ภาวิต ตันเองชวน หัวใจไม่ยอมแพ้ : เร่ื่องจริงของคนที่อยู่ ผิดที่ผิดเวลา

ภาวิต
ภาวิต

ภาวิต ตันเองชวน หัวใจไม่ยอมแพ้ : เร่ื่องจริงของคนที่อยู่ ผิดที่ผิดเวลา

เรื่องราวชีวิตจริงของคุณ ภาวิต ตันเองชวน นักขายที่บังเอิญไปอยู่ ผิดที่ผิดเวลา นำพาให้ชีวิตต้องทนทุกข์อยู่นาน และต้องใช้เวลาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อยู่หลายปี

ผมชอบการขายและมีอาชีพเป็นนักขายมาตลอดตั้งแต่เรียนจบ แต่คงเป็นเพราะความโชคร้ายที่ทำให้ตัวแทนประกันชีวิตอย่างผมโดนร่างแห ถูกจับกุมไปพร้อมกับลูกค้ารายใหญ่ของผมด้วย

เมื่อ 12 ปีที่แล้วผมหันมาทำงานเป็นตัวแทนประกันชีวิต อาชีพการงานไปได้ดี รายได้ค่อนข้างดี มีลูกค้าเยอะ ตอนนั้นผมตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นแชมป์เอเชียให้ได้ เป็นความฝันที่ใหญ่มากของผมในปีนั้น

ลูกค้ารายนี้ซึ่งผมเรียกว่า เฮีย อายุ 37 เป็นลูกค้าของคุณแม่ภรรยาของผม ซึ่งมีอาชีพประมูลบ้านที่หลุดจำนองจากแบงก์แล้วนำมารีโนเวตใหม่เพื่อขายต่อไป คุณแม่แนะนำให้ผมรู้จักเฮีย พบกันครั้งแรกเฮียแต่งตัวธรรมดา ๆ ติดดินมาก ใส่เสื้อคล้าย ๆ เสื้อตราจระเข้ นุ่งกางเกงสแล็ค ใส่เข็มขัด สวมรองเท้ายางหูหนีบ เป็นคนร่างใหญ่หัวเถิก หน้าตาใจดี เวลาพูดก็จะหัวเราะอารมณ์ดีตลอดเวลา เวลาเจอกันสิ่งหนึ่งที่ผมชอบเฮียมากคือ เฮียเป็นคนใจบุญมาก เวลาพาเฮียไปทำบุญที่วัด ถ้าเห็นวัดขาดแคลนอะไรเฮียจะซื้อให้ทันที

ความสัมพันธ์ฉันลูกค้าก็เป็นไปตามปกติ ตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่รู้จักเฮีย เฮียทำประกันกับผมแล้วทั้งสิ้น 4 ฉบับ ผมจึงเสนอโครงการใหม่ คือกองทุนมรดกเพื่อคุ้มครองลูกสาวเฮีย ทุนประกัน 20 ล้านบาท เพราะผมเห็นว่าเฮียมีลูกสาวคนเดียวและรักมาก เฮียฟังโครงการก็ชอบ จึงเซ็นเช็คมาให้ 2 ล้าน 8 แสนบาท ผมดีใจมาก เพราะถ้าขายประกันสำเร็จ ผมก็จะขึ้นเป็นนักขายอันดับ 1 ของบริษัท แต่จะต้องผ่านขั้นตอนครบทุกขั้นตอนก่อน คือต้องตรวจสุขภาพใหม่ ผมก็โทร.ไปหาเฮียเพื่อนัดตรวจสุขภาพ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ผ่านไป 2 – 3 สัปดาห์ก็ยังติดต่อไม่ได้

ผมพยายามติดต่อเฮียตลอดเวลา ผ่านไปเกือบสองเดือน เฮียก็โทรศัพท์มาหาผม ผมดีใจมาก เฮียบอกว่าไปทำธุรกิจใหม่แถวชายแดนพม่า คุยกันไปคุยกันมาก็สรุปว่า พรุ่งนี้เฮียจะเข้ากรุงเทพฯ ภาวิตว่างมั้ย มากินข้าวกับเฮียหน่อย ผมรีบตอบตกลงทันที

เมื่อได้พบกันผมถามเรื่องโครงการกองทุนมรดกเพื่อคุ้มครองลูกสาวว่าเฮียยังสนใจอยู่มั้ย เฮียบอกว่าสนใจ ผมจึงอธิบายว่าต้องตรวจสุขภาพก่อน ไม่ทราบว่าเฮียพร้อมตรวจสุขภาพให้ผมเมื่อไหร่ เฮียก็บอกว่ามาคราวนี้ก็ต้องการทำเรื่องนี้ให้เสร็จด้วย ให้นัดไปตรวจสุขภาพได้เลย

ตอนนั้นเวลาประมาณบ่ายสาม การตรวจสุขภาพต้องงดอาหารหลังสี่ทุ่มเพื่อตรวจในวันรุ่งขึ้น ผมดีใจมากรีบโทร.บอกเลขาฯให้จองห้องตรวจสุขภาพลูกค้าวีไอพีของเอไอเอ ซึ่งได้คิววันรุ่งขึ้น ผมถามเฮียว่าจะไปไหนต่อ เฮียบอกว่าจะไปหาเพื่อนที่ชลบุรี โดยเหมาแท็กซี่ไป – กลับ เพราะทำธุระไม่นาน ผมก็คิดว่า ไปหาเพื่อนแล้วจะกลับมาทันหรือเปล่า จะไปกินอะไรที่ส่งผลต่อการตรวจเลือดมั้ย จึงบอกเฮียว่า เดี๋ยวผมไปส่งเฮียก็แล้วกัน เฮียบอกว่าไม่ต้องไปหรอก แต่เฮียเคยหายไปครั้งหนึ่งแล้ว ผมกลัวว่าจะซ้ำรอยเดิมอีก จึงดึงดันว่าจะไปกับเฮียให้ได้ จนเฮียใจอ่อนยอมให้ไปด้วย

ผมพาเฮียไปร้านอาหารเจ้าประจำที่สะอาดไว้ใจได้และรู้จักกับเจ้าของร้าน เลือกสั่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้เฮีย พอกินข้าวเสร็จประมาณ 1 ทุ่ม ระหว่างรอเช็กบิล ตอนนั้นเฮียยังไม่ได้เจอเพื่อน ผมตั้งใจว่ากินข้าวเสร็จจะไปส่งเฮียที่โรงแรม ผมก็เปิดห้องที่โรงแรมเดียวกับเฮียนั่นแหละ พอตอนเช้าก็รับเฮียมาตรวจสุขภาพที่กรุงเทพฯ งานผมก็เสร็จแล้ว

ตอนนั้นใจฟูมากเลย พรุ่งนี้พากลับไปตรวจสุขภาพก็จบแล้ว เอกสารก็มีหมดแล้ว ตอนนั้นโลกเป็นสีชมพู นาทีนั้นมองอะไรก็สวยงามไปหมด ระหว่างนั้นเฮียก็คุยโทรศัพท์แล้วหันมาบอกว่า เดี๋ยวมีลูกน้องเฮียมากินข้าวด้วยสองคนได้มั้ย

คนกำลังใจฟูก็ตอบไปว่า ก็มาสิครับ ไม่ได้ขัดข้องอะไร พอลูกน้องเฮียมาถึง ปรากฏว่าเป็นสามีภรรยาอายุประมาณ 20 ต้น ๆ เท่านั้นเอง พอสองคนนั้นมานั่งที่โต๊ะได้ไม่ถึง 5 นาที ก็มีผู้ชายกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาหา ผมไม่ได้ทันสังเกตอะไร เพราะกำลังนั่งเล่นโน้ตบุ๊ก พอมาถึงผู้ชายกลุ่มนี้ซึ่งมีประมาณ 10 คนก็กระจายกำลังกันล้อมโต๊ะผม แล้วเข้าจับกุมเราทุกคน หลังจากนั้นผมจึงทราบว่าเป็นตำรวจชุดจับกุม

เราถูกกันตัวให้อยู่คนละที่ ตำรวจตรวจค้นรถของผมทุกซอกมุมตามระเบียบปฏิบัติแต่ก็ไม่พบอะไร ตอนนั้นผมยังงงอยู่ว่ามีเรื่องอะไรกัน หลังจากนั้นผมก็ถูกพามาที่ลานตรงริมชายหาดเพื่อถ่ายรูปกับเฮียและลูกน้องสองคนพร้อมของกลางคือยาบ้า เหตุการณ์ชุลมุนมาก ฟ้ามืดแล้ว มีทั้งตำรวจ นักข่าว และชาวบ้านมามุงดูมากมาย

ผมเพิ่งรู้ตอนนั้นเองว่า เฮียซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่คนหนึ่งของผมนั้นค้ายาเสพติด และตำรวจตามดูพฤติกรรมมานานแล้ว โดยผมไม่ระแคะระคายมาก่อนเลย

ภาวิต

หลังจากนั้นก็เป็นไปตามขั้นตอนของตำรวจ คือพาผู้ต้องหาทั้งหมดมายัง ป.ป.ส.เพื่อสอบสวน หลังจากสอบสวนเสร็จ ด้วยความเหนื่อยอ่อน ความเครียด บวกกับความไม่รู้กฎหมายอย่างลึกซึ้งของผม จึงเซ็นชื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพื่อไปสู้คดีในชั้นศาล แล้วคิดว่าเราก็น่าจะสามารถยื่นขอประกันตัวระหว่างพิจารณาคดีได้ เพราะคิดว่ายังไงเราก็ต้องรอด เราไม่ได้ทำผิดอะไร แต่ผมไม่รู้ว่าคดีค้ายาบ้าเกิน 200 เม็ด ตำรวจคัดค้านการประกันตัวทุกกรณี เฮียถูกจับกุมพร้อมยาบ้าทั้งสิ้น 294,000 เม็ด

ผมยื่นประกันตัว 5 รอบ ศาลยกคำร้องทุกรอบ นั่นหมายความว่าผมต้องติดคุก ผมยอมรับว่ากลัว แต่ก็คิดว่าเราต้องรับมันให้ได้ กว่าศาลชั้นต้นจะพิพากษาใช้เวลา 2 ปี ศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิตเฮีย สองสามีภรรยาติดคุกตลอดชีวิต ส่วนผมศาลยกฟ้อง แต่ให้คุมขังระหว่างรอคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ภาษาคุกเรียกว่ายกรอ และกว่าที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาใช้เวลาเกือบ 4 ปี รวมแล้วผมอยู่ในเรือนจำ 6 ปี 3 เดือน

แน่นอนว่า การติดคุกย่อมไม่สบาย ทั้งเหงา ว้าเหว่ และเป็นห่วงครอบครัว โชคดีที่ผมเป็นคนคิดบวก จึงสร้างพลังใจรอวันที่พิสูจน์ว่าผมเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็อดคิดมากไม่ได้ว่าจากคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวกลายมาเป็นภาระใหญ่ของครอบครัว บ้านรถที่เราหามากำลังจะโดนยึด เพราะไม่มีใครหาเงินแล้ว ครอบครัวต้องเอาเงินที่หาได้ไม่มากเท่ากับตอนที่เรายังทำงานได้มาแบ่งให้ใช้ในเรือนจำ รวมถึงวิ่งเต้นเรื่องคดี ตอนนั้นกินข้าวไม่ลง น้ำหนักลดไป 17 กิโล

พอได้รับแจ้งว่าเราต้องไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็เริ่มเครียดแล้ว ในเรือนจำมีหมอดูเยอะมาก เวลามีใครจะไปฟังคำพิพากษามักขอดูดวงว่าจะได้กลับบ้านหรือติดคุกต่อ หมอคนไหนแม่นไม่แม่นวัดกันที่ใครทายถูกเรื่องนี้มากกว่า หมอดูในแดนประหารมีประมาณเกือบสิบคน แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่บอกว่าผมจะได้กลับบ้าน ถึงแม้ศาลจะยกฟ้องอย่างไรก็ต้องคุมขังระหว่างรอคำพิพากษาของศาลฎีกา

ตอนนั้นในใจก็คิดว่า โห ถ้าถึงศาลฎีกาต้องใช้เวลาอีกประมาณ 6 – 7 ปี คืนวันที่รู้ว่าพรุ่งนี้จะต้องไปฟังคำพิพากษาผมนอนไม่หลับเลย นอนห่มผ้าคลุมโปงเพราะไม่อยากเจอใคร เพื่อน ๆ ในห้องก็แอบมองอย่างเป็นห่วง นอนยังไงก็ไม่หลับ พอเที่ยงคืนกว่าก็เปิดผ้าห่มเดินไปหน้าองค์พระ กราบพระแล้วหยิบหนังสือสวดมนต์ที่มีรุ่นพี่เก่า ๆ ทิ้งไว้ให้ มันทั้งดำทั้งขาดและมีรอยแมลงสาบแทะ ผมเป็นคนไม่ค่อยสวดมนต์ แต่ก็ตัดสินใจว่าดีกว่านอนไม่หลับ ผมสวดทุกตัวอักษรเลย มีกี่บทกี่เล่มก็สวดหมด สวดวนไปวนมาทั้งสามเล่ม

ผมจำได้ว่า คำอธิษฐานเดียวที่ผมขอในวันนั้นคือ ถ้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้มีจริง ผมขอความยุติธรรมคืนสู่ชีวิตผมในวันนี้ด้วยเถิด

โชคดีฟ้ามีตา แล้วศาลก็คืนความยุติธรรมให้ผม ศาลพิพากษายกฟ้อง ผมถามศาลประมาณ 5 รอบ แล้วก็ก้มลงกราบศาล ร้องไห้ ศาลยิ้มอย่างเมตตา ผมถามว่า กลับบ้านวันนี้ได้เลยใช่มั้ยครับท่าน ผมไปกอดเมียได้แล้วใช่ไหมครับ ตอนกลับมาเรือนจำไม่มีใครเชื่อผม บอกว่าผมโกหก วันนั้นเจ้าพนักงานมาปล่อยตัวผมประมาณทุ่มครึ่ง ภรรยาก็มารับ เจอหน้ากันผมก็เข้าไปกอดภรรยา พอออกมาผมไปทำงานวันรุ่งขึ้นเลย เจ้านายเข้าใจ แต่พอไปหาลูกค้าเก่า ๆ แค่บอกว่าออกมาจากเรือนจำ ลูกค้าเดินหนีเลย ไม่คุยด้วย

หลังออกจากคุก ผมมีทางเลือกอยู่สองทาง คือ หนึ่ง ไม่ทำงานขายประกันต่อแล้ว หรือสอง กลับมาทำความฝันให้เป็นจริง คือ การได้เป็นนักขายออฟเดอะเยียร์ ชีวิตของผมผกผันต้องหมดอิสรภาพและใช้เวลาพิสูจน์ความบริสุทธิ์นานถึงหกปีกว่า แต่ผมก็ไม่ท้อ 3 ปีหลังจากออกจากคุกผมก็ได้เป็นนักขายออฟเดอะเยียร์ของบริษัทเอไอเอ

ผมเชื่อว่า ชีวิตไม่มีคำว่าล้มเหลว มีแต่คำว่าล้มเลิก ถ้าไม่ยอมแพ้ล้มเลิกไปเสียก่อน เราจะสามารถกลับมาประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

 

ความคิดเห็นจากพระมหาฉัตรชัย สุฉตฺตชโย ป.ธ.9, ผศ.ดร.ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

ชีวิตของทุกคนบนโลกใบนี้เป็นอะไรที่ไม่มีนิมิตเครื่องหมาย ใครก็รู้ไม่ได้ ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “อนิมิตฺตมนญฺญาตํ มจฺจานํ อิธ ชีวิตํ” ซึ่งสะท้อนความจริงให้เราเห็นว่า อย่าประมาทในการใช้ชีวิต ทุกย่างก้าวต้องดำเนินอยู่บนฐานรากของความไม่ประมาท มีสติกำกับตนเอง ให้ทำ พูด คิด แต่สิ่งที่ดีงาม อย่าได้เผอเรอหลงลืมสติคิดเห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว คบคนชั่วเป็นมิตร รังเกียจเหยียดหยามบัณฑิต จนนำพาความเดือดร้อนมาให้ตนเองภายหลัง แต่ในชีวิตของคนเราจะได้กัลยาณมิตรมาอยู่ด้วยตลอดเวลาหรือไม่เป็นสิ่งที่คาดหวังได้ยาก แต่ก็ไม่มีทางอื่น นอกจากการตั้งกัลยาณจิตขอให้พบเจอแต่มิตรที่ดี นำพาความเจริญรุ่งเรืองมาให้ เมื่อชีวิตประสบความล้มเหลว ก็อย่าได้ละทิ้งหนทางแห่งความดี จงมุ่งมั่นอยู่ในหนทางแห่งความดีงาม เชื่อมั่นศรัทธาในความดี เชื่อว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว เชื่อในหลักของกรรม เชื่อในการให้ผลของกรรม

ในห้วงเวลาแห่งชีวิต ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราล้วนแต่มาเป็นครูสอนให้เราได้เรียนรู้เสมอ บ้างก็นำพาความทุกข์มาให้ เพื่อทดสอบว่าเรามีสติรักตัวเองมากเพียงใด บ้างก็นำพาความสุขมาให้เพื่อทดสอบว่าเรารู้จักรักคนอื่นเป็นหรือไม่ คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราส่วนมากผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป มีไม่กี่คนที่จะอยู่กับเราไปชั่วชีวิต บางคนอาจเป็นเพียงคนที่พอรู้จัก บางคนอาจเป็นได้เพียงความทรงจำ บางคนต้องจำพรากจากกันไปแม้นไม่อยากจาก บางคนแม้อยากจะจากไป แต่ก็ยังต้องทนอยู่เห็นหน้ากัน แต่ถึงกระนั้นสัจธรรมก็กำลังสอนให้เรารู้ว่า ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ ไม่ว่าจะยากหรือง่าย สุดท้ายทุกอย่างก็จะผ่านไปพร้อมกับทิ้งอะไรบางอย่างไว้เพื่อเป็นประสบการณ์ เป็นความทรงจำ เป็นบทเรียน ดังคำที่พระท่านสอนว่า “โลกนี้คือโรงละคร ปวงนิกรเราท่านเกิดมา ต่างร่ายรำทำทีท่า ตามลีลาบทละคร บางทีก็เศร้าบางคราวก็สุข บางครั้งก็ทุกข์หัวอกสะท้อน มีร้างมีรักมีจากมีจร จบบทละครชีวิตก็ลา”

ฉะนั้น เราจึงไม่ควรประมาทในชีวิต เพราะชีวิตนี้น้อยนัก เปรียบดังหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า พอต้องแสงสุริยาก็พลันหล่นหายไป

 

ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 232

เรียบเรียง : ชนาฉัตร

ภาพ : สรยุทธ พุ่มภักดี

Secret Magazine (Thailand)


บทความน่าสนใจ

โชคร้ายของมนุษย์ คือไม่รู้ว่าตัวเองโชคดี บทความดีๆ จากท่านปิยโสภณ

อย่าให้ โชคร้าย ติดอยู่ในใจนานๆ

keyboard_arrow_up