รักแท้ไม่แพ้โชคชะตา ตี้ – สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์

ตี้ - สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์
ตี้ - สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์

รักแท้ไม่แพ้โชคชะตา ตี้ – สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์

ผมกับภรรยาอายุห่างกัน 12 ปี ผมคิดมาเสมอว่า ถ้าแก่ตัวไปเขาคงดูแลผมได้ แต่วันหนึ่งเหตุการณ์กลับเป็นตรงข้าม อย่างที่ผมไม่เคยเตรียมใจรับมาก่อน

เหตุการณ์ไม่คาดฝันในชีวิต
ผมยังจำเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี วันนั้นคือวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556 ผมพาจุ๊บและลูกทั้งสองคนไปร้านเสริมสวย เพราะใกล้เปิดเทอมแล้ว น้องชิชา (ลูกสาว) กำลังจะขึ้นอนุบาลสาม ส่วนน้องลีเจ (ลูกชาย) กำลังจะเข้าอนุบาลหนึ่ง ส่วนผมก็มีงานติดต่อกันอีกเป็นสิบวัน จึงอยากตัดผมให้ดูเรียบร้อยก่อนไปออกกอง ขณะที่ผมกำลังนอนสระผมอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนในร้านร้องด้วยความตก ผมรีบลุกขึ้นมาดู

ภาพที่เห็นคือ จุ๊บค่อย ๆ ทรุดตัวลงกับพื้น

ผมรีบเข้าไปประคอง แล้วก็สังเกตเห็นว่า เขาปากเบี้ยว มือตก ไม่สามารถควบคุมร่างกายซีกซ้ายได้ สักพักก็เริ่มหายใจไม่สะดวก ผมช็อคกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก แต่ก็พยายามตั้งสติ เหมือนที่ภรรยาเคยเตือนไว้เสมอ และรีบพาภรรยาขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด

หมอวินิจฉัยว่า จุ๊บเป็นเส้นเลือดในสมองตีบเฉียบพลัน ต้องฉีดยาละลายลิ่มเลือด แต่พอฉีดแล้วกลายเป็นว่าเลือดไม่สามารถไหลผ่านเส้นเลือดที่ตีบได้ ทำให้สมองบวมขึ้นไปดันกะโหลก ซึ่งอาจไปทับก้านสมอง จนทำให้หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิตได้ ทางแก้ปัญหาคือ ต้องผ่าตัดเปิดกะโหลก เพื่อให้สมองพองจนสุด แล้วก็จะยุบลงมาเอง

หมอบอกว่า แม้จะผ่าตัดเปิดกะโหลกแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะหายไหม หรืออาจเสียชีวิตก็ได้ คือไม่มีทางเลือกไหนที่ดีสักอย่าง หากผ่าตัดที่โรงพยาบาลนี้ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน คงต้องขายบ้านขายรถเพื่อมารักษา ผ่าตัดแล้วก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหายหรือไม่ ผมจึงคิดที่จะย้ายจุ๊บไปรักษาตัวในโรงพยาบาลรัฐบาล

คงเป็นบุญเก่าของจุ๊บ ที่หลังจากเรียนจบเคยไปทำงานด้านการประชาสัมพันธ์อยู่ที่สถาบันประสาทวิทยา ซึ่งท่านผู้อำนวยการมัยธัช สามเสน และพี่ ๆ ที่นั่นก็รักและเอ็นดูจุ๊บ ผมนึกได้จึงรีบค้นหาเบอร์ติดต่อในโทรศัพท์มือถือของจุ๊บและติดต่อไป ทางสถาบันประสาทวิทยาก็ยินดีรับจุ๊บเข้าเป็นผู้ป่วย ผมรีบย้ายจุ๊บไปทันที

หมอที่นี่บอกเช่นว่า เมื่อผ่ากระโหลกแล้วก็ยัง 50/50 คืออาจจะรอด แต่รอดแล้วอาจจะพิการ หรืออาจจะเสียชีวิตก็ได้ คือไม่มีทางเลือกที่ดีเลย แต่ผมเคยมีประสบการณ์ตอนที่ป๊าเสียชีวิต เวลานั้นป๊าป่วยน้ำท่วมปอด ถ้ายอมให้เจาะปอด ท่านคงมีชีวิตต่อได้ แต่ผมกับหม่าม้ากลัวป๊าเจ็บจึงไม่ให้หมอเจาะ จากนั้นอีกสองสามวันป๊าก็น้ำท่วมปอดเสียชีวิต ผมหวนคิดถึงเหตุการณ์นี้ จึงคิดว่าอย่างไรก็ต้องผ่าตัด ผมถามความเห็นจากแม่จุ๊บด้วย เมื่อท่านเห็นด้วย จึงยอมให้จุ๊บผ่าตัดเปิดกระโหลก

การผ่าตัดนี้ก็เพื่อให้สมองบวมออกมาจนสุด หลังจากนั้นก็ให้สมองยุบลงไปเหมือนเดิม แต่พอผ่าตัดแล้วก็มีปัญหาอีกว่า ห้องเย็นที่จะเก็บชิ้นกระโหลกที่ผ่าแล้วยังสร้างไม่เสร็จ หมอบอกว่า จะเลือกทิ้งไปแล้วใช้กระโหลกเทียมแทนก็ได้ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ เก็บชิ้นกระโหลกนี้ไว้ในหน้าท้องของจุ๊บได้ผมปรึกษากับแม่ของจุ๊บ ท่านให้ความเห็นว่า จุ๊บจะอยู่หรือจะไปก็ให้เขาอยู่กับของที่มีมาแต่เกิดแล้วกัน ผมกับแม่จุ๊บจึงตัดสินใจให้หมอผ่าหน้าท้องและเก็บกระโหลกส่วนที่ผ่าออกมาไว้ในนั้น

ช่วงที่เกิดเหตุการณ์นี้ผมก็ต้องโทรไปบอกกับทางรายการที่มีคิวงานอยู่ เพื่อให้หาคนมาแทน เพราะจุ๊บป่วยกระทันหัน ผมก็ต้องดูแลเขา ทางรายการก็เข้าใจ ส่วนลูกก็ต้องพาไปฝากให้ญาติพี่น้องดูแลก่อน เพราะเราอยู่ดูแลลูกไม่ได้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผมต้องตั้งสติจัดการเรื่องทุกอย่างให้ดีที่สุด

ผจญภัยกับอาการป่วยของภรรยา
สภาพของจุ๊บหลังผ่าตัดเปิดกะโหลกคือ ศีรษะยุบลงไปด้านหนึ่ง หัวก็เกรียนเพราะต้องโกนผมเพื่อผ่าตัด ผมกลัวเขาเสียใจและรับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง ผมไม่ให้เขาส่องกระจกหรือถ่ายภาพเลย เพราะก่อนหน้านี้เขาเป็นคนสวย อาจรับไม่ได้และเสียความมั่นใจ แต่เขาก็กำลังใจดีมาก แอบถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้ด้วย

หลังจากนั้นสองเดือนเมื่อสมองยุบเข้าที่ ก็ต้องผ่าตัดปิดกระโหลกแต่การผ่าตัดครั้งนี้กลายเป็นว่า จุ๊บต้องเจ็บตัวสองรอบ เพราะหนึ่งคือต้องผ่าตัดหน้าท้องเพื่อเอาชิ้นกระโหลกออกมา สองคือผ่าตัดศีรษะเพื่อปิดกระโหลกเข้าไป เวลานั้นผมกับแม่จุ๊บได้แต่มองตากันปริบ ๆ เพราะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่เขาต้องเจ็บตัวสองรอบไว้เลย

แม้การผ่าตัดเพื่อนำกระโหลกไปปิดคราวนี้เป็นไปด้วยดี แต่สภาพร่างกายก็ยังไม่เหมือนเดิม ช่วงแรกจุ๊บต้องนอนติดเตียงอยู่ 6 เดือน ผมต้องคอยดูแลพลิกตัวให้ เพื่อไม่ให้เป็นแผลกดทับ ทุกเย็นผมก็พาจุ๊บนั่งรถเข็นออกมาข้างนอกห้องผู้ป่วย แล้วก็ถือพวงมาลัยมาไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อขอให้เขาหายจากอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ คนในโรงพยาบาลก็จะคุ้นชินกับภาพนี้ตลอด

ระหว่างรักษาตัวอยู่นั้น จุ๊บเริ่มมีอาการไบโพล่า อารมณ์สองขั้วแบบสุดขั้ว คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ตัว ผมก็ไม่รู้ วันหนึ่งขณะที่ผมกำลังกลับไปเคลียร์งาน โดยแม่ของจุ๊บมาเฝ้าเขาที่โรงพยาบาล อยู่ ๆ ผมก็ได้รับข้อความจากเบอร์มือถือของแม่จุ๊บว่า “จุ๊บตายแล้ว”

ผมกำลังถ่ายรายการอยู่ ตกใจมาก โทรกลับไปแม่จุ๊บก็ไม่รับสาย ผมเข่าทรุดน้ำตาไหล แต่ก็ต้องพยายามฝืนความรู้สึก ทำงานให้ดี เพราะ the show must go on พอกลับไปก็เห็นจุ๊บอยู่กับแม่ จึงรู้ว่าเขาแอบเอามือถือแม่มาส่งข้อความ เพราะภาวะอารมณ์เวลานั้น เขาอยากให้ผมอยู่ใกล้ ๆ และเห็นความสำคัญของเขาที่สุด

ช่วงที่จุ๊บมีภาวะอารมณ์ผิดปกติผมขอคำแนะนำจากหมอ ศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ และที่สำคัญคือต้องสังเกตพฤติกรรมและภาวะอารมณ์ของเขา ช่วงหนึ่งเขาใช้เงินแบบไม่มีเหตุผล เช่น เห็นเสื้อผ้าที่ไหน ก็ซื้อ ๆ ใส่ได้หรือไม่ได้ก็ซื้อ เงินมีเท่าไหร่ก็รูดจ่ายไปหมด แล้วก็จองโรงแรมทั้งภาคเหนือ อิสาน ใต้ จองเยอะไปหมด จนผิดสังเกต จึงรู้ว่าช่วงนี้เขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ก็ต้องพาไปหาหมอเพื่อรักษา ซึ่งก็ต้องกินยาร่วมด้วย

ตัดสินใจหยุดงานทุกอย่าง
วันหนึ่งผมพาเขาไปตรวจสุขภาพ ตอนนั้นเขาเริ่มเดินด้วยไม้เท้าได้แล้ว ก็หนีขึ้นแท็กซี่ไปเลย กว่าจะหาตามตัวเจอ พอได้คุยกัน เขาก็บอกว่าอยากหนีไปอยู่คนเดียว ไม่อยากเป็นภาระให้ใคร ผมรู้เลยว่านี่เป็นภาวะอารมณ์ไม่ปกติของเขา เพราะถ้าปกติ เขาจะไม่คิดทิ้งลูกไปไหน แต่นี่เขาคิดเองหมด ผมก็ค่อย ๆ คุยกับเขาว่า มีอะไรเรามาคุยกันนะ เราจะได้ปรับตัวกัน เขาก็ใจเย็นลง ฟังเรามากขึ้น

ส่วนลูกทั้งสองคน ผมบอกเขาตลอดว่าตอนนี้หม่าม้ามีอาการแบบนี้นะ เราต้องช่วยกันนะ ผมอยากให้ลูกได้รับรู้และเข้าใจถึงอาการของจุ๊บ ลูกสาวคนโตเริ่มรู้เรื่องแล้ว เวลาที่แม่มีอาการหนักเขาก็จะน้ำตาไหล ส่วนลูกชายยังเล็กก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ทั้งสองคนก็มีความสุขที่จะดูแลแม่ และให้กำลังใจแม่มาเสมอ

จุ๊บยังคงต้องต่อสู้กับความเจ็บป่วย เขาเคยเป็นลมชัก 2 ครั้ง อาการไบโพล่าก็คงต้องรักษา แต่ต่อมาจุ๊บเริ่มมีอาการซึมเศร้าฟังเพลงเศร้าแล้วร้องไห้ มีความคิดที่ไม่อยากมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งผมได้ยินเสียงดังกุกกักในห้องนอน จึงรีบเปิดประตูเข้าไปดู ก็เห็นเขากำลังปีนหน้าต่างเพื่อจะกระโดดลงไป โชคดีที่ผมมาเห็นก่อนจึงรีบเข้าไปปลอบ พูดให้เขาสู้เพื่อตัวเองและสู้เพื่อลูก

ตอนนั้นคิดเลยว่า ต้องดูแลเขาให้มากกว่านี้ จึงขอหยุดงานที่ทำไว้ก่อน และกลับมาดูแลลูกและภรรยาเต็มตัว

เป็นพ่อบ้านเต็มตัว
เมื่อตัดสินใจหยุดงานมาดูแลภรรยาและลูก ผมก็วางแผนจัดการชีวิตใหม่ทั้งหมด เราย้ายมาอยู่ใกล้บ้านพี่น้อง เพื่อจะได้ฝากธุระกันได้ ผมทำหน้าที่เป็นพ่อบ้านเต็มตัว จากที่เคยทำแต่งานนอกบ้าน ผมก็ต้องค่อย ๆ เรียนรู้และลงมือทำงานบ้านทั้งหมดที่จุ๊บทำ ทั้งทำความสะอาดบ้าน ซักผ้ารีดผ้า เรื่องอาหารก็ต้องจับจ่ายซื้อของเรียนรู้การทำกับข้าว เพราะบางทีลูกอยากกินอาหารอะไรก็ทำให้เองได้ ผมฝึกแม้แต่ถักผมเปียให้ลูกสาว ซึ่งถือว่ายาก แต่พอทำได้ ผมก็ดีใจมาก

ส่วนการดูแลภรรยา ผมก็ดูแลอย่างใกล้ชิดทุกอย่าง ตั้งแต่การอาบน้ำ กินข้าว ทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการเปลี่ยนผ้าอนามัย เพราะเขาดูแลตัวเองยังไม่ได้ ทุกเช้าผมจะตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อมาดูแลภรรยาและลูก ทำกับข้าวให้กิน อาบน้ำแต่งตัวให้ลูกและพาไปส่งโรงเรียน แล้วจึงกลับมาดูแลภรรยาต่อทั้งวัน แล้วจึงออกไปรับลูกที่โรงเรียน

เวลานั้นผมมีเงินเก็บสำรองอยู่ก้อนหนึ่งที่ดูแลครอบครัวได้สักหนึ่งปีโชคดีที่จุ๊บก็มีเงินเก็บอีกก้อน ที่เขาเก็บหอมรอมริบไว้จากเงินเดือนที่ผมให้มาตลอด โดยที่ผมไม่รู้เลย เงินก้อนนี้ของจุ๊บใช้เป็นค่าเทอมลูกได้อีกหลายเทอม นอกจากนี้ผมก็ขายคอนโด ขายรถ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายเป็นค่ารักษา และมีญาติพี่น้องช่วยเหลือส่วนหนึ่ง แต่ผมพยายามจัดการบริหารเงินเอง เพื่อรบกวนคนอื่นน้อยที่สุด

เมื่อมาดูแลครอบครัวเต็มตัว ผมดูแลภรรยาและลูกให้มีความสุข เวลากิน ผมก็จะตามใจพวกเขา อยากกินอะไรก็ให้กิน พอเขากินกันเรียบร้อยแล้ว ผมค่อยมากินที่เหลือ เพราะถ้ากินพร้อมกัน พอของเหลือผมก็ต้องมาเก็บกินให้หมดอยู่ดี ซึ่งทำให้อ้วน และเปลืองเงินด้วย ผมสอนลูกเสมอว่า อยากกินอะไรซื้อกินได้ แต่ต้องกินให้หมดนะ คิดถึงคนที่เขาไม่มีกินด้วย ส่วนผมไม่ยึดติดว่าต้องกินอะไรลูกเมียอยากกินอะไรก็ให้กินไป เห็นเขามีความสุข ผมก็พอใจแล้ว

การเรียนรู้ครั้งใหญ่
เมื่อภรรยาป่วยกะทันหัน ผมเกิดกลัวเรื่องการพลัดพรากขึ้นมาทันที ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดเรื่องนี้เลย เมื่อมาเจอกับเหตุการณ์นี้จึงทุกข์เป็นธรรมดา ยิ่งต่อมาจุ๊บมีภาวะไบโพลาร์และซึมเศร้า ผมก็เหมือนต้องผจญภัยไปกับอาการของเขาตลอดเวลาผมทำความเข้าใจภาวะที่เขาเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ พยายามปรับตัวเองให้สมดุลกับเขา และทำแต่ละวันให้ดี

โชคดีมากที่วันหนึ่งได้อ่านเจอข้อความที่ว่า จงเรียนรู้อยู่กับความเป็นจริง ผมเข้าใจได้ทันทีว่า ต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงนี้อย่างมีความสุข โดยไม่ฝืน ผมคิดว่าที่เขาป่วยแบบนี้ก็ดีกว่าเขาไม่อยู่แล้วนะ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ทั้งผมและลูกคงช็อคไปเลย แต่นี่เรายังมีเขา หันไปยังเจอยังเห็นหน้าเขา ถึงแม้เขามีอารมณ์ที่ไม่ปกติบ้าง ก็ต้องใจเย็น แต่น่าแปลกที่พอเราจะมีอารมณ์ขึ้นบ้าง เขาก็จะให้ลงให้โดยทันที

สิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างมากคือ การดูแลคนป่วย คนที่อยู่ข้าง ๆ สำคัญมาก เพราะเราเป็นกำลังใจยังไม่พอ แต่เราต้องเข้าใจ ต้องรับฟัง ถ้าเขาไม่พูด เราต้องพูดให้มากขึ้น ต้องบอกว่าเรารู้สึกแบบนี้นะ ถ้าสงสัยหรือไม่พอใจเรื่องอะไรก็ต้องพูดกัน อย่าเก็บไว้ เมื่อพูดกันแล้วก็ต้องฟังกันมากขึ้น ฟังแล้วก็จะรู้ว่าเขาเป็นอะไร คิดอย่างไร และสุดท้ายเราก็จะเข้าใจกัน เข้าใจในที่นี้หมายถึงการยอมรับซึ่งกันและกันด้วย

ผมบอกจุ๊บเสมอว่า คนเราชนะใจตัวเองสำคัญที่สุด อย่างผมเองก็ต้องชนะใจตัวเอง บางทีนอนตีหนึ่ง แต่ต้องตื่นตีสี่เพื่อทำกับข้าวพาลูกไปโรงเรียน ที่ผมทำได้ทุกวันก็ต้องเอาชนะใจตัวเองเหมือนกัน ผมบอกว่าถ้าจุ๊บอยากหายก็ต้องสู้ ต้องชนะใจตัวเอง เมื่อก่อนเขาต่อต้านมาก อยากไปไหว้พระและนอนเฉย ๆ ให้หายเอง ผมก็เข้าใจภาวะของเขา จึงให้กำลังใจเขาเสมอ ช่วงหลังมานี้เขาก็ดีขึ้นมาก แม้บางครั้งควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่ก็ควบคุมความคิดและการกระทำได้
เหตุการณ์นี้กลายเป็นการเรียนรู้ครั้งใหญ่ของผมและครอบครัว ที่แม้เจอเรื่องหนักหนาแสนสาหัสแต่เราก็จับมือกันผ่านมาได้

สามีที่แสนดี
ผมไม่ค่อยได้บอกเรื่องจุ๊บป่วยกับใครนัก แต่ช่วงที่จุ๊บนอนติดเตียง เขาเห็นตลอดว่าผมคอยดูแล วิ่งทำโน่นทำนี่ให้เขา เขาก็ซึ้งใจ คิดว่าถ้ารอดออกไปได้แล้วหายเป็นปกติ เขาก็อยากเขียนหนังสือถึงเรื่องราวที่ผมดูแลเขา เพราะอยากให้คนรู้ว่าในสังคมนี้ยังมีคนดี ๆ อยู่นะ แต่ออกมาจากโรงพยาบาลมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้เขียน เพราะเขาคิดว่าคนคงไม่มีคนรู้จักตัวเขา แล้วคนก็ไม่ค่อยซื้อหนังสือด้วย คิดไปคิดมาเขาจึงลองเขียนเรื่องของผมลงเฟสบุ๊ค เพื่อดูกระแสว่ามีคนอ่านไหม

เวลานั้นผมไม่รู้ว่าเขาคิดทำอะไร แต่หมอสั่งมาว่าจุ๊บต้องนอน อดนอนไม่ได้ ผมเห็นจุ๊บพิมพ์มือถือตั้งแต่หนึ่งทุ่ม พิมพ์มือเดียวด้วย ผมก็เป็นห่วงเขาอยากให้เขานอน แต่เขายังคงพิมพ์ต่อไป ตื่นมาตีสองเห็นจุ๊บยังพิมพ์มือถืออยู่ ผมจึงดุว่า ทำอะไรอยู่ไม่หลับไม่นอน แต่เขาก็ไม่สนใจ พิมพ์จนเสร็จและโพสต์ลงโซเชียลตอนตีห้า

วันรุ่งขึ้น ผมตื่นตามปกติ เพื่อมาเตรียมตัวดูแลภรรยาและลูก ระหว่างนั้นเปิดโทรศัพท์มือถือเห็นข้อความที่จุ๊บโพสต์ ซึ่งเขียนชื่นชมที่ผมดูแลเขาอ่านไปก็น้ำตาไหล แอบไปร้องไห้นอกบ้าน เมื่อรู้ว่าเมื่อคืนจุ๊บทำอะไรและมีเจตนาอย่างไร ก็มาขอโทษเขา จุ๊บก็เสียใจที่ผมพูดแรง แต่เราก็ต้องปรับความเข้าใจว่าที่ผมดุก็เพราะเป็นห่วง

เมื่อโพสต์นี้เริ่มกระจายออกไป และทีมงานรายการตีสิบได้อ่าน เขาก็สนใจโทรมาคุย ตอนแรกผมไม่อยากเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย เพราะกลัวคนจะหมั่นไส้ แต่คนรอบตัวก็บอกว่าน่าจะเล่าเรื่องราวให้เป็นข้อคิดให้แก่คนอื่น ผมจึงได้ไปออกรายการกันทั้งครอบครัว และอย่างที่เห็นว่า เราก็เล่าเรื่องความทุกข์เป็นเรื่องปนขำได้

หลังออกรายการตีสิบ ผมก็ได้ตำแหน่ง “สามีแห่งชาติ”มีคนให้กำลังใจผมและจุ๊บเยอะมาก ไปไหนก็เข้ามาทักทายพูดคุยเราสองคนก็ดีใจและขอบคุณอย่างมากนอกจากนี้เพื่อนและคนรู้จักก็ติดต่อมา เพราะเขาเพิ่งรู้ข่าว หลายคนอยากช่วยเหลือโดยการโอนเงินมาให้ แต่ผมไม่ขอรับ เพราะยังทำงานเองได้ แต่ก็ซึ้งน้ำใจทุกคน และทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน อยู่ไม่ได้ หรือบางทีคนที่ไม่ญาติพี่น้อง แต่ก็ดูแลเกื้อกูลกันเหมือนญาติพี่น้อง ซึ่งผมเห็นแล้วว่าเป็นจริง

จากที่มีคนติดต่ออยากช่วยเหลือจุ๊บเยอะมาก ผมจึงคิดทำโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเดียวกับจุ๊บ โดยคุยกับสถาบันประสาทวิทยา ซึ่งมีกองทุนสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีเงินรักษา ผมวางแผนว่าจะทำงานบางอย่างเพื่อระดมทุนให้กองทุนนี้ ถือว่าเป็นผมเป็นสะพานบุญให้ทุกคน อีกงานคือไปช่วยพี่ชายที่สนิทกันขายมัสมั่นกระป๋อง เขาเป็นเชฟทำอาหารอร่อย ส่วนผมก็ช่วยด้านโปรโมท ซึ่งก็เป็นรายได้อีกทางของครอบครัว ส่วนงานในวงการบันเทิงก็รับได้ตามปกติ เพราะจุ๊บดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว เขาก็ขอให้ผมกลับไปทำงานเหมือนเดิม

ทุกวันนี้ผมมีความสุขที่ได้ไปทำงาน เวลาจุ๊บเห็นผลงานของผม เขาก็จะมีความสุข บางครั้งตามดูในทีวีไม่ทัน เขากับลูกก็ไปตามดูในยูทูปได้ พอเห็นผมพูดเล่นมุกตลก เขาก็สนุกหัวเราะกันใหญ่ เห็นแล้วผมก็มีความสุขไปด้วย หากวันหนึ่งมีเงินมากพอแล้วผมก็อยากใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ดูแลลูกและภรรยาและรับแม่ที่หาดใหญ่มาอยู่ด้วยกัน ทำทุกอย่างเพื่อให้ที่คนเรารักมีความสุข

เพราะคนเราชีวิตไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถ้าวันนี้คุณอยากทำอะไรให้คนที่คุณรัก คุณทำเลย เพราะไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ชีวิตจะเป็นเช่นไร

SECRET’S QUOTE
เมื่อชนะมารในหัวใจตนได้แล้ว มารข้างนอกก็ทำอะไรไม่ได้ –สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฒฺโน)


ที่มา: คอลัมน์ This is Life นิตยสาร Secret
เรื่อง: สมเจตน์ เจริญวัฒน์อนันต์ เรียบเรียง: เชิญพร คงมา ช่างภาพ: สรยุทธ พุ่มภักดี
สไตลิสต์: ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ แต่งหน้า-ทำผม: ภูดล คงจันทร์


บทความน่าสนใจ

หนุ่ม กะลา กับช่วงเวลาที่พบธรรม จากวันที่ทุกข์ถึงวันที่ซึ้งธรรม

ชีวิตวัยเด็กที่ไม่เคยยอมแพ้ ของ ตุ๊กตา อุบลวรรณ บุญรอด

โอม ค็อกเทล กับการเรียนรู้ในทุกจังหวะของชีวิต

ชีวิตนี้ที่เลือกเอง ปุ๊กกี้ ปริศนา พรายแสง

keyboard_arrow_up