“ซักรองเท้าของเธอซะ” ปริศนาธรรมสำคัญที่จะทำให้คุณหันกลับมามองชีวิตตัวเอง

ปริศนาธรรม
ปริศนาธรรม

“ซักรองเท้าของเธอซะ” ปริศนาธรรม สำคัญที่จะทำให้คุณหันกลับมามองชีวิตตัวเอง โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

โบราณท่านสอนว่าสี่คนหาม สามคนแห่สองคนนั่งแคร่ หนึ่งคนพาไปชีวิตมีแค่นี้ ปริศนาธรรม

สี่คนหาม หมายถึง ดิน น้ำ ลมไฟ ประกอบกันขึ้นมาเป็นอัตภาพร่างกายของเรา

สามคนแห่ หมายถึง ชีวิตนี้ตกอยู่ในกฎไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง ไม่ทน ไม่แท้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งใดเกิดขึ้นมาสิ่งนั้นแตกดับ

สองคนนั่งแคร่ หมายถึง บุญกับบาป

หนึ่งคนพาไป หมายถึง จิตดวงสุดท้าย เป็นจิตที่สั่งสมพลังกรรมทั้งหมดจิตดวงสุดท้ายจะกำหนดชะตากรรมของเราในภพใหม่ ชีวิตมีแค่นี้

โบราณท่านสอนเช่นนี้เพื่อให้เราเลิกบอดใบ้ เลิกเมามัว เลิกหมกมุ่นในสิ่งของซึ่งเป็นเปลือกผิวของชีวิต แล้วทุ่มเทอุทิศวันเวลาให้กับสิ่งที่เป็นแก่นเป็นสารของชีวิตเท่านั้นพอ

เราทั้งหลายได้เสียเวลามองหาเงินทองยศ ทรัพย์ และอำนาจมามากแล้ว จากนี้เป็นต้นไป ลองมองหาคุณค่าชีวิตดูสิว่าอยู่ตรงไหนและมันคืออะไร

ภายใต้กรอบเวลาที่เรามีจำกัด มองหาคุณค่าชีวิตให้พบ แล้วอยู่กับสิ่งนั้น แล้วทำสิ่งนั้น เพราะหากไม่ตื่นรู้ขึ้นมาเช่นนี้ เราก็จะใช้เวลาไปเปล่า ๆ ปลี้ ๆ โดยที่ไม่ได้ตระเตรียมอะไรเลย

พ่อแม่และคนที่เรารัก บางครั้งก็ล่วงลับดับขันธ์จากไปโดยที่เราไม่ได้ดูแล ไม่ได้ปรนนิบัติ ไม่ได้มีชั่วโมงทองคำกับเขาเหล่านั้นเลย แล้วเราก็มานั่งร้องไห้ ไม่เพียงแต่ไม่ได้ทำอะไรดี ๆ กับเขาเหล่านั้น แม้กระทั่งกับตัวเราเอง ปุบปับป่วยขึ้นมา รู้สึกตัวอีกทีก็ไปนอนแบ็บที่โรงพยาบาล ไม่แน่ว่าเราอาจจะไม่มีโอกาสกลับมาเก็บข้าวเก็บของที่หมักหมมไว้ในบ้านก็เป็นได้

เมื่อปีก่อนอาตมภาพเสียลูกศิษย์คนหนึ่งไป ลูกศิษย์คนนี้เป็นคนดีมาก เขาเป็นชาวคริสต์ แต่มีใจกว้าง นิมนต์อาตมาไปเทศน์ไปสอนยังต่างประเทศเสมอ ต่อมาเขาไม่สบาย หมอบอกว่าป่วยด้วยโรคร้ายแรงเขาเข้ารับการบำบัดรักษาระยะหนึ่ง และบอกใครต่อใครว่าหายแล้ว แต่จริง ๆ ยังไม่ถึงขั้นหายขาด โรคแค่ชะลอตัวเท่านั้น ปีต่อมาขณะที่เขากำลังเก็บข้าวเก็บของเตรียมตัวบินกลับเมืองไทย เขารู้สึกไม่สบายเหมือนเป็นหวัด รู้สึกตะครั่นตะครอเหมือนจะเป็นไข้ ก็เลยตัดสินใจไปหาหมอที่โรงพยาบาลก่อนจะไป เขาเอารองเท้าแช่ไว้ในกะละมังคาดว่าไปโรงพยาบาลเสร็จแล้วจะรีบกลับมาซักรองเท้า

คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป

เขาขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตัวเองพอไปถึง หมอตรวจนั่นตรวจนี่แล้วก็สั่งว่า “คุณต้องนอนโรงพยาบาล เพราะหมอเกรงว่าถ้าคุณกลับบ้านอาการจะทรุดหนักกว่านี้”

เรื่องของเรื่องก็คือ เจ้าโรคร้ายแอบลอบกลับมาอีกครั้งอย่างเงียบกริบ มันกัดกินอวัยวะของเขาอย่างร้ายแรงจนเกินจะเยียวยา เขานอนอยู่ในโรงพยาบาลไม่ถึงอาทิตย์ นาทีสุดท้ายของชีวิตก็เดินทางมาถึง

ก่อนเขาจะจากไป ญาติพี่น้องได้ต่อโทรศัพท์ให้อาตมาพูดคุยกับเขา อาตมาสังเกตว่าลิ้นเขาพันกันจนพูดไม่รู้เรื่องแล้วก็เลยสวดมนต์ พอวางสาย อาตมาเขียนจดหมายส่งอีเมลไปให้เขาอ่าน เพื่อให้จิตของเขาผูกพันอยู่กับบุญอยู่กับกุศล ทว่ายังไม่ทันอ่านอีเมล เขาก็ล่วงไปเสียก่อน

เช้าวันนั้น พอญาติพี่น้องรู้ว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ช่วยกันเก็บข้าวของ จะนำศพกลับเมืองไทย พี่สาวรับหน้าที่เก็บข้าวของและจัดห้องของน้องชาย แต่พอเปิดประตูคอนโดเข้าไป ก็ต้องตกใจจนก้าวขาไม่ออกได้แต่ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้อยู่ข้างกะละมังเพราะเห็นรองเท้าคู่โปรดของน้องชายแช่อยู่ในนั้น พี่รำพึงออกมาว่า

“น้องคงไม่คิดว่าตัวเองจะไปเร็วขนาดนี้จึงแช่รองเท้าไว้ คิดว่าไปโรงพยาบาลแค่ชั่วโมงเดียว เดี๋ยวค่อยกลับมาซักรองเท้าตากแป๊บเดียวพอแห้ง คืนนี้เที่ยงคืนก็จะบินกลับเมืองไทย

“ที่ไหนได้ น้องไม่มีเวลาแม้แต่จะกลับมาซักรองเท้าด้วยซ้ำ” พี่สาวนั่งร้องไห้อยู่ข้างกะละมังเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง

นี่คือสัจธรรมสุดท้ายของชีวิต ที่วันหนึ่งเราทุกคนจะต้องพบเผชิญ ไม่ว่ากับคนที่เรารักหรือกับตัวของเราเอง ฉะนั้นถ้าจะซักรองเท้า ต้องซักเลย อย่าคิดว่าเรามีเวลามากพอที่จะกลับมาซักรองเท้าที่แช่ไว้

จำเป็นปริศนาธรรมไว้ว่า ซักรองเท้าของเธอซะ ซักแล้วตากทันที อย่าหวังว่าวันพรุ่งนี้จะมีเวลามากพอสำหรับทำโน่นทำนี่เพราะบางทีเราได้แค่หวัง แต่วันพรุ่งนี้เดินทางมาไม่ถึง ฉะนั้น คำว่าซักรองเท้าของเธอซะจึงเป็นปริศนาธรรมที่สำคัญที่สุด

เรามีรองเท้ากันคนละตั้งหลายคู่ คู่ไหนไม่จำเป็น…แจก คู่ไหนไม่ใช้…แบ่งปัน คู่ไหนผุ คู่ไหนพัง…โยนทิ้งถังขยะ เหลือเฉพาะรองเท้าคู่สำคัญที่สุดและจำเป็นต้องใช้เท่านั้นถ้าสกปรกก็นำไปซักและตากเสีย

ชีวิตของเราชีวิตเดียว เหมาะกับรองเท้าคู่เดียว หารองเท้าคู่นั้นให้พบ อยู่กับรองเท้าคู่นั้น ใช้รองเท้าคู่นั้น ซักรองเท้าคู่นั้น ทะนุถนอมรองเท้าคู่นั้น เพื่อจะได้ใช้รองเท้าคู่นั้นอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อความตายมาพราก จะได้ไม่ต้องลำบากให้คนอื่นมาตามซักรองเท้าให้กับเรา

keyboard_arrow_up