ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

ตั้งโปรแกรมจิต
ตั้งโปรแกรมจิต

ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

 

พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อเวลาขณะจะสิ้นใจตาย จิตของบุคคลจะยึดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งใน 3 อย่างนี้

1. เห็นกรรมที่ตนได้ทำไว้ปรากฏขึ้นมา หากเป็นกรรมฝ่ายกุศล เช่น เห็นตนกำลังทำบุญ ใส่บาตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ ช่วยเหลือผู้อื่น หรือกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นคุณงามความดี ภาพดังกล่าวที่ปรากฏ จะช่วยให้ผู้ตายมีจิตที่อิ่มเอิบเบิกบาน หรือจิตมีความผ่องใส นำพาชีวิตให้ไปเกิดในสุคติภูมิ

แต่หากเห็นกรรมที่เป็นบาปอกุศลที่ตนเคยทำไว้ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม โกหกผู้อื่น ดื่มสุรา เสพสิ่งเสพติดให้โทษ เล่นการพนัน หรือภาพของกรรมที่เป็นบาปอกุศลผุดขึ้นมา จะทำให้จิตตกหรือจิตเศร้าหมอง ซึ่งจะนำพาชีวิตไปเกิดในอบายภูมิ

2. เห็นอุปกรณ์ประกอบการกระทำ (กรรมนิมิต) หากเป็นอุปกรณ์ประกอบกรรมที่เป็นฝ่ายกุศล ได้แก่ เห็นเป็นดอกไม้ ธูป เทียน บาตร จีวร ที่เคยนำไปทำบุญถวายพระ หรือเห็นเป็นอาหาร เครื่องนุ่งห่ม สมุด ดินสอ เสื้อผ้า อุปกรณ์เครื่องครัวเรือนที่เคยบริจาคช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ หรืออื่นๆ ที่เป็นการประกอบบุญกุศล ภาพดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นจิตให้มีพลัง มีความอิ่มเอิบเบิกบาน อันจะนำพาไปเกิดในสุคติภูมิ

แต่หากเห็นเป็นอาวุธ เครื่องประหารคน สัตว์ เครื่องมือดักสัตว์ เหล้า บุหรี่ อุปกรณ์ที่ใช้เล่นการพนัน หรืออื่นๆ อันเป็นฝ่ายอกุศล จะพาให้จิตตกหรือจิตเศร้าหมอง นำพาไปเกิดในอบายภูมิ

3. เห็นเป็นสื่อที่จะนำพาไปเกิดในภพต่อไป (คตินิมิต) สื่อนั้นอาจเป็นภาพ เสียง กลิ่น สี ก็ได้ หากเป็นฝ่ายกุศล ได้แก่ เห็นเป็นวิมานสวยงามมารับ ได้ยินเสียงดนตรีไพเราะจับใจ ได้กลิ่นหอมยิ่งกว่าดอกไม้ใดๆ ในโลก ซึ่งเป็นของทิพย์ ก็จะนำพาไปเกิดบนสวรรค์

แต่ถ้าสื่อนั้นเป็นฝ่ายอกุศล เช่น เห็นเป็นเลือด เป็นอุโมงค์ที่มืดทึบ เป็นที่อับชื้น เห็นความร้อนเผาไหม้ อันจะพาให้จิตหวาดหวั่น ภพต่อไปก็คือนรก หรือเห็นเป็นป่ารกชัฏ เป็นแม่น้ำ ทะเล เป็นต้น จะเป็นการจูงจิตให้ไปเกิดเป็นสัตว์ป่า หรือเป็นสัตว์น้ำ

 

ตั้งโปรแกรมจิต

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ตอนจะขาดใจตายจึงเป็นตอนที่สำคัญมาก เพราะเป็นช่วงตัดสินว่าจะไปเกิด ณ ภพใด ถามว่าเวลาจะสิ้นใจตาย มีใครสามารถตั้งโปรแกรมจิตของตนได้ว่า ขอให้คิดถึงแต่สิ่งที่เป็นกุศล เพื่อให้จิตผ่องใส

ธรรมชาติของคนที่ใกล้จะตายนั้น หากป่วยเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ จิตจะเกาะเกี่ยวอยู่กับความเจ็บปวด หรือความหดหู่ซึมเซาเศร้าหมอง แม้ไม่ได้ป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่รู้ว่าตัวกำลังจะตาย จิตก็จะมีความว้าวุ่น สับสน หวาดหวั่นพรั่นพรึง เพราะไม่รู้อนาคตของตน บางคนก็ห่วงทรัพย์สมบัติ ห่วงบุคคลที่สัมพันธ์กันใกล้ชิด บ้างก็โกรธ ผูกใจเคียดแค้นชิงชังต่อผู้ใดผู้หนึ่ง หรือหากมีความคิดใดเกิดขึ้นก็อาจจะเป็นเรื่องอกุศล เช่น คิดถึงกรรมอันเป็นอกุศลที่ตนเคยทำไว้ เหล่านี้ล้วนทำให้จิตเศร้าหมองทั้งสิ้น โอกาสไปเกิดในอบายภูมิจึงมีสูงมาก

ถามว่า การทำทาน รักษาศีลช่วยปิดประตูอบายภูมิ (ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิ) ได้หรือไม่

ตอบว่ายังไม่ได้ เพราะ ทาน และ ศีล ยังไม่ใช่หลักประกันว่าตอนใกล้ตายจิตจะไม่เศร้าหมอง หลักประกันที่จะปิดประตูอบายภูมิได้ จะต้อง ภาวนา หรือปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐาน จนเป็น พระอริยบุคคล คือถ้าเป็น พระโสดาบัน และ พระสกทาคามี จิตเข้าทางตรงแล้วจะตายอย่างไม่หลงไปในอารมณ์เศร้าหมอง ชาติต่อไปจะเกิดเป็นมนุษย์หรือเกิดบนสวรรค์ เจริญภาวนาอีกไม่เกิน 7 ชาติ ก็จะเป็นพระอรหันต์ ถ้าเป็น พระอนาคามี จะไปเกิดบนพรหมโลก เรียกว่าสุทธาวาสพรหม (พรหมชั้นที่ 12-16) และจะไปบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ที่นั่น ถ้าเป็น พระอรหันต์ ก็ไม่มีการเกิดอีก

ถามว่า บางคนอุตส่าห์ทำความดีไว้ตั้งมากมาย เช่น ทำทาน รักษาศีล บาป อกุศลก็เคยทำบ้าง แต่ไม่มากนัก ตอนตายเกิดพลาดพลั้งจิตมีอารมณ์เศร้าหมองพาไปเกิดในอบายภูมิ อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรม

ความจริงแล้วกฎธรรมชาติให้ความเป็นธรรมอยู่เสมอ เขาไปเกิดในอบายภูมิ เป็นเพราะจิตที่เป็นอกุศลในขณะนั้นนำไปเกิด ไม่ได้มีใครลิขิต หากทำบุญกุศลไว้มาก ผลบุญจะตามไปอุปการะช่วยให้ทุคติภพที่ไปเกิดสั้นลง เช่น ไปตกนรกไม่นาน ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉาน หากสมัยเป็นคนเคยทำทานไว้มาก ก็จะไม่อดอยาก บางทีมีคนนำไปเลี้ยงดูอย่างดี หากสมัยเป็นคนเคยรักษาศีลมาดี ก็จะเป็นสัตว์ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีสัตว์อื่นหรือคนมาเบียดเบียน หากสมัยเป็นคนเป็นผู้ที่มีปัญญาเฉลียวฉลาด ก็จะเป็นสัตว์ที่ฉลาด เป็นต้น

พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ว่าด้วยความเป็นจริงตามกฎธรรมชาติ พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้ความจริงที่มีอยู่แล้ว ก็นำสิ่งที่รู้มาแสดง ชี้ทางให้พุทธบริษัทได้ปฏิบัติ หากต้องการความสำเร็จ ก็ต้องหมั่นเพียรทำเอาเอง คนอื่นทำให้ไม่ได้ พุทธศาสนาได้ทำลายเครื่องจองจำความคิดของมนุษย์ที่ถูกสอนให้เชื่อมาแต่โบราณว่ามีอำนาจพิเศษที่ลิขิตชีวิตของตน จึงวิงวอนร้องขอต่ออำนาจนั้น โดยขาดความเชื่อมั่นในคุณค่าของตน ทำให้ไม่ขวนขวายที่จะพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง

หากเป็นชาวพุทธ แต่ไม่ได้ศึกษาหลักธรรมและไม่ได้นำสิ่งที่มีค่ามาปฏิบัติ การเป็นชาวพุทธก็ว่างเปล่า

– พระชาญชัย  อธิปญฺโญ ผู้เขียน

keyboard_arrow_up