“แล้ว วันร้ายๆ ก็ผ่านไปอีกวัน” | บันทึกของคนไข้ ที่จะทำให้คุณเข้าใจความจริงของชีวิต

วันร้ายๆ
วันร้ายๆ

“แล้ว วันร้ายๆ ก็ผ่านไปอีกวัน” | บันทึกของคนไข้ ที่จะทำให้คุณเข้าใจความจริงของชีวิต

เชื่อว่าบทความนี้จะช่วยให้ วันร้ายๆ ของคุณผ่านไปอีกวัน

ผมมีโอกาสได้อ่านบันทึกอาการเจ็บปวดของผู้ป่วยโรคมะเร็งตับระยะแพร่กระจายรายหนึ่ง เธอเขียนไว้คร่าว ๆ ดังนี้ครับ

วันนี้ฉันตื่นนอนตอนเช้าด้วยอาการปวดท้องมาก ๆ จนอยากจะอาเจียน อาการปวดทำให้ฉันไม่อยากอาหารกินยาแก้ปวดไปหลายเม็ด แต่ก็ไม่รู้สึกทุเลา จนต้องให้น้องสาวพาไปโรงพยาบาล แล้วหมอก็ให้ฉันนอนโรงพยาบาลเพราะต้องใช้ยาแก้ปวดอย่างแรงฉีดเข้าเส้นเลือด ฉันฉีดยาแล้วอาการดีขึ้น ฉันนอนพักได้ แล้ววันร้าย ๆ ก็ผ่านไป

วันนี้ฉันรู้สึกสบายกว่าทุกวัน ฉันเริ่มกินข้าวต้มได้แล้วไม่ปวดท้อง มีลูกน้องจากที่ทำงานมาเยี่ยมมากมาย ทั้งห้องเต็มไปด้วยกลิ่นดอกไม้ ฉันรู้สึกดีใจและมีความสุขมากในรอบหลายวัน แม่แซวว่าเพิ่งเห็นฉันยิ้มก็วันนี้แหละ แล้ววันดี ๆ ก็ผ่านไป

วันนี้ฉันถูกปลุกกลางดึกด้วยอาการปวดท้อง ฉันรู้สึกร้าวระบมไปทั้งตัว ฉันกดกริ่งเรียกคุณพยาบาล เธอมาฉีดยาให้ ผ่านไปสองชั่วโมงก็ไม่ทุเลา ฉันเรียกเธอมาอีกครั้ง ครั้งนี้เธอทำหน้าดุ ฉันว่าเธอคงเหนื่อย เธอว่าจะฉีดยาให้อีก แต่คงต้องรอสักพัก เพราะยังไม่ถึงเวลา ฉันกลัวเธอดุ อดทนรอถึงเช้า ฉันไม่ได้นอนทั้งคืน ตอนเช้าอาเจียนแล้วรู้สึกค่อยยังชั่ว คุณหมอมาตรวจฉัน บอกว่าสงสัยลำไส้อุดตันให้ใส่สายระบายลมทางจมูก ฉันใส่สายแล้วอาการดีขึ้น แล้ววันร้าย ๆ ก็ผ่านไป

วันนี้ฉันไม่ปวดแล้ว คงเป็นเพราะเจ้าสายระบายลมนี้ช่วยไว้แท้ ๆ ไม่รู้ว่าต้องใส่ไว้นานอีกเท่าใด แต่ถ้ามันทำให้ไม่ปวดฉันก็ยินดี เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือมาเยี่ยมฉันรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เขาร้องไห้ ฉันรู้ดีว่าเพราะอะไรเราคุยกันนานเพราะไม่ได้พบกันมาพักใหญ่ จนน้องสาวมาเตือนให้ฉันกินยา เขาจึงลากลับ บอกว่าจะมาเยี่ยมอีกฉันพยายามส่งยิ้มให้เขาเป็นการร่ำลา เพราะไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า ก่อนนอนฉันสวดมนต์ขอพร อย่าให้ต้องเจ็บปวดทรมานอีกเลย แล้ววันดี ๆ ก็ผ่านไป ฯลฯ

ในบันทึกของเธอจบท้ายด้วยประโยคที่ว่า “แล้ววัน…ก็ผ่านไป” แต่ละวันต่างกันที่เติมคำว่าร้ายหรือดีลงไปเท่านั้น ผมได้อ่านบันทึกของเธอและขออนุญาตถ่ายรูปบางส่วนที่ผมประทับใจเก็บไว้ บันทึกนี้น้องสาวของเธอเป็นคนเก็บรักษาไว้หลังจากเธอเสียชีวิต

แล้วมันจะผ่านพ้นไป ไม่ว่าร้ายหรือดี ตรงกับสำนวนในภาษาอังกฤษว่า This too shall pass คงเหมาะกับบันทึกของเธอมากที่สุด จริง ๆ แล้วสำนวนนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าของชาวยิว เรื่องมีอยู่ว่า ในอดีตมีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรแห่งหนึ่ง พระนามว่าโซโลมอน พระราชาได้สั่งให้เจ้าเมืองทุกเมืองทำของวิเศษให้อย่างหนึ่ง โดยของสิ่งนั้นต้องมีคุณสมบัติคือ สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของพระราชาได้ กล่าวคือ “หากกำลังมีความทุกข์ก็จะหายจากทุกข์ หากมีความสุขกจะปล่อยวางความสุขลงได้”

ครั้นครบกำหนด ปรากฏว่าไม่มีใครสามารถทำของตามที่พระราชาต้องการได้ มีแต่เจ้าเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งบอกพระราชาว่ามีแหวนวิเศษซึ่งมีคุณสมบัติอย่างที่พระราชาต้องการมาถวายเมื่อพระราชาเห็นแหวนวงนั้น ตอนแรกพระราชาสงสัยว่าแหวนนี้วิเศษได้อย่างไร เพราะเป็นเพียงแหวนทองธรรมดาวงหนึ่ง แต่เมื่อพระราชานำไปใช้ก็พบว่าแหวนวงนี้สามารถเปลี่ยนอารมณ์ของพระองค์ได้จริง ๆ ไม่ว่าพระองค์จะกำลังมีความทุกข์หรือสุขอยู่ก็ตาม เพราะแหวนนั้นมีข้อความสั้น ๆ สลักไว้ว่า “This too shall pass (แล้วสิ่งนั้นจะผ่านพ้นไป)”

เรื่องราวในบันทึกชีวิตของผู้ป่วยรายนี้แสดงให้เห็นความจริงที่ถูกสลักไว้ที่แหวนได้เป็นอย่างดี เพราะความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ไม่ว่าใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่เราสามารถรับมือและจัดการมันได้ เพียงเรารับรู้ความจริงว่า สุดท้ายแล้วความทุกข์ทรมานที่เราประสบจากความเจ็บป่วยนี้ก็จะต้องผ่านพ้นเราไปอย่างแน่นอน เพราะทุกสิ่งมันเป็นธรรมดาแบบนั้น ผ่านมาและผ่านไป ไม่มีอะไรคงอยู่ถาวร ในขณะเดียวกันเมื่อเรามีความสุขสมหวัง ก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่าอย่าประมาท เพราะไม่นานความสุขก็จะผ่านไปเช่นกัน

ควรหมั่นเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมไว้ตลอด ดีกว่าเสียเวลาเพลิดเพลินไปในความสุขนั้น พอต้องพบเจอกับความทุกข์อีกครั้ง เราจะได้รับมือได้ทันท่วงที


บทความนี้เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร Secret คอลัมน์ Healing Story เรื่อง “แล้วมันจะผ่านพ้นไปไม่ว่าร้ายหรือดี” เขียนโดย นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล 

keyboard_arrow_up