อาหารใจ (2) –  ว.วชิรเมธี

เรื่อง ว.วชิรเมธี ภาพ ตั๋ง ตั๋ง 

 

ใจของเราก็คือคุณภาพชีวิตของเราพูดอีกอย่างหนึ่งว่าเรามีคุณภาพใจอย่างไรเราก็ได้คุณภาพชีวิตอย่างนั้น

หลายคนอาจไม่ทราบข้อเท็จจริงตรงนี้จึงพยายามอย่างเหลือเกินที่จะไปบนบานศาลกล่าว  วิ่งหาสิ่งโน้นสิ่งนี้เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้น แล้วก็พยายามหาสิ่งต่าง ๆมาเติม มาเพิ่ม มาพอกพูนลงไปในชีวิตของตัวเอง บางคนก็ถึงขั้นลุ่มหลง คิดว่ายศ ทรัพย์ อำนาจจะเป็นคำตอบของชีวิตพยายามที่จะมีสิ่งเหล่านี้ แต่ครั้นพอมียศมีทรัพย์ มีอำนาจ เมื่อกลับเข้ามาอยู่ที่บ้านอีกทีหนึ่ง ปรากฏว่าไม่มีครอบครัว คือครอบครัวล่มสลาย

บางคนอยากมียศก็ไปประจบผู้มีอำนาจเพื่อที่จะได้ยศ ยอมสูญเสียหลักการของตนเอง เรียกว่ายอมขายศักดิ์ศรีของความเป็นคน ไปประจบไปประแจง ไปอยู่รับใช้ใกล้ชิด เพื่อที่จะให้ท่านผู้มีอำนาจอำนวยอวยยศให้ นี่เรียกว่าบ้ายศ ทำยังไงก็ได้ขอให้มียศ บางคนก็บ้าทรัพย์ ทำยังไงก็ได้ขอให้มีทรัพย์ วิ่งวุ่นหาเงินหาทองแทบทุกวิธีการ แม้กระทั่งคอร์รัปชัน ทำร้ายแผ่นดินถิ่นเกิดของตัวเองก็ทำ

แต่ว่าครั้นมีเงินมากมายล้นพ้นประมาณกลับมาที่บ้านลูกและภรรยาก็ไม่กินข้าวด้วยไม่พูดด้วย เพราะว่าเขาไม่ผูกพันกับผู้เป็นพ่อเสียแล้ว ผู้เป็นพ่อเอาเวลาไปทุ่มเทกับการหาเงินหาทอง ในขณะที่ลูกและภรรยานั้นต้องการความรัก ความอบอุ่น ภรรยาก็ต้องการสามีที่ทำหน้าที่สามี ลูกก็ต้องการพ่อที่ทำหน้าที่พ่อ แต่พ่อกลับหลงลืมหน้าที่พื้นฐาน อุทิศวันเวลาให้กับการหาเงินทั้งหมดครั้นพอมีเงินก็เลยไม่มีครอบครัว

บางคนก็บ้าอำนาจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเหนือคนอื่น จะข้ามศพกี่ศพก็ช่างมัน ทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นศูนย์กลางของอำนาจ ทว่าครั้นมีอำนาจแล้วก็กลัวจะสูญเสียอำนาจอีก เป็นที่หนึ่งแล้วกลัวว่าคนอื่นจะมาแข่ง จะมาแย่ง ได้อำนาจแล้วก็อยู่ร้อนนอนทุกข์ มีชีวิตเหมือนอยู่ใจกลางเตาหลอมเหล็ก เป็นโรคหวาดระแวงกินไม่ได้ นอนไม่หลับ มีอำนาจก็เหมือนอยู่บนที่สูง ต้องหวาดระแวงว่าจะพลัดตกลงมาจากที่สูงสักวันหนึ่ง ผลสุดท้ายมีอำนาจแต่ก็กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น กว่าจะหลับตาลงแต่ละคืนก็ต้องกินยานอนหลับ คนจำนวนไม่น้อยวิ่งไปในหนทางนี้ คือบ้ายศ ทรัพย์อำนาจ เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้ จะเป็นคำตอบของชีวิต

ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้น้อยมากพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับใจ พระองค์ทรงบอกว่า โลกของเราจะเป็นอย่างไร โลกก็คือตัวเรา และสิ่งที่รายล้อมเราอยู่จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับคุณภาพของใจเรานี่แหละเป็นสำคัญ พระองค์จึงตรัสเอาไว้ว่า “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจเป็นผู้สร้างสรรค์หากใจดี  ก็พูดดีและทำดี และเพราะเหตุที่ใจดีนั้น  ความสุขก็จะติดตามตัวดังหนึ่งเงาตามตน  ในทางกลับกัน  หากใจไม่ดี  ก็คิดก็พูดไม่ดี  และทำไม่ดี  ความทุกข์ก็จะติดตามตัว  ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าตัว”บางครั้งพระองค์ก็ตรัสว่า  “จิตฺเตน  นียติโลโก  โลกหมุนไปตามความคิด”

โลกก็คือชีวิตของเรานี่แหละ เราคิดดีชีวิตของเราจะเจอแต่สิ่งดี ๆ ดำเนินไปในทางที่ดี สูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ประเสริฐขึ้นประเสริฐขึ้น ประเสริฐขึ้น แต่ถ้าเราคิดในทางไม่ดี คิดชั่ว คิดในทางเสียหาย คิดลบชีวิตของเราจะพบแต่สิ่งไม่ดี อยู่ที่ไหนก็รู้สึกว่าตัวเองมีเคราะห์ อับโชค อาภัพทำอะไรก็รู้สึกว่ามีแต่อุปสรรค นักปราชญ์ชาวอังกฤษพูดไว้เป็นกวีนิพนธ์ว่า

“เราแต่ละคนกำลังเก็บเกี่ยวในสิ่งที่เราเป็นคนหว่าน”

คือเราหว่านอะไรอย่างไร เดี๋ยวมันก็จะผลิบานออกมาเป็นอย่างนั้น ตรงกับที่พระ-พุทธองค์ตรัสว่า ทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว หว่านพืชอย่างไรย่อมได้ผลเช่นนั้นการที่เราจะเก็บเกี่ยวผลิตผลเช่นใดก็ตามก็ขึ้นอยู่กับว่าเราหว่านเมล็ดพันธุ์เช่นใดลงไปหว่านพืชที่มีศักยภาพอย่างใด ก็จะได้เก็บเกี่ยวผลิตผลอย่างนั้น เราหว่านข้าวก็ต้องได้เก็บเกี่ยวข้าว เราหว่านมะม่วงก็ต้องได้เก็บเกี่ยวมะม่วง เราหว่านมะละกอ ก็ต้องได้เก็บเกี่ยวมะละกอ ไม่มีทางที่เราหว่านเมล็ดพันธุ์อย่างหนึ่ง แล้วผลจะออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง เพราะมันผิดหลักธรรมชาติหว่านพืชแห่งความดีก็ย่อมต้องได้รับผลแห่งความดี หว่านพืชแห่งความชั่วก็ย่อมได้รับผลเป็นความชั่ว ปราชญ์บางท่านก็เขียนให้จำง่ายว่า

เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดบ่อย ๆ จะกลายเป็นการกระทำ

เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำบ่อย ๆ จะกลายเป็นนิสัย

เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นอุปนิสัย

เธอจงระวังอุปนิสัย เพราะอุปนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก

เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ

ตกลงชะตากรรมของเราทั้งชีวิตเริ่มต้นที่ความคิด ความคิดก็คือจิต จิตก็คือใจ ชีวิตของเราทั้งชีวิต ชะตากรรมของเราทั้งหมดเริ่มต้นตรงนี้

จิต ใจ ความคิด ต่างคำ แต่ความหมายเหมือนกัน ฉะนั้น ถ้าเราอยากให้คุณภาพชีวิตของเราเป็นอย่างไรตามหลักพระพุทธศาสนา ท่านให้หันกลับมาหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีลงไปในจิต ในใจ หรือในความคิดของเรา เราหว่านอะไรลงไป เราก็จะได้รับผลผลิตที่งอกงามออกมาอย่างนั้นไม่เร็วก็ช้า

คนที่ประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็ต้องหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาลงไปก่อนไม่มีกฎหมายฉบับไหนบังคับว่า เมื่อท่านใช้ชีวิตไประดับหนึ่งให้ท่านไปเข้ากรรมฐานแต่เพราะเรามีศรัทธา เราหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา เรียกว่า “ตถาคตโพธิสัทธา”คือศรัทธาในพระปัญญาตรัสรู้ของพระ-สัมมาสัมพุทธเจ้า วันหนึ่งเมื่อมีลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้านำพระธรรมคำสอนของพระองค์มาแนะนำพร่ำสอน ผลของการที่เราหว่านศรัทธาลงไว้ในเนื้อนาดินแห่งจิตใจของเรา เราจึงนำพาตัวเองมาถึงตรงนี้

ในทางกลับกัน ถ้าท่านหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความไม่ศรัทธา ท่านก็จะไปที่อื่น เพราะว่าในประเทศนี้มีที่ให้ท่านไปเยอะมาก ลองถามใจตัวเองดู ในแต่ละวันท่านอยากไปไหนบ้าง น้อยครั้งและน้อยคนที่จะคิดถึงการมาประพฤติปฏิบัติธรรม การมาถือศีล 8  การมานุ่งขาวห่มขาว การตื่นตั้งแต่ตีสี่  แล้วประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งวัน ถ้าหากท่านไม่หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาแล้ว ใครที่ไหนจะนำพาตัวเองมานั่งอยู่ในชีวิตที่มีระเบียบแบบแผนเช่นนี้

ในทางกลับกัน ถ้าท่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาเป็นพื้นฐานรองรับเอาไว้แล้วและเมล็ดพันธุ์นั้นเริ่มงอกงามขึ้นมาเรื่อย ๆแม้ชีวิตของท่านจะอยู่ในกรอบของระเบียบวินัย กินจำกัด นอนจำกัด แต่ท่านกลับมีความสุข เมื่อมีศรัทธาแล้ว ยากก็เป็นง่ายลำบากก็เป็นสบาย ทุกข์ก็เป็นสุข

ขณะเดียวกัน  หากท่านไม่มีศรัทธาง่ายก็เป็นยาก สุขก็เป็นทุกข์ เรื่องธรรมดาสามัญก็จะกลายเป็นเรื่องลำบากยากเข็ญหากเราหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา เราจึงจะได้เก็บเกี่ยวดอกผลที่เป็นคุณงามความดีที่ตามมาภายหลัง เช่น ได้พบกับกัลยาณมิตร ได้พบครูบาอาจารย์ ได้ฟังธรรมะ ได้เดินจงกรม ได้นั่งสมาธิ ได้ฝึกโยคะ ได้สมาทานศีล 8 ทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้พบเจอเป็นผลของการที่ท่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธาลงไป แล้วก็ผลิดอกออกผลบานสะพรั่งเป็นปัญญา บานสะพรั่งเป็นความสุข บานสะพรั่งเป็นความสดชื่นรื่นเย็นของชีวิต บานสะพรั่งเป็นชีวิตที่มีวินัยบานสะพรั่งเป็นกัลยาณมิตร

เมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านตามธรรมชาติทั้งโดยรู้ตัวและโดยไม่รู้ตัว มีอยู่สองชนิดชนิดหนึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นดี เรียกว่าเป็นพืชชั้นดี พอเราหว่านลงไปแล้ว ผลิดอกออกผลบานสะพรั่ง เราก็เก็บเกี่ยวกินอย่างมีความสุข แบ่งปันให้คนอื่นกิน คนอื่นก็มีความสุข ขณะเดียวกันก็มีเมล็ดพันธุ์อีกชนิดหนึ่งที่เราหว่านลงไปโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่เราไม่รู้ถึงคุณภาพของเมล็ดพันธุ์นั้น ฉะนั้น เมื่อมันงอกงามขึ้นมา เนื่องจากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่เลว ก็เลยนำเอาสิ่งที่เลวร้ายเข้ามาสู่ชีวิตของเราด้วย

ดังนั้น ถ้าตระหนักรู้ว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์ที่เราหว่านลงไปบนเนื้อนาดินของจิตใจ ก็เท่ากับเรารู้เคล็ดลับแล้วว่าเราจะทำชีวิตนี้ให้มีความสุขได้อย่างไร

        เราหว่านอะไรลงไปในเนื้อนาดินของจิตใจ เราก็จะได้คุณภาพชีวิตอย่างนั้น 

keyboard_arrow_up