับการยอมแลกชีวิตของตัวเองเพื่อที่จะยื้อชีวิตของแม่ จึงเป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้ที่ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป

เบื้องหน้าร่างอันขาวซีดและเย็นเฉียบของแม่ ข้าพเจ้ายกมือขึ้นพนมไหว้พลางพูดกับสิ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าคืออะไรว่า  “ถ้าแม่ไม่ตาย…ข้าพเจ้าจะบวช หรือ…ถ้าแลกชีวิตของตัวเองกับแม่ได้…ข้าพเจ้าจะขอทำในสิ่งนั้น” และทั้งหมดที่ข้าพเจ้ากำลังแลกนั้น ข้าพเจ้าเพียงหวังว่าอย่าให้เรื่องที่กำลังเห็นเป็นจริง…คือแม่ตายจาก

การไม่ยอมรับความตายโดยการยอมแลกทุกอย่างนั้น เป็นเรื่องของสามัญชนโดยทั่วๆ ไปที่อยากจะยื้อชีวิต ไม่ว่าจะเป็นของตัวเองหรือคนที่รัก แต่ต้องไม่ละเลยหรือลืมไปว่า นั่นคือการตู่เอาไว้…

ชีวิตไม่ใช่ของเรา ไม่มีใครเป็นของเรา เมื่อถึงเวลา…ทุกคนต้องตาย

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

ชีวิตคือกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง เมื่อมีการเกิดก็ย่อมมีการตาย มนุษย์มีความตายเป็นที่สุดรอบของชีวิต ดังนั้น จงเรียนรู้ที่จะเห็นความตายทุกขณะจิต เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตที่เหลือของเรา เพื่อเราจะได้ไม่ต้องตายทั้งเป็น

ความตายคืออะไร…ไม่มีใครเห็น แต่คนส่วนใหญ่กลัวตาย กลัวจนลืมไปว่า สิ่งที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตาย คือการกลัวตายและถ้าใครได้เคยเฉียดตายมาแล้วก็จะรู้ว่าตัวเองควรจะมีชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร ฉะนั้นการอยู่อย่างไม่ตายทั้งเป็นจึงเป็นการเตรียมตัวตายที่ดีที่สุด และการอยู่อย่างคนกล้าหาญที่จะอยู่ในเหตุที่ไม่ประมาทนั้นเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน ความลับจึงไม่มีสำหรับคนที่พร้อมจะตายอย่างไม่ตายทั้งเป็นเช่นนี้

ดังเช่นที่องค์พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประทานปัจฉิมโอวาทก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพานว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด”

ท่ามกลางความโทมนัสจากการจากพราก จากการสูญเสียที่ปฏิเสธไม่ได้ เราอาจไม่ได้ทุกข์เพราะใครจากไป แต่ทุกข์เพราะเราจะอยู่อย่างไรต่างหาก ความคิดที่ว่าเราจะอยู่อย่างไรนี้จึงเป็นมิติของความเห็นแก่ตัว ลึกๆ แล้วที่หลายคนร้องไห้กับความตายนั้นไม่ได้ร้องไห้เพราะต้องสูญเสียอะไร แต่ร้องไห้เพราะความเคยชินที่มีอยู่นั้นหายไป และเมื่อตามดูจะพบว่า ขณะที่ยังคงมีความเคยชินนั้นอยู่หรือสิ่งนั้นยังไม่หายไปไหน เราจะไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งสิ่งนั้น เราจะไม่เคยเห็นคุณค่าของคนที่เรารักสักเท่าไร ต่อเมื่อสิ่งนั้น คนนั้นกำลังจะจากไปต่างหาก เราจึงรู้ว่า ถ้ารู้อย่างนี้เราจะทำดีกับคนที่เรารักให้มากกว่านี้ เราไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่า ในเวลาที่เรามีคนที่เรารักอยู่กับเรา คนคนนั้นอยู่กับเราน้อยลงทุกวัน แต่เราจะทุรนทุรายมากเลยถ้าสิ่งนั้นจะหายไปจากความคุ้นเคยเดิมของเรา สิ่งนี้…ความรู้สึกนี้…เรียกว่าความเห็นแก่ตัว

การจากพราก…ไม่ว่าในที่สุดคุณจะยอมรับได้หรือไม่ก็ตาม แต่มันเป็นความจริง…ความจริงที่จะทำให้คุณหยั่งรากชีวิตและก้าวเดินต่อไป

keyboard_arrow_up