ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า คำแนะนำจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ซึมเศร้า
ซึมเศร้า

ทางออกชีวิตของคนเป็นโรคซึมเศร้า คำแนะนำจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี

ถาม: ดิฉันทรมานกับการเป็นโรค ซึมเศร้า มากค่ะ เป็นโรคนี้ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ แต่คิดฆ่าตัวตายตั้งแต่อายุ 15 และพยายามทำมาเรื่อย ๆ จนล่าสุดเกือบจะสำเร็จค่ะทรมานมากแต่คุณหมอช่วยชีวิตไว้ โดยส่วนตัวแล้วแม่จะพาเข้าวัดตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ พอโตขึ้นก็เข้าวัดสวดมนต์เองมีจิตใจที่ดี แต่ก็ไม่ทราบว่าทำไมจึงมีแต่ความเศร้าถึงขนาดคิดจะฆ่าตัวตายอยู่

ตลอดตอนนี้ดิฉันอายุ 30 แล้วก็ยังมีอาการ ซึมเศร้า นั่งซึมและร้องไห้ทุกวัน ดิฉันไม่กล้าออกไปพบใครไม่ทำงานนอกบ้าน เพราะออกไปก็เจอความกดดันของสังคม  ดิฉันรับไม่ไหวสับสนตัวเองมากค่ะ การสวดมนต์หรืออ่านหนังสือธรรมะก็เอาไม่อยู่ ดิฉันรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวบนโลกนี้ไม่อาบน้ำ ไม่สระผม อาการน่ากลัวค่ะ ดิฉันกำลังจะทำร้ายตัวเองอีกครั้ง ดิฉันกลัวว่าจะตายจริง ๆ ค่ะ  ใจจริงดิฉันยังไม่อยากตาย เพราะอยากอยู่ดูแลพ่อแม่ อยากจะสร้างบ้านให้ท่าน ทำให้ท่านมีความสุขมากกว่านี้ แต่การที่ดิฉันเป็นอย่างนี้ทำให้ทำไม่ได้อย่างที่ตั้งใจ ดิฉันขอคำแนะนำเพื่อเป็นทางออกของชีวิตด้วยค่ะ

 

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี พระอาจารย์ ณ ไร่เชิญตะวัน ศูนย์วิปัสสนาเชียงราย ได้ตอบปัญหานี้เรื่องนี้ไว้ว่า

ตอบ: อาการของโรค ซึมเศร้า นั้นคงมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการแต่สาเหตุสำคัญที่สุดก็คงมาจาก “จิต” นั่นเอง

ธรรมชาติของจิตจำเป็นจะต้องเกาะติดอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ถ้าจิตเกาะติดกับอารมณ์(เรื่องราว)ร้าย ๆ เช่น ความทรงจำในอดีตที่ไม่ดี ก็จะทำให้เกิดอาการ “จิตตก” เมื่อจิตตกผลที่ตามมาก็ คือ ความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังเศร้าสร้อยหมดอาลัยตายอยาก ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตเกาะเกี่ยวกับใครไม่ติด มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความว่างเปล่า หนักเข้าก็อาจถึงขั้นลุกขึ้นมาทำร้ายตัวเองด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน หากจิตเกาะเกี่ยวหรือหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ดี หรือเรื่องที่ดีก็จะเกิดอาการที่ “จิตฟู” ขึ้นมาได้ลักษณะของจิตฟู ก็คือ เกิดความเชื่อมั่นมีกำลังสดชื่นเบิกบานผ่องใสยิ้มแย้ม ผ่อนคลายเอิบอิ่มบางคราวรู้สึกเอิบอิ่มยินดีมากก็ถึงขั้นต้องเผยอยิ้มกับตัวเองหรือร้องไห้ด้วยความปีติสุขออกมาได้

ในกรณีของคุณนั้นผู้เขียนไม่ทราบภูมิหลังมาก่อนว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดอาการซึมเศร้านั้น คุณเติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมอย่างไร หรือ ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสังคมแบบไหนเคยเกี่ยวข้องกับใคร

ต้องไม่ลืมว่าโรคทุกโรคล้วนมีสมุฏฐานในโลกนี้ ไม่มีปรากฏการณ์ใด ๆ เกิดขึ้นมาลอย ๆ แม้แต่เพียงเรื่องเดียว

แต่ในเมื่อคุณไม่ได้ให้รายละเอียดไว้ ผู้เขียนก็คงได้แต่สันนิษฐานกว้าง ๆ เพียงว่าเป็นผลมาจากสภาพ “จิตตก”แล้วขาดการ“ยกจิต”ดังที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

ถ้าหากข้อสันนิษฐานของผู้เขียนถูกต้อง  การยกจิตก็ทำได้โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต” หรือ“อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น  ลองสังเกตดูก็ได้เวลาที่เราฟังเพลงอาบน้ำทำงานหนัก หรือคุยกับเพื่อนความคิดหมกมุ่นในอดีต หรือความกังวลต่ออนาคตจะแทรกตัวเข้ามาไม่ได้ แต่พอเราอยู่เฉยๆเท่านั้นเองจิตก็จะเกาะเกี่ยวเอาอดีตหรือไม่ก็ฟุ้งไปในอนาคตทันที

ทางออกในกรณีของคุณก็คือ ควรฝึกเพื่อให้จิตเกิด “สมาธิ” คือ ความสงบและจิตเกิดปีติสุขแล้วพักจิตอยู่กับความปีติสุขนั้น ก็จะทำให้จิตเกิดมีกำลังขึ้นมาแล้ว มีความสุขจากปีตินั้นคอยหล่อเลี้ยงให้จิตมีคุณภาพใหม่ ๆ เช่น แช่มชื่นเบิกบานผ่องใสไม่ขุ่นมัวไม่หมกมุ่นกับความทุกข์ทั้งหลาย การที่จิตแนบอยู่กับสมาธิหรือปีติสุขเช่นนี้ จะทำให้จิตนั้นมีที่เกาะเกี่ยวในทางสูงหรือในทางบวกโอกาสที่อาการซึมเศร้า จะแทรกเข้ามาก็เป็นไปได้น้อย จะค่อย ๆ มีคุณภาพจิตดีขึ้นตามลำดับ

หรืออีกทางหนึ่งต้องฝึก “วิปัสสนา” เพื่อจิต “ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน” ให้มากที่สุดเมื่อจิตตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันไม่ฟุ้งไม่ลอยไปตกอยู่ในอารมณ์อดีตหรืออนาคตคุณภาพของจิตก็จะดีขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกัน

กล่าวกันว่าเมื่อแรกที่มหาโจรองคุลิมาลบวชนั้น ท่านทุกข์กับความหลังอันโหดร้ายของตัวเองมาก เพราะพอหลับตาลงก็เห็นแต่ภาพของการฆ่าฟันความรู้สึกผิดเกาะกุมใจของท่าน จนไม่เป็นอันภาวนาท่านทุกข์ถึง กับมาเฝ้าขอคำแนะนำเป็นพิเศษจากพระพุทธองค์

พระพุทธองค์ทรงแนะกุศโลบายให้ท่านเจริญวิปัสสนา กล่าวคือ ฝึกการตามดูตามรู้ลมหายใจ(กาย) ความรู้สึก(เวทนา)ความคิด(จิต) และสภาพความกระเพื่อมไหวในลักษณะต่างๆของจิต(ธรรม) เมื่อท่านเพียรฝึกอยู่จิตก็เกิดการเกาะเกี่ยวอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันมากขึ้น ๆ จนในที่สุดจิตของท่านก็ดีดตัวขาดผึงออกมาจากอดีตท่าน กลายเป็นคนของปัจจุบันเท่านั้น ไม่มีวันวานไม่มีวันพรุ่งนี้มีแต่วันนี้ หรือ ขณะจิตเดียวนี้เท่านั้นพอท่านทำได้ถึงขนาดนี้ท่านก็หลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง ถึงกับที่ท่านกล่าวว่าตัวท่านเองซึ่งตื่นรู้ขึ้นมาแล้วนี้ได้ค้นพบกับ “การเกิดใหม่” อีกครั้งหนึ่งท่านเรียกการเกิดใหม่นี้ว่า “อริยชาติ” คือการเกิดอันประเสริฐ

การเกิดอันประเสริฐจะเกิดขึ้นกับทุกคนที่เจริญวิปัสสนาจนจิต เกิดอาการตื่นตัวและตื่นรู้คือหลุดพ้นจากการเกาะเกี่ยวเอาอดีต และอนาคตมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว

การเจริญวิปัสสนานั้น คุณสามารถทำได้ด้วยการพยายามตระหนักรู้ดูอาการของกายที่เคลื่อนไหว (ลมหายใจหรือกายจริงๆที่เคลื่อนไหวทำโน่น-นี่-นั่น) ความรู้สึก (ทุกข์-สุข-เฉย ๆ ) ความคิด ( ที่ฟุ้งไปในเรื่องราวต่าง ๆ ) และความวูบไหวเปลี่ยนแปรอันเป็นคุณภาพของจิต (ธรรม)

คุณเพียงแต่“ลองจับตาดู”เท่านั้นไม่ต้อง“ตั้งหน้าตั้งตาดู” แต่อย่างใด  พยายามทำอย่างผ่อนคลาย ฝึกดูฝึกสังเกตกายเวทนาจิตธรรมไปเถิดทำไปเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ๆ ถ้าจับจุดถูกคุณจะเห็นอาการของจิตที่วูบไหวไปในรูปแบบต่าง ๆ พอหาจิตเจอเท่านั้นแหละทีนี้ คุณจะหลุดออกจากโรคซึมเศร้าได้ และจะมีของเล่นใหม่ที่ให้ความสุขความสดชื่นความสว่างโพลงแก่ชีวิตจิตใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนอาการอยากฆ่าตัวตายจะหายไปอย่างเด็ดขาด

ที่พูดมานี้พยายามพูดให้ง่ายที่สุดแล้ว ไม่รู้ว่าคุณจะเข้าใจหรือเปล่าก็เลย อยากขอแนะนำอีกนิดหนึ่ง ว่า คุณควรหาโอกาสไปฝึกเจริญวิปัสสนากับสำนักต่าง ๆ ที่สอนการเจริญวิปัสสนาตามแนวสติปัฏฐานสี่ ดูเมื่อไปฝึกกลับมาแล้วลองกลับมาอ่านคำตอบนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วคุณจะเห็นว่า การออกจากเขาวงกตของโรค ซึมเศร้า นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริง ๆ

หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่

นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ dhammadaily2015@gmail.com

________________________________________________________________

บทความที่น่าสนใจ

HOW TO กินชนะ โรคซึมเศร้า

คาถา แฮร์รี พอตเตอร์ ช่วยผู้ป่วยซึมเศร้า

เดินเล่นในสวน ดีต่อคนเป็นโรคซึมเศร้า

keyboard_arrow_up