“ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ” ความหมายที่แท้จริงของบทสวด ภัทเทกรัตตคาถา

ภัทเทกรัตตคาถา
ภัทเทกรัตตคาถา

“ผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ” ความหมายที่แท้จริงของบทสวด ภัทเทกรัตตคาถา บทความจาก นายแพทย์ชวโรจน์ เกียรติกำพล

เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับคนหนึ่งอายุประมาณ 40 ปี เธอแยกทางกับสามี หลังจากหมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งใหม่ ๆทำให้เธอต้องทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลลูกสาวซึ่งป่วยเป็นโรคโลหิตจางทาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ภัทเทกรัตตคาถา

ช่วงแรกเธอมักเอ่ยปากขอไม่รับการรักษาใด ๆ บ่อยครั้ง แม้แต่การรักษาตามอาการ เนื่องจากต้องการเอาเวลาที่มีอยู่ไปทำงานแทน ทีมผู้ให้การรักษาช่วยกันโน้มน้าวอยู่หลายวัน เธอจึงยอมรับการรักษาด้วยการใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดเพื่อฉีดยาเคมีบำบัดให้ก้อนมะเร็งยุบลง แต่เนื่องจากต้องรักษาแบบนี้หลายครั้งเธอจึงบ่นและขอยุติการรักษาอยู่เสมอ

“หากทำไปแล้วไม่ได้ผล หมอบอกฉันได้เลยนะ เวลาฉันมีไม่มาก แม้วันเดียวฉันก็ใช้ดูแลลูกสาวได้”

คำพูดของเธอทำให้ผมรับรู้ถึงความหมายที่แท้ของประโยคที่ว่า เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับความตาย คุณจะรู้ว่าชีวิตมีคุณค่ามากแค่ไหน ช่วงหลังผมจึงไม่ตำหนิเรื่องเธอมาไม่ค่อยตรงนัด เพราะเริ่มเข้าใจความจำเป็นในชีวิตของเธอมากขึ้นแล้ว

ครั้งหนึ่งผมอ่านพบบทความของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ท่านกล่าวถึงคำที่น่าสนใจคำหนึ่งซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่พอรู้ความหมายแล้วน่าประทับใจเป็นอย่างมาก คำนั้นคือคำว่า ภัทเทกรัตตชน แปลเป็นภาษาไทยว่าผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ ท่านกล่าวไว้ว่า ใครก็ตามที่ขยันหมั่นเพียรอยู่เป็นนิจทั้งกลางวันและกลางคืน ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ไม่คอยหวนคำนึงถึงแต่อดีต และไม่เฝ้าฝันถึงอนาคต ท่านผู้นั้นคือคนที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง แม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งวัน หรือหนึ่งราตรี วันหรือราตรีนั้นก็เป็นวันเวลาที่เจริญ

อันที่จริงแล้วมีบทสวดมนต์หรือคาถาชื่อนี้ด้วย เรียกว่า ภัทเทกรัตตคาถา ผมขออนุญาตยกคำแปลภาษาไทยที่ไพเราะมาให้อ่านกัน

ภัทเทกรัตตคาถา

บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง

สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าที่นั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้ ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครจะรู้ความตายแม้พรุ่งนี้

เพราะการผัดเพี้ยนต่อมัจจุราชซึ่งมีเสนามากย่อมไม่มีสำหรับเรา มุนีผู้สงบย่อมกล่าวเรียกผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันกลางคืนว่า“ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียวก็น่าชม”

ครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบกับผู้ป่วยคนนี้คือวันที่เธอมารับยาแก้ปวด เธอกล่าวคำอำลาว่า ได้ตั้งใจเด็ดขาดที่จะยุติการรักษา เพื่อจะใช้เวลาทั้งหมดที่เหลืออยู่ดูแลลูกสาวของเธอที่บ้าน แม้ผมจะเตือนว่าทำแบบนี้ไม่ดีแน่ ๆ แต่เธอก็ยืนยันตามนั้น

สุดท้ายแล้วผมและทีมผู้รักษาจึงยกสิทธิ์ในการตัดสินใจให้แก่เธอ เพราะเราต่างรู้แล้วว่าสำหรับเธอแม้เวลาเพียงวันหรือคืนเดียวก็ทำอะไรหลายอย่างที่มีค่าเพื่อลูกสาวของเธอได้มากมาย

  ผมเข้าใจว่าพระพุทธองค์ทรงกล่าวเพื่อเตือนเราว่า แท้จริงแล้วความหมายที่แท้จริงของชีวิตนั้นไม่ได้ขึ้นกับเวลาหรืออายุที่ยืนยาวแต่เปล่าประโยชน์เลยชีวิตที่แท้นั้นคือชีวิตที่ไม่ประมาทมัวเมา พากเพียรกระทำความดีอยู่เป็นนิจ และถือปัจจุบันขณะเป็นที่ตั้งมากกว่า 

keyboard_arrow_up